ROG เดินหน้าลุยตลาดกันอย่างต่อเนื่องและในครั้งนี้มาเป็นทีม intel กันบ้างแน่นอนว่ารุ่นล่าสุดที่เปืดตัวสำหรับ ROG นั้นถือว่ามีหลากหลายรุ่นที่น่าสนใจมากๆครับในการใช้งาน intel Gen10 ครั้งนี้แน่นอนว่าทั้งเรื่องของสเปก อะไรจัดเต็มแน่นอนและมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิมเยอะมากในรุ่นนี้ พร้อมกับในตระกูลที่เราเอามารีวิวนั้นจะเป็น Zephyrus  ที่เน้นเรื่องของความบางเบา พกพาได้ง่าย แต่ยังคงแรงและเล่นเกมลื่นๆอยู่ครับ และ ในตระกูลนี้จะเป็นรุ่น  M15ที่เป็นตัวแรงอีกรุ่นก็ว่าได้ครับมาพร้อมกับสเปก การใช้งานที่จัดเต็มแน่นๆทั้งหน้าจอ ระบบเสียง ลำโพง หรือว่าจะเป็น พอร์ตเชื่อมต่อที่รองรับเยอะมากมาย และ WIFI 6 รวมถึงใช้งาน ซิลิโคนเทพ ที่่ใส่เข้ามาของ  แบรนด์ THERMAL GRIZZLY อีกทั้งระบบเสียงใส่  ESS SABRE HIRES เข้ามาด้วยเช่นกันครับ และหน้าจอ 4K UHD 100% SRGB PANTONE VALIDATED ด้วยถือว่าทั้งหน้าจอ ระบบเสียง และ ประสิทธิภาพนั้นโหดอย่างมากครับ

ROG ZEPHYRUS M15 นั้นมาพร้อมกับ CPU ตัวล่าสุดของ INTEL ใช้งาน  Intel® Core i7-10875H ตัวล่าสุดพร้อมกับใช้งาน การ์ดจอ  NVIDIA® GeForce® RTX 2060 6GB GDDR6 รวมถึงให้ 16GB DDR4 3200MHz SDRAM / เป็น 8GB ONBOARD และ แบบปกติ 8GB นะครับผม ทางด้านความจุให้มาด้วย M.2 NVMe PCIe 3.0 1TB SSD with RAID 0 support   พร้อมกับหน้าจอที่จัดเต็มที่สุดในแง่ของคุณภาพ สูงสุดของสเปกนี้ ขนาด15.6-นิ้ว 4K UHD (3840×2160) IPS-level panel, 60Hz, 100% Adobe RGB, Pantone® Validated ถือว่ามีความแม่นยำสีค่อนข้างสูง ทำงานได้สบาย และ ให้ระบบเสียง ESS SABRE HIRES มาในตัวพร้อมรองรับ 7.1 ด้วยครับ และ ไฟแป้นพิมพ์นั้นให้มาเป็น RGB แต่เสียดายมากๆในไทยนั้่นเป็นแค่ 1 Zone RGB นะครับ สีเดียวทั้งหมดไม่สามารถไล่สีได้ ส่วนทางด้านพอร์ตเชื่อมต่อให้มาครบมากๆทั้ง USB-C Thunderbolt 3 และ รองรับการชาร์จไฟเข้าด้วย รวมถึงแถมที่ชาร์จมาให้ 2 แบบเลยในกล่องครับถือว่าล้ำมากๆในจุดนี้ และงานออกแบบ วัสดุแมกนีเซียมอัลลอยทั้งหมดในโครงสร้างภายใน มีความเบาและบางอย่างมากเมื่อเทียบกับ Gaming Notebook ด้วยกันครับ และทางด้านเชื่อมต่อรองรับ WIFI 6+BT5.1 จัดเต็มพอสมควรในเรื่องของสเปกในการใช้งานจริง และ ที่เด่นๆคือเรื่องระบบระบายความร้อนใช้งาน ซิลิโคนพิเศษ THERMAL GRIZZLY มีความเย็นดีขึ้นแบบชัดเจนมาก

  • ROG ZEPHYRUS M15 ในไทยมาพร้อมกับราคา 69,990 บาท
    Windows 10 Home/I7-10875H/DDR4 8GB+8GB[ON BD.]/1TB PCIE SSD/RTX2060/WIFI6/15.6″ 4K UHD 60Hz IPS-level Adobe:100%

UNBOX

ตัวกล่องนั้นงานออกแบบอะไรมีความใกล้เคียงกับของเดิมครับ แต่ทางด้านอุปกรณ์ที่ให้มานั้นถือว่าจัดเต็มมากขึ้นเยอะพอสมควรเลยทีเดียว เพราะเราจะเห็นว่ามีที่ชาร์จ Adaptor ให้มาทั้งแบบปกติ และ USB-C ที่เป็นแบบ PD รองรับการชาร์จไฟได้เหมือนกันแต่จะเน้นใช้งานแบบพกพา หรือ จะเน้นใช้งานที่บ้านก็แล้วแต่สะดวกเลยนั้นเองครับ ถือว่าดีมากๆ และขนาดของที่ชาร์จ USB-C ก็มีขนาดเล็กมากๆ เราจะเห็นว่ามีกล้อง WEBCAM ROG EYE มาให้ด้วยสำหรับการใช้งานกล้องเพราะในตัว ROG M15 นั้นไม่มีกล้องมาให้นั้นเอง ถือว่าให้ของมาครบเพียงพอมากๆ

ROG EYE นั้นเป็นกล้องหน้าเสริมที่ทำออกมาตอบโจทย์คนที่ใช้งาน สตรีมมิ่ง หรือ คุยงายพอสมควรครับเพราะรุ่นนี้ให้มารองรับในความละเอียด 1080P 60fps เลยทีเดียวพร้อมกับมุมมองที่ดี มี Auto Focus รวมถึงมีการเพิ่มแสงสว่างให้ใบหน้าด้วย ถือว่าใช้งานง่ายคุณภาพสูงพอสมควร ปกติจะขายอยู่ที่ราคา 2,790 บาทครับตัวนี้

DESIGN

งานออกแบบนั้นในรุ่นนี้ถือว่าเป็นยุคใหม่ของ ROG ก็ว่าได้ครับเพราะว่าดีไซน์ งานออกแบบมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนโลโก้ข้างหลังไม่มีใหญ่ๆแบบจะเป็นเขียนแบบรุ่น G14 ที่ออกมาแล้วที่เป็นเขียนว่าปีไหน รวมถึงชื่อเต็มพร้อมโลโก้แค่นั้นครับ ถือว่ามีความเรียบหรูมากขึ้นเยอะ ดูดีแต่ก็น่าเสียดายว่าไม่มีไฟข้างหลังแล้วที่เป็นโลโก้ของค่ายนี้ ส่วนน้ำหนักต้องบอกว่าทำได้ดีอย่างมาก เมื่อเทียบกับสเปก และ ความบางเบาของมันรวมถึงการพกพาที่ง่ายมากในรุ่นนี้ ส่วนโครงสร้างวัสดุนั้นเป็นแมกนีเซียมอัลลอยทั้งหมด มีการทำวัสดุแบบด้านรอบเครื่องหุ้มอีกชั้นนึง ทำให้ผิวสัมผัสนั้นดีพอสมควรเลย ฝาหลังก็เล่นลวดลายแบบจุดที่มีสะท้อนแสงสีรุ้งได้ด้วย และ หุ้มด้วยพลาสติกด้านอีกชั้นนึง

ตัวเครื่องในภาพรวมนั้นเราจะเห็นว่า ดีไซน์ตัวโมเดลนั้นยังคงดีไซน์เหมือนกับตระกูล  Zephyrus รุ่นอื่นๆครับทั้งโครงทรงถ้ามองผ่านๆแต่ในรุ่นนี้จะแตกต่างกันที่วัสดุ และ ฝาหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบชัดเจน ทำให้เรื่องของน้ำหนัก การพกพานั้นยังคงเด่นและทำได้ดีเมื่อเทียบกับ Gaming Notebook ทั่วๆไปนั้นรุ่นนี้จะทำได้เบาเบางมากแบบชัดเจน ฝาหลังนั้นจะเป็นเล่นแสงสีสวยงามเวลาเจอแสงแดดลาย Dot สวยงามอย่างมาก จะเป็นลวดลายแบบเฉียงที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์พร้อมกับการหุ้มด้วยพลาสติดขุ่นอีกชั้นทำให้มันมีความนุ่มนวลเวลาเจอแสง และในด้านในนั้นเราจะเห็นการออกแบบที่คล้ายกับรุ่นก่อนๆจุดนี้ไม่ได้แตกต่างกันกับตัวอื่นๆเท่าไรนักครับ

ฝาหลังนั้นจะเป็นจุดที่เปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดก็ว่าได้เ ราจะเห็นว่ายังคงมีเอกลักษณ์ของค่ายได้ดี คือเส้นแนวทแยงต่างๆจะเห็นว่าพื้นผิววัสดุนั้นจะเป็นแบบจุดๆที่มีเล่นแสงสวยงามพอสมควร ส่วนอีกฝั่งนั้นเราจะเห็นว่าเป็นสีเทาด้านปกติ จะหุ้มด้วยพลาสติกแบบขุ่นอีกชั้นนึงครับถือว่าทำให้มันดูซอฟท์ลงพอสมควร และทางด้านโลโก้นั้นเราจะเห็นว่าเป็นแบบใหม่ ที่มีโลโก้  ROG และเขียนชื่อเต็มรวมถึงปีที่ก่อตั้งด้วย จริงๆนั้นแอบชอบแบบนี้มากกว่าแบบเดิมเยอะเลยทีเดียวครับแต่การที่เราหุ้มนั้นจะเป็นพลาสติกขุ่นด้านนอก ทำให้มันเป็นรอยได้ง่ายพอสมควรเวลาใช้งานพวกนี้

ฝาหลังนั้นเป็นวัสดุโลหะทั้งหมด เราจะเห็นว่ามีช่องระบายความร้อนค่อนข้างเยอะในส่วนนี้ทั้งด้านบน ซ้ายขวา และ ตรงกลาง และแน่นอนว่าลำโพงจะอยู่ส่วนมุมด้านหน้าของเครื่องทั้งหมด ซ้ายขวา และยังมีช่องระบายตอบขอบเครื่องด้านหลัง และ ซ้ายขวา ครับ เมื่อเปิดเข้ามาข้างใน จะเห็นว่าเมนบอร์ดนั้นมีการออกแบบอะไรที่ค่อนข้างดี พัดลมระบายซ้ายขวา พร้อมกับ   Heat pipe  ทั้งหมด 6 เส้นจัดเต็มพอสมควรเลย แต่ทางด้านการอัพเกรดนั้นเราจะเห็นว่ารองรับ  SSD M.2 อีก 1 ช่องเปล่าสามารถอัพเกรดได้ และ ทางด้าน RAM นั้นจะเป็น Onboard  ที่มีมาให้ 8GB และ ใส่มาให้อีก 8GB หรือการรองรับเพิ่มได้อีกสูงสุด 16GB ที่สามารถเพิ่มได้นั้นเองครับ ก็ถือว่ายังรองรับได้ดี

หน้าจอนั้นจะมาพร้อมกับความละเอียดสูง 4K ที่รองรับ UHD และ ความแม่นยำของสีค่อนข้างสูงคือ sRGB 100% พร้อมกับ รองรับ Pantone การันตีความแม่นยำอีกทีทางด้านหน้าจอนั้นเน้นในเรื่อง ของคุณภาพความแม่นยำสีอย่างมากจึงทำให้ไม่ได้เน้นในเรื่องของ Refresh Rate เท่าไรนักตัวนี้จึงรองรับสูงสุดที่  60Hz เท่านั้นแต่การออกแบบขอบหน้าจออะไรนั้นถือว่ามีความบางพอสมควร และแน่นอนว่าตัวหน้าจอไม่มีกล้อง Webcam มาให้เช่นเดิมเลย

งานออกแบบส่วนอื่นๆในด้านในนั้นจะยังคงงานออกแบบเดิมอยู่ครับ ไม่ได้แตกต่างจากเดิมเท่าไร ส่วนทางด้านปุ่มพิเศษ 4 ปุ่มยังคงวางตำแหน่งไว้ด้านบนใช้งานได้สะดวกเช่นเดิมในการทำงาน หรือเล่นเกม สตรีมมิ่งต่างๆ และในด้านขวานั้นจะเป็นปุ่ม Power ครับพร้อมกับงานออกแบบพื้นผิวที่แตกต่างกันในส่วนนั้น และขาพับของรุ่นนี้ยังคงกางได้ไม่มากนัก แต่มีความแข็งแรงพอสมควร แต่ไม่ได้มีการยกตัวเครื่องอะไรเป็นปกติของตระกูลนี้ถือว่าทำได้ดีเลย

ROG EYE นั้นเป็นกล้อง Webcam ที่ขายแยกครับแต่ในรุ่นนี้ให้มาในกล่องด้วยทำให้รองรับการใช้งานทั้งการคุยงาน หรือจะเป็นการสตรีมมิ่งเกม ก็รองรับสเปกนั้นจะรองรับที่ FHD 60FPS รองรับการใช้งาน Autofocus และรองรับการเพิ่มแสงสว่างให้ใบหน้าด้วย เชื่อมต่อผ่าน Micro-USB เสียบแล้วใช้งานได้เลยครับส่วนการติดตั้งรองรับการหนีบบนหน้าจอ หรือตั้งแยกก็ได้ทั้งหมด เพื่อการปรับมุมมองต่างๆที่ไม่ต้องยึดกับบนหน้าจออย่างเดียวด้วยรุ่นนี้

ตัวกล้องนั้นจะเป็นงานออกแบบสี่เหลี่ยมเรียบๆ ไม่ได้มีอะไรมากแต่ยังคงเอกลักษณ์ของค่ายไว้นิดหน่อยด้านหน้านั้นจะเป็นกล้องหลัก พร้อมไมค์ 2 ตัว และ ไฟ LED แสดงสถานะว่าใช้งานอยู่ พร้อมดีไซน์ด้านหน้าแบบกระจกเรียบส่วนด้านข้างเราจะเห็นว่ามันสามารถกางออกมาได้เยอะ และ ปรับมุมได้อีกเช่นกันครับว่าจะเอียงก้มลมมากน้อยแค่ไหนส่วนด้านหลังยังคงดีไซน์สวยงาม พร้อมกับใส่โลโก้มาให้มุมซ้ายของกล้อง และตรงกลางเป็นที่ชาร์จ Micro-USB

ในการใช้งานจริงนั้นจะสามารถใช้งานได้ 2 แบบสามารถตั้งข้างนอกได้โดยมีขาตั้งมาให้ที่เป็นวัสดุโลหะ มีน้ำหนักพอสมควรสามารถเสียบ และ ปรับมุมได้หลากหลาย ตั้งได้ว่าเราจะเอาตำแหน่งไหนของตัวกล้องมุมกล้องต่างๆ อีกทั้งมีที่ยึดที่แข็งแรง และไม่เลื่อนได้ง่ายถือว่าเป็นวัสดุที่ดีมากๆในตัวขาตั้งและกล้อง หรือถ้าไม่อยากตั้งนั้นจะสามารถหนีบไว้กับตัวหน้าจอตัว ROG ได้เลยครับ และ หนีบจะกิ๊บตรงขอบหน้าจอพอดี และยังคงสามารถปรับมุมได้ปกติ ส่วนที่หนีบกับมุมนั้นจะแตกต่างกัน ส่วนขนาดนั้นใหญ่พอสมควรแต่ก็ไม่ได้กินเข้ามาพื้นที่ตรงหน้าจอไม่เกะกะ

SPEC

  • Intel® Core i7-10875H
  •  NVIDIA® GeForce® RTX 2060 6GB GDDR6
  • 16GB DDR4 3200MHz SDRAM / 8GB ONBOARD
  • M.2 NVMe PCIe 3.0 1TB SSD with RAID 0 support
  • 15.6-inch 4K UHD (3840×2160) IPS-level panel, 60Hz, 100% Adobe RGB, Pantone® Validated
  • Backlit chicklet keyboard
  • 2 speakers with Smart AMP technology
    Array Microphones
  • 1 x Thunderbolt 3 with USB 3.2 Gen 2 Type-C, DisplayPort 1.4 and Power Delivery
    1 x USB 3.2 Gen 2 Type-A
    2 x USB 3.2 Gen 1 Type-A
    1 x HDMI 2.0b
    1 x 3.5mm Audio jack (ESS Hi-Fi DAC)
    1 x Audio jack mic-in
    1 x Kensington lock
    1 x RJ-45 jack
  • 230W power adaptor
    Support Type-C PD 3.0 up to 65W
  • Intel® Wi-Fi 6 with Gig+ performance (802.11ax)
    Bluetooth 5.1
  • Width: 36.0cm
    Depth: 25.2cm
    Height: 1.89cm (Brushed Black); 1.99cm (Prism Gray / Black)
  • Weight 1.9 KG

PERFORMANCE

ในรุ่นนี้ใช้งาน CPU i7-10875H 14nm 2.30 GHz, 16 MB L3 Cache, up to 5.10 GHz 8 Core/16 Thread ส่วนการ์ดจอ นั้นยังคงใช้งานของ NVIDIA GeForce RTX 2060  มาพร้อมกับ 6GB GDDR6 VRAM และ ทางด้าน Ram ให้มา 16GB DDR4 bus 3200 แต่จะแยกเป็น 8GB OnBoard อัพไม่ได้ และ อีก 1ช่องสำหรับอัพเกรดทำให้มันรองรับได้ 24GB สูงสุดนั้นเองครับ ส่วน SSD 1TB PCIe® Gen3 SSD M.2 ให้มาเรียบร้อย 1 ช่องเท่านั้นและมาพร้อมกับ Windows 10 เรียบร้อยพร้อมใช้งานครับในรุ่นนี้ถือว่าสเปกนั้นทำได้ดี

PC MARK

คะแนนไปได้ค่อนข้างสูงมากๆแน่นอนว่าตัว i7 Gen10 ก็ถือว่าแรงพอสมควร ไปได้ 4547 คะแนน จริงๆพวกระดับราคานี้การใช้งานทั่วไปทำงานคงไม่ต้องกังวลตอบโจทย์ทำงาน ทั่วไปแทบจะทุกรูปแบบ ไม่ต้องห่วงเลยแหละ ตั้งแต่ Word ไปยังตัดต่อ เรนเดอร์ 3 มิติ งานเขียนงานวาดแปลนบ้านทุกอย่าง และ รองรับได้สบายด้วยความแรงทั้งหมดถือว่าชิลๆและดีกว่าตัว i7 9750H อยู่ด้วยในคะแนนส่วนนี้ครับ ส่วนในการทดสอบนั้นเป็นอุณหภูมิปกติ เช่นเดิมไม่ได้เปิดแอร์ แต่ถ้าเปิดแอร์นั้นจะได้คะแนนประมาณ 4,700 คะแนนครับ แน่นอนว่าถ้าเทียบกับ 4800HS ตัวนั้นจะยังคงทำได้แตะ 5000 ครับก็เป็นจุดที่ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่นิดหน่อย

3D MARK 

ทำคะแนนเรียกได้ว่าสูงในการทดสอบทั้ง 4 แบบนะครับ ตัว TIMESPY EXTREAM ที่เน้นไปเจาะกลุ่มคอมพิวเตอร์ระดับท็อป เกมมิ่ง ทำคะแนนได้ 915 ถือว่าดี และ PORT ROYAL ในการทดสอบ RAY TRACING นั้นได้ไป 897 คะแนน ต้องบอกว่าผ่านการทดสอบใช้งานระดับสูงๆของ 3D Mark สบายๆ ส่วนในเรื่องความร้อน แอดมินทดสอบต่อเนื่อง 4 แบบ ทำความร้อนไปได้ 80 CPU GPU 79 นะครับ และในตัว FIRE STRIKE EXTREAM ทำไปได้ 2144 และ FIRE STRIKE ULTRA 1126  คะแนน ถือว่าแรงสมกับ RTX 2060 ครับแต่ CPU อาจจะไม่สุดมาก

CINEBENCH R15 – R20 / DISK MARK 

R15 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับสูง เลยแหละ R15 นั้นทำได้ 1776 cb/ 147.51FPS ประมวลผลหนักๆได้แบบสบายมากๆและดีกว่าพวกรุ่นก่อนหน้านี้แบบชัดเจนครับผม และเทียบกับ RYZEN 7 4800HS จะมากกว่าประมาณ 120 ครับไม่ได้เยอะมากแต่ก็มีผลในการเรนเดอร์ R20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผลตัวโหดกว่า R15 คะแนนก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน ดีกว่ารุ่นก่อนเยอะมาก และทำได้ดีกว่าตัว i7 9750H ด้วยนะ ในตัว R20 นั้นที่ประมวลผลหนักหน่วงกว่าเดิม ทำคะแนน 3827 CB เลยครับ ดีกว่าพวกรุ่นปกติเยอะเลย และ เช่นเดิมทดสอบในสภาพอากาศปกติไม่มีแอร์ครับ ส่วนตัว SSD M.2 นั้นทำการอ่านเขียนไป 1907 MB/s และ 1766 MB/s  ถือว่าค่อนข้างน้อยพอสมควรจริงๆ ถ้าใส่ตัวเทพเข้ามาน่าจะทำประสิทธิภาพได้ดีกว่านี้ทั้งนี้รอดูราคากันอีกที และตัวนี้รองรับการใส่เพิ่มเติมอีก 1ช่องนะครับทำให้สามารถใส่ SSD M.2 ได้อีก 1 ช่องนั้นเอง

SCREEN

หน้าจอทาง ROG M15  ครั้งนี้ต้องบอกกันตรงๆเลยว่าเป็นหน้าจอที่สวย และ เทพที่สุดเท่าที่ลองมาในบรรดาสายเกมมิ่งในตอนนี้ครับ ด้วยหน้าจอที่มีความละเอียดสูงมาก 4K UHD และ ยังมีค่าสีที่แม่นยำรวมถึงได้มาตรฐาน sRGB 100% รวมถึงการรองรับค่าสีแม่นยำเหมาะแก่การทำงานจาก PANTONE ด้วยชื่อนี้หลายๆคนน่าจะทราบกันดีถ้าทำงานสายกราฟิก รวมถึงยังใช้งานหน้าจอแบบด้าน และ เป็นหน้าจอ IPS ด้วยทำให้มุมมองนั้นสบายๆ หน้าจอตัวนี้มาพร้อมกับขนาด 15.6นิ้ว กรอบที่บางเฉียบเพียง 6.2 มิลลิเมตร ให้อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องสูงถึง 81%แต่จะมี Refresh Rate 60Hz เท่านั้นนะครับ ด้วยข้อจำกัดของ 4K และภาพรวมทำให้มันไม่ได้มี Hz สูงแบบหน้าจอ FHD ตัวอื่นๆแต่จะได้ความคมชัด และสวยงามมาแทนรวมถึงความแม่นยำของสีมาแทนครับก็แล้วแต่ชอบกันไป จากที่ลองนั้นหน้าจอสวยจริง แอดมินสามารถทำงานได้สบาย สีสวยตรง และมีความคมชัดสูงอย่างมาก เป็นการเล่นเกมที่สวยและมีมิติคมชัดมาก ตัวเครื่องขับออกมาได้สบาย แต่ถ้าลื่นไหลอาจจะไม่ได้เนียนตามากนัก แต่ได้ความคมมาทดแทน แต่สายตัดต่อบอกเลยว่าชอบหน้าจอตัวนี้มากแน่นอนในการใช้งาน

มุมมองของหน้าจอแน่นอนว่าเป็นหน้าจอแบบด้านก็ทำให้เรื่องของมุมมองนั้นดีกว่าหน้าจอแบบปกติมากพอสมควร และตัวนี้ได้หน้าจอที่มีคุณภาพสูงอันดับต้นๆของสายเกมมิ่งที่ขายกันในตอนนี้เลยก็ว่าได้ เพราะเน้นเรื่องของความแม่นยำของสีได้ชัดเจน และ เวลาเล่นเกมนั้นรู้สึกชัดเจนว่าภาพค่อนข้างมีมิติกว่าทั่วไป แต่การที่ใช้ได้แค่60Hz ก็อาจจะไม่ได้สะใจมากเท่าไรนักก็ต้องยอมแลกกันว่าจะเน้น สวยคมชัด สีเทพหรือจะเน้นความลื่นไหลแต่ภาพอาจจะไม่สวยเท่าไรก็แล้วแต่เลือกได้เลยแต่สำหรับรุ่นนี้ค่อนข้างตอบโจทย์สายทำงาน สายเกมได้แบบลงตัวครับ มุมมองสีไม่เพี้ยนหรือดรอปลงแม้แต่น้อย และยังคงความสวยงามและจะมุมมองอื่นทั้งการตัดต่อ เล่นเกมยังแสดงค่าสีได้ดีกว่าตัวอื่นแบบชัดเจน

KEYBOARD

ตัวคีย์บอร์ดมาครบทั้งตัวปุ่มเสริมในด้านบน ลูกศรในตำแหน่งที่คุ้นเคยกันครับ แต่มีการเว้าลงไปแตกต่างกับตัว G เล็กน้อยและรุ่นนี้มาพร้อมกับแบบ RGB ALL ZONE เท่านั้นไม่สามารถปรับสีแยกกันได้ปรับทั้งหมดเท่านั้นครับ แตกต่างกับรุ่นก่อนๆอย่างมาก เสียดายแม้จะราคาสูงแต่ไฟเป็นแค่ Zone เดียวแบบนี้ขอบ่นหนักๆเลยครับจุดนี้แน่นอนว่าความสวยงามแตกต่างกันชัดเจนเลยส่วน ในแง่ของตัวปุ่มนั้นการออกแบบเว้นระยะห่างยังคงทำได้ดีความรู้สึกเหมือนกับรุ่นอื่นๆ ส่วนพวกปุ่มการวางตำแหน่งต่างๆนั้นก็ยังคงคุ้นเคยกันได้อย่างดี การจัดวางปุ่มอะไรใช้งานได้ง่ายและเว้นระยะห่างกำลังดีครับ รวมถึงคีย์ลัดต่างๆ รวมถึงปุ่ม Spacebar ก็มีขนาดกำลังดี และปุ่มเปิดปิดก็แยกออกไปชัดเจน  และระดับแตกต่างกันด้วยทำให้ไม่ไปโดนง่ายๆ รวมถึงปุ่มพิเศษทั้ง 4 ปุ่มด้านมุมบนซ้ายของตัวเครื่องก็จัดการได้ดีครับ แต่ที่ชอบมากๆคือการพิมพ์การเล่นเกม เสียงเงียบอย่างมากในการใช้งานจริง และ ระยะการกดนั้นมีความลึกพอสมควร

ซึ่งระยะของปุ่มนั้นลงไประยะที่ 1.8 มิลลิเมตร พร้อมเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key rollover & anti-ghosting และ สามารถกดได้ 20 ล้านครั้ง เหมือนกับตัว ROG ตัวอื่นๆเลยที่เคยทดสอบมานั้นเอง รวมถึงน้ำหนักการตอบกลับ หรือจะเป็นการวางมือใช้งานนั้นก็ทำได้ค่อนข้างดีและสบาย รวมถึงสามารถมีฟังก์ชันเพิ่มลดเสียง เปิด-ปิดไมค์ และ Gaming Center อยู่ด้านบน ทำให้ใช้งานง่ายและสะดวก ยิ่งตัวปิดไมค์นั้นทำให้เวลาเล่นเกม หรือ สตรีมเกมนั้นปิดได้ไวในเวลาที่ไม่ได้ต้องการ หรือเวลาคุยนอกเกมเป็นต้นครับแต่เสียดายไฟมากๆเลยทั้งที่รุ่นก่อนหน้านั้นจะสามารถปรับแต่งได้เยอะกว่านี้ แต่พอเป็นรุ่นนี้กลับเป็นแค่ Zone เดียวเท่านั้นครับ

TOUCHPAD

ในด้านการใช้งานตัวทัชแพดนั้นตัวนี้แตกต่างกับรุ่นอื่นๆคือจะไม่มีตัวคลิก ซ้ายขวา แยกกันนะครับจะไม่เหมือนพวกรุ่น STRIX SCAR พวกนั้น ซึ่งรุ่นนี้จะเหมือนไปทางสายใช้งานทั่วไปมากกว่าแต่ก็ดูเป็นชิ้นเดียวกันและแน่นดูแข็งแรง รวมๆในการใช้งานตัวปุ่มนั้นรองรับทำได้ดีรวมถึงการสัมผัสหรือการกดคลิกซ้ายขวาต่างๆครับ  ทัชแพดอาจจะไม่ได้มีขนาดใหญ่สะใจอะไรมากครับขนาดกำลังดีต่อการใช้งานโทนสีดำทั้งหมดเข้ากับตัวเครื่อง รองรับการทัชได้หลายๆจุดทั้งใช้งานแบบ Multi touch หรือพวก Smart Gesture ที่สามารถใช้งานควบคู่กับ Windows 10  สามนิ้วก็รองรับได้สบายเวลาเลื่อนสลับแอปก็รองรับการทำงานได้ดี และ เลื่อนนิ้วปกติตอบสนองได้ดี ลื่นไม่หนืดนิ้วครับ ส่วนทางด้านน้ำหนักการกดปุ่มก็ไม่เจอปัญหาในการใช้งานอะไรทั้งซ้ายและขวา แต่รู้สึกแอบเล็กไปแค่นั้น

ในด้านการใช้งานจริงๆนั้นตัวนี้ยังแอบรู้สึกเล็กไปหน่อยเมื่อเทียบกับขนาดเครื่อง และ โดยรวมและยิ่งไม่มีพวก Numpad เข้ามาก็แอบเสียดายเลยแหละจริงๆมันควรใส่เข้ามาได้แล้วนะในตระกูลนี้ เพราะการวางคีย์บอร์ดแบบนี้ก็เสียพื้นที่ไปพอสมควรทั้งซ้ายและขวา เลยทำให้ไม่สามารถใส่ Numpad เข้ามาได้ ส่วนทางด้านระบบนั้นใช้งานของ Precision นะครับและรองรับการใช้งานหลายๆนิ้วได้ดีไม่เจอปัญหาอะไรติดแค่อาจจะเล็กไปนิดนึงครับในการใช้งาน

SPEAKER

ยังคงใช้งานชิพเสียงของ HIFI DAC ESS SABRE เข้ามาทำให้รองรับการถอดรหัสเสียง hires ได้สบายๆและรองรับเสียงลำโพงที่มิติอะไรมาดีกว่าเดิมแรงขับมากกว่าเดิม รวมถึงเสียงเบสอะไรนั้นแน่นขึ้นมากๆ ตำแหน่งลำโพงตัวเครื่องในรุ่นนี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ยิงลงข้างล่างทั้งมุมซ้ายและมุมขวา และแน่นอนว่าตัวเสียงนั้นทำออกมาได้ค่อนข้างดีเพราะมีตัว SmartAmp เข้ามาด้วย การวางลำโพงแบบนี้ทำให้เสียงแยกซ้ายขวาได้ชัดเจนเวลาเล่นเกมรวมถึงดูหนัง และยังมีเบสที่ทำได้ดีมากๆเสียงแน่นออกมาดี ดีกว่าตัวอื่นๆเลยนะรู้สึกว่ามันสั่นอยู่พอสมควรเลยแหละ พวกเสียงปืน ระเบิดทำให้มันแน่นกว่าเดิม และแน่นอนว่าค่ายนี้เป็นไม่กี่ค่ายที่เน้นเรื่องลำโพงเสียงมาเรื่องๆ รุ่นนี้เสียงรองรับทั้ง Hi-res และ รองรับเสียงแบบ 7.1 อีกด้วย และเมื่อใช้งานผ่านหูฟังเสียงที่ขับออกมาก็แรงขับดีกว่ารุ่นอื่นแบบชัดเจนและรายละเอียดมาดีมากจริงๆ และ เสียงเบสก็จะเด่นกว่าเดิมมากๆเสียงยังคงเทพไม่ต่างจากเดิมเลย

CONNECTOR

ในด้านซ้ายนั้นเป็นที่อยู่ในส่วนของ รูไมค์ รูหูฟัง (ESS Hi-Fi DAC) แยกกันครับ และ USB 3.2 Gen 2 Type-A 1 ช่อง และ HDMI 2.0b รวมถึงในรุ่นนี้ยังมี LAN RJ-45 jack มาให้อยู่ด้วยเช่นกันครับ และ มีช่อง DC IN รวมถึงรูระบายความร้อนในฝั่งซ้ายด้วย มีมาให้ทั้ง 2 ข้างเลยในครั้งนี้ ถือว่าพอร์ตยังครบเหมือนรุ่นก่อนหน้าทั้งหมด

ในด้านขวาครับด้านนี้ USB แบบ Type-C 1  Thunderbolt 3 with USB 3.2 Gen 2 Type-C, DisplayPort 1.4 and Power Delivery ช่อง รองรับ PD และ  Type-A 3.2 GEN 2 ทั้งหมด 2 ช่อง และ รวมถึงช่องระบายความร้อน และ ตัว Kinsington Lock อยู่หลังสุดครับ ส่วนลำโพงนั้นจะยิงลงด้านล่างมุมขวาและซ้ายของเครื่อง ส่วนในเรื่องของการเชื่อมต่อก็รองรับทั้ง Bluetooth 5.1 และ  Intel® Wi-Fi 6 with Gig+ performance (802.11ax)

ARMOURY CRATE

เราสามารถปรับแต่งได้ทั้งหมดเลยไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่งไฟ AURA Sync เปลี่ยนสีต่างๆที่ทั้งตัวคีย์บอร์ด การเล่น Effect แสงไฟตามเพลงหรือ ปรับความเร็วโทนสีทั้งหลายได้ทั้งหมดเลย หรือจะเป็นการแสดงผลต่างๆหรือซิงค์กับตัวอื่นๆนั้นเอง และพวก Profile ก็มีให้ปรับได้ค่อนข้างเยอะครับ หรือจะเป็นการตั้งค่าแอปเกม ที่จะปรับตามแอปที่เราเลือกเปิดไว้ได้ก็เช่นเดียวกัน และตัวนี้นั้นยังมี Mobile Dashboard รองรับกับ Android และ iOS ที่สามารถดูจากมือถือเราได้เลย

ฟีเจอร์ทั้งหลายนั้นรองรับการทำงานหลากหลายครับ ทั้งเรื่องของการปรับแต่งการใช้งาน ดูสถานะ อุณหภูมิ พัดลมต่างๆสถานะการใช้งาน CPU -GPU  รวมถึงสามารถโหลดแอปอื่นๆเพิ่มเติมได้ค่อนข้างเยอะมาก และมี XSplit มาให้ด้วยในตัวเลยแหละ และยังมีแอปอื่นๆที่เราสามารถโหลดได้ ทั้งบอกทิศทางเสียงต่างๆ ปรับโปรไฟล์สีหน้าจอ รวมไปตัวซอฟต์แวร์ยังสามารถสั่งปิดเปิดปุ่ม Windows, ROG และทัชแพดได้ขณะเล่นเกมด้วยอีกด้วยพวกนี้สามารถตั้งค่าปรับอะไรได้ทั้งหมด และในเรื่องของระบบจะสามารถปรับตั้งค่าได้ว่า มีไฟตอนเปิด หรือ  Sleep ไหม

WORKING

การเล่นเกมและในการทำงานนั้นแน่นอนว่าตัวนี้ก็ถือว่าพัฒนามาดีขึ้นครับสำหรับ intel แน่นอนว่าการทำงานโปรแกรมเดียวเน้นๆทำได้ดีอยู่แล้วรวมถึงระยะเวลาการเรนเดอร์อะไรถ้าไม่ได้สลับทำงานเยอะมาก ก็ถือว่าไม่ได้ด้อยกว่าตัวอื่นๆเลยครับ แต่ถ้าเน้นทำงานหลากหลายโปรแกรมอะไรพวกนี้แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้โหดแบบอีกค่ายแต่ก็ถือว่าพัฒนามาดีขึ้น ในรุ่นนี้ยังคงใช้งาน 14nm และ ใช้ CPU i7-10875H + NVIDIA® GeForce® RTX 2060 6GB GDDR6  และ RAM 16GB 3200 Mhz ให้มาเพียงพอต่อการใช้งานทำงานหลากหลายโปรแกรม หลายเลเยอร์ได้สบาย และการอ่านเขียนของ SSD ก็ถือว่าช่วยงานทำงานได้ไวขึ้นระดับนึงแต่แอบเสียดายน่าจะใช้ตัวความเร็วสูงกว่านี้ครับ แต่ในการเรนเดอร์การทำงานจริงนั้นจะเป็นอย่างไรกันบ้างลองดูทดสอบกันในหลายๆโปรแกรมสายทำงาน

SKETCH UP 

ในงานนี้ก็เป็นการทดสอบแบบจัดเต็มเลยคือเรนเดอร์ไฟล์ความละเอียดสูงพร้อมกับใส่ Texture ที่อิงกับแสงและทั้งตัวกระจกเองรวมถึงดีเทลในอาคารก็ถือว่าเป็นการทดสอบได้ดี แต่ถ้าอยากหนักกว่านี้แนะนำเลยว่าใส่ต้นไม้และท้องฟ้าอาคารข้างหลังจะรู้เลยว่ามันทำงานไหวไหม ซึ่งจริงๆก็ลองอยู่ต้องบอกว่าไหวสบาย แต่ความร้อนจะมีขึ้นมากกว่าปกตินิดหน่อย แต่ที่เรนเดอร์ในภาพตัวอย่างนั้นจะทดสอบเทียบกับคอม RTX ทั่วไปครับ เลยได้คร่าวๆว่าตัว GAMING จะเรนเดอร์พวกนี้คือ 70 นาที แต่ถ้าตัวนี้เอามาทำจะได้ภายใน 29 นาทีเท่านั้นเท่ากับประหยัดเวลาไปเยอะมากในการทำงานแต่ละชิ้นงานบอกเลยว่าเอาเรื่องเลยแหละครับ ไวพอสมควรเลยและทำงานได้ดีมากๆ

PREMIRE PRO  

เรนเดอร์กันหน่อยครับว่า 4K 60 FPS นั้นทำได้ดีแค่ไหนมีเทียบตัว INTEL I7 ด้วยนิดหน่อยครับ ซึ่งในตัวนี้ จะเรนเดอร์ได้ภายใน 22 นาที และเมื่อเทียบกับ Ryzen 7 4800HS ทำไปได้ 25 นาทีครับ แต่ถ้าใช้งาน i7 9750H นั้นจะใช้เวลาประมาณ 37 นาที และในการเรนเดอร์คลิปต้องบอกว่ามันมีผลแบบชัดเจนถ้าเราเอาคลิปแต่ละเครื่องมาเทียบกันกับระยะเวลาในการเรนเดอร์ โดยทางเราทดสอบในการเรนเดอร์คลิปแบบเดียวกันทั้งหมดถือว่าทำได้ดี

LUMION 10

ลูเมียนโปรแกรมในการทำงานเรนเดอร์ตึกเป็นแบบวีดีโอหรือ อนิเมชั่นล้วนๆเลย ทำให้เราสามารถเรนเดอร์แบบวีดีโอเดินพาชมตึกใส่คนเดิมหรือจะเป็นการใส่สภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับภาพที่เราอยากได้มากที่สุดครับ และเป็นการเรนเดอร์ที่ใส่พื้นผิวท้องฟ้าได้ค่อนข้างสมจริงรวมถึงการจัดแสง จึงเป็นโปรแกรมที่เน้นการใช้ CPU แบบหนักหน่วงครับ ในการเรนเดอร์ทดสอบโดยการเรนเดอร์แบบเดียวกับรุ่นอื่นๆ ในความละเอียด 4K เพื่อในการเทียบเวลากับตัวอื่นซึ่งในรุ่นนี้จะใช้เวลาเรนเดอร์ไป 1.09 ชั่วโมงเท่านั้นถือว่าไวมาก เทียบกับ Ryzen 7 ก่อนหน้าทำเวลาไป 1.27  และถ้าหากเทียบกับ i7 9750H ตัวก่อนหน้านั้นจะทำเลาไป 2 ชั่วโมงกว่าครับถือว่าไวขึ้นชัดเจนเลย

GAMING 

การเล่นเกมสำหรับตัว i7 10875H  ตัวแรงนี้ก็เอาเรื่องเช่นเดิมและค่ายนี้ยังคงเน้นเรื่องของการเล่นเกม การขับ FPS ได้ดีเป็นทุนเดิมครับ และในตัวทำการทดสอบในหลายๆเกมที่กำลังเป็นกระแสครับรวมถึงหลายๆเกมที่กินสเปกโหดๆ ซึ่งทางเราก็ได้เปิดภาพแบบสูงสุด รวมถึง เปิด Monitor FPS /Temp ไว้ตลอดเลยเล่นต่อเนื่องยาวๆครับในแต่ละเกม ซึ่งในรุ่นนี้ปุ่มอะไรพวกนั้นเวลาเล่นเกมรองรับได้ค่อนข้างดี คือตัวแป้นพิมพ์นั้นเล่นได้ง่ายมีที่วางมือและไม่ร้อน เราสามารถวางมือบนตัวคอมพิวเตอร์ได้เลย จัดการความร้อนได้ดีมาตลอดในด้านตรงที่วางมือ ไม่ต่างกับตัว G15 เลย แต่ที่ชอบคือเรื่องของความร้อนนั้นทำได้ดีไม่เกิน 90 เลยและไม่แตะ 90เลยแม้แต่ครั้งเดียวพร้อมกับการรันภาพแบบ 4K และปรับภาพสูงสุดในแต่ละเกมก็ยังคงทำได้น่าประทับใจอย่างมาก ลองไปดูตัวอย่างกันเลย

  • Overwatch นั้น ทำไปได้ FPS 51-52 อุณหภูมินั้น GPU 66 CPU 70  : EPIC 4K
  • APEX ทำไปได้ FPS 46-47 อุณหภูมินั้น GPU 86 CPU 87 : ULTRA 4K 
  • PUBG ทำไปได้ FPS 40-42 อุณหภูมินั้น GPU 86 CPU 86  : ULTRA 4K
  • Modern Warfare ทำไปได้ FPS 48-50 อุณหภูมินั้น GPU 85 CPU 86  : ULTRA   4K

ต้องบอกว่าสายเกมไม่ผิดหวังแน่นอนครับสำหรับการรัน FPS แต่ต้องเข้าใจกันก่อนเลยนะครับหลายๆคนอาจจะมองว่าทำไมมันดันได้น้อยไม่ถึง 60-70 เพราะ ทุกเกมที่เอามาให้ดูคือปรับภาพสูงสุด และเปิดแบบ 4K ทุกเกมนะครับ เอาให้สุดหมดทุกอย่างเลย และไม่ได้เปิดแอร์เล่นนะครับ แน่นอนว่าทำให้มันขับได้ไม่สูงมากแต่ถ้าปรับ FHD แน่นอนว่าสบายๆครับลื่นกว่านี้ และ ขอชมในเรื่องของความร้อนเพราะใช้ยังไงก็ไม่แตะ 90 เลยแม้แต่ครั้งเดียวครับ GPU 80-86 ย้ำว่าไม่ใช่ห้องแอร์และเล่นต่อเนื่องกันยาวๆ 3ชม + และ CPU 86-88 ไม่เกินนี้เลยครับบอกเลยว่าความร้อนทำได้ดีมากๆ แต่ถ้าอยากได้ลื่นๆนั้นต้องปรับภาพระดับกลาง +FHD จะขับได้เกิน 60 Fps นะครับอันนี้ต้องลองปรับกันไป แต่โดยรวมชอบเรื่องของความร้อนที่จัดการได้ดีมากๆและ CPU ใช้งานแค่ 20-30% เท่านั้นในการเล่นเกมหลายๆเกม และแม้จะทำงานหนักก็ไม่แตะเลย 90 องศาเท่าไรเลยครับทำได้ดี

TEST ROG ZEPHYRUS M15 + ROG EYE WEBCAM

TEST ROG ZEPHYRUS M15 + ROG EYECALL OF DUTY MWROG ZEPHYRUS M15WEBCAM ROG EYEI7-10875HRAM 16 GBSSD 1TB PCIE RTX2060WIFI615.6" 4K UHD 60Hz IPS-level Adobe:100%ราคา 69,990 บาท#ROG #ZEPHYRUSM15 #INTELGEN10

โพสต์โดย Pipatpanichkul Jakchalat เมื่อ วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2020

ROG ZEPHYRUS M15

” สายเกมมิ่ง หน้าจอเทพสีตรง ซิลิโคนระบายความร้อนดี สเปกแน่น สมราคา ”

โดดเด่นเช่นเดิมในเรื่องของหน้าจอ ประสิทธิภาพและ งานประกอบค่ายนี้ยังคงทำได้ดีคุณภาพเน้นๆสมราคาทั้งหน้าจอที่มีความละเอียดสูง รองรับการใช้งาน 4K และให้ภาพที่ตรงแม่นยำ มีสีสันที่มีมิติอย่างมากทำให้การเล่นเกม ทำงานนั้นหมดห่วงในการใช้งานจริงๆเลยอีกทั้งระบบเสียงลำโพงนั้นขับออกมาได้ประทับใจ มีมิติ เสียงดังและแน่น รวมถึงทางด้านหูฟังก็ทำได้ดีมากๆ แน่นอนว่าเรื่องเสียงค่ายนี้เน้นมานานมากพอสมควรทำให้ไว้ใจได้เลย และทางด้านประสิทธิภาพต้องขอชมว่าคุมความร้อนได้ดีมากๆ ทั้งการระบายและการใช้ซิลิโคนเทพแบบนี้ช่วยได้เยอะ และ Gen 10 ของรุ่นนี้ทำได้ประทับใจทั้งการทำงานและเล่นเกมถือว่าดีขึ้นจากเจนก่อนแบบเยอะมากๆในการทำงานสูสีกับอีกค่ายได้ทันทีแม้จะเป็น 14nm ก็ตามครับ ส่วนความร้อนก็คุมได้ดีด้วยตามเรทราคาของมันไป ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่เน้นคุ้มใช้งานระยะยาว และมีคุณภาพทั้งหน้าจอ วัสดุงานประกอบ ระบบเสียง คีย์บอร์ดต่างๆนั้นครบเครื่องที่สุด แต่ก็มีจุดน่าเสียดายบางอย่างเช่น RGB PERKEY ไม่มีในรุ่นขายไทย รวมถึง SSD M.2 น่าจะเร็วกว่านี้ในการอ่านเขียน และถ้าใครเน้นเล่นเกม 60Hz อาจจะดูน้อยไปแต่ก็แลกกับหน้าจอที่เป็น 4K คุณภาพสูงมาทดแทนกันไปครับจุดนี้

ข้อดี

  • หน้าจอ 4K มีความสวย มิติของภาพดี และ สีตรง
  • หน้าจอสามารถทำงานและเล่นเกมได้เป็นอย่างดี
  • ลำโพงเสียงแน่นสะใจ คุณภาพดี
  • ระบบเสียงแน่น ผ่านหูฟัง รายละเอียดมาดีมาก
  • มีความบาง เบา พกพาได้ง่าย
  • ดีไซน์สวย ฝาหลังเด่นและเรียบหรู วัสดุพรีเมี่ยม
  • รองรับการชาร์จทั้ง ช่อง DC IN และ USB-C แถมที่ชาร์จมาให้ 2 ชุด
  • มีกล้อง ROG EYE มาให้ในกล่อง
  • คีย์บอร์ดความรู้สึกดี นุ่ม ลึก และเงียบ
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบ พร้อม Thuderbolt 3 + PD
  • ประสิทธิภาพใช้งานได้ดี เล่นเกม ทำงาน
  • ควบคุมความร้อนได้ดีอย่างมากแม้ทำงานหนักต่อเนื่อง
  • ใช้งาน ซิลิโคนของ THERMAL GRIZZLY

ข้อสังเกต

  • หน้าจอยังได้แค่ 60Hz แต่ได้ 4K มาแทน
  • ตัวฝาหลังเคลือบแบบขุ่นเป็นรอยได้ง่ายถ้าไม่ระวัง
  • คีย์บอร์ด ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยใช้คีย์บอร์ดแบบ All Zone RGB เท่านั้น
  • ทัชแพดอาจจะมีขนาดเล็กไปนิดหน่อยในการทำงานข้างนอก
  • SSD M.2 น่าจะอ่านเขียนได้ไวกว่านี้

สำหรับรีวิวนี้ผมก็ต้องขอตัวลาไปก่อนสำหรับรีวิวรุ่นต่อไปนั้นจะเป็นรุ่นอะไรอย่าลืมติดตามกันนะครับ ถูกใจฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะครับ  มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ  เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกผมรีวิวรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ
ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

0 Shares

Comments กันได้เลย !

Comments