AUDI ประเทศไทยได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นที่ 2 ที่นำเข้ามาขายในชื่อ e-Tron ซึ่งในก่อนหน้านี้เคยมีรุ่น e-Tron ปกติเข้ามาขายในไทยแล้วเป็นทรง SUV ทั่วไปครับ แต่ในครั้งนี้ทาง AUDI ได้นำเข้า e-Tron Sportback เข้ามาขายในไทยซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ในหลายๆด้านในเรื่องของงานออก และส่งผลทำให้ประสิทธิภาพของตัวรถนั้นดีขึ้น แน่นอนว่าระยะทางการขับขี่นั้นก็ทำได้ดีกว่าในรุ่นปกติด้วยเช่นกันครับ เพราะงานออกแบบนี้ทำให้ตัวรถมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน cd = 0.25 ถือว่าน้อยกว่ารุ่นปกติแบบชัดเจน ด้วยเช่นกัน และในรุ่นที่เข้ามาขายในไทยนั้นจะเป็นรหัส 55 ตัวแรงสุด จะมาพร้อม 95kWh และ สามารถขับขี่ได้ระยะทาง 463 กม. ต้องบอกว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ที่ทำออกมาตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัว ทั้งความสูงของตัวรถ ระยะทาง งานออกแบบทั้งหมด รวมถึงเป็นรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคัน เรื่องของคุณภาพนั้นไว้ใจได้สำหรับ Audi e-Tron Sportback

EXTERIOR

งานออกแบบในภาพรวมนั้นตัวรถในด้านหน้ามีความใกล้เคียงกับรุ่นก่อนในหลายๆจุดทั้งไฟหน้า เล้นสายและกระจังหน้า แต่ในรุ่น Sportback นั้นจะเน้นความเป็นสปอร์ตเสริมเข้ามาในตัวรถมากขึ้นในชุดแต่ง S-Line ทั้งหมด รวมถึงภายนอก และ ภายในด้วยเช่นกัน และมาพร้อมกับไฟหน้า Matrix LED เช่นเดิมทรงเดียวกับรุ่นปกติครับ แต่ในรุ่นนี้จะมีสีพิเศษเข้ามาใหม่ 2 สีพร้อมกับ   Daytona grey pearl effect และ Antigua blue metallic นั้นเอง ส่วนในไทยนั้นกระจกมองข้างจะปรับมาใช้งานกระจกทั่วไป ไม่ได้ใช้งานกล้องมองด้านข้างนะครับถือว่าน่าเสียดาย แต่ที่ชอบนั้นคือตัว Balance ของตัวรถ มีการออกแบบการจัดวางส่วนประกอบต่างๆ ของรถมาอย่างลงตัว ทำให้กระจายน้ำหนักได้อย่างสมดุล โดย Perfect balance อยู่ที่ 50:50  ถือว่าส่งผลดีต่อการขับขี่แน่นอน

งานออกแบบในด้านหน้าภาพรวมนั้นจะเห็นชุดแต่งที่มีความสปอร์ตเพิ่มเติมเสริมเข้ามาในรุ่นนี้ทั้ง ชายกันชนล่าง และ รอบคันที่จะดูแล้วรู้สึกเลยว่ามีความแตกต่างกับรุ่นปกติแบบชัดเจน และเอกลักษณ์จุดขายทั้ง 2 รุ่นก็มีความแตกต่างกันด้วยครับ ในรุ่น Sportback จะเน้นความเพรียวลม สปอร์ตดุดัน แต่ถ้าในรุ่นปกติ จะเน้นใช้งาน พื้นที่ใช้สอยและขับทั่วไปมากกว่านั้นเอง และในรุ่น Sportback มีช่วงล่างถุงลมแบบ Dynamic ที่มีความ สปอร์ตมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทรงรถจริงๆนั้นถือว่ามีความสวยงามและเรียบๆแต่มีความดุดันแฝงตัวอยู่ครับ แน่นอนว่าตระกูล E-Tron นั้นรุ่นนี้ใช้พื้นฐานเดียวกับพวก Q5 และจริงๆตัวรถก็ถือว่าขนาดอะไรนั้นกำลังดีไม่ได้เล็กหรือว่าใหญ่มากเกินไปด้วยนั้นเอง

คันข้างบนนั้นจะเป็นสีพิเศษในไทยคือสีขาวคล้ายงาช้าง ในชื่อ Siam beige metallic  ถือว่าสวยงามพอสมควรครับและจะเห็นว่า ตัวงานออกแบบของตัวรถนั้นจริงๆไม่ได้รู้สึกเลยว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เป็นงานออกแบบที่เรียบแต่ดูดี ดูสปอร์ต และเด่นๆคือตัวรถมาพร้อมกับล้อ 21 นิ้วใหญ่สะใจอย่างมากทำให้ตัวรถดูพรีเมี่ยมมากขึ้นไปอีกขั้นกระจังหน้ายังคงเน้นสีเทาเป็นหลักพร้อมกับ สัญลักษณ์ e-Tron ในด้านล่างกระจัง รวมถึงช่องดักลมต่างๆก็มีเยอะและสามารถเปิดปิดได้ด้วยครับ  Audi ยังคงเป็นค่ายที่ออกแบบรถยนต์ได้ดูดีและลงตัวมากๆเลยแหละ ส่วนไฟท้ายแบบเส้นสายยาวต่อเนื่องยังคงใส่เข้ามาให้คงเอกลักษณ์จากรุ่นปกติ รวมถึงมี Animation เวลาปลดล็อคมาให้นิดหน่อยครับ แต่จะไม่ได้อลังเท่า AUDI A7 ส่วนไฟทั้งหมดถือว่าออกแบบมาลงตัวและสวย พร้อมไฟตัดหมอกมาให้

ไฟหน้าแบบ Matrix LED พร้อมไฟ Effect Light Staging ด้านหน้า – หลัง พร้อมกับ ไฟ Daytime Running Light แบบ LED และแน่นอนว่า ระบบไฟสูงอัตโนมัติ Auto High Beam ดีไซน์เอกลักษณ์ 4 ขีดของรถยนต์ไฟฟ้ายังคงใส่เข้ามาให้ในรุ่นนี้รวมถึง ทรงไฟนั้นจะเป็นตัวเดียวกับรุ่น e-Tron ปกติเลย และ ทางด้านไฟท้ายนั้นจะเห็นการออกแบบไฟขีดๆด้านข้างเช่นกัน ถ้าลองดูดีๆนั้นตัวไฟจะเป็นชุดเดียวกันทั้งหมดกับรุ่นปกติครับ ทั้งเส้นสายและทรงของไฟท้าย แต่จะแตกต่างกันในส่วนของชายกันชนล่างและการออกแบบส่วนล่างที่มีคล้ายๆครีบรีดอากาศนั้นเองและไฟตัดหมอกหลัง รวมถึงไฟต่างๆก็ยังให้มาครบ และไฟเลี้ยวนั้นเป็นแบบไฟเลี้ยงวิ่งเหมือนรุ่นอื่นๆทั้งหน้าและหลัง

จุดเด่นหลักๆของรุ่นนี้อีกจุดนึงคงไม่พ้นตัวล้อ ล้อลายใหม่ล่าสุดพร้อมกับขนาดที่ใหญ่โตอลังการมากที่สุดของค่าย ลายสวยงามและยังคงเอกลักษณ์ของ EV คือตัว คาลิปเปอร์เบรกสีส้มพร้อมกับโลโก้ e-Tron นั้นเอง มาพร้อมกับล้อ ล้ออัลลอย ขนาด 21 นิ้ว 9.5 J x 21 พร้อมยาง 265/45 R21 ถือว่าเป็นลายที่สวยและลงตัวรุ่นนึงของทางค่ายและให้มากับตัวรถที่ขนาดกำลังดี และระยะล้ออะไรนั้นก็ยังถือว่ารองรับการใช้งานได้ในถนนเมืองไทยไม่บางเกินไปครับ และตัวชายรถด้านข้างนั้นก็มีการออกแบบเล่นแถบสีดำเสริมเข้ามาเหมือนกับรุ่นก่อนของทาง e-Tron

แน่นนอว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้า กระจังหน้าจึงไม่ต้องการช่องลมอะไรเยอะและคงความเป็นเรียบๆตามสไตล์ EV ได้สีเทาเป็นหลักพร้อมกับช่องเปิดนิดหน่อย รวมถึงสามารถปิดได้ครับในส่วนของช่องดักลมข้างในกระจังอีกที และในรุ่น Sportback นั้นจะเป็นชุดแต่ง S-line และมาพร้อมกับกล้องรอบคัน 360 องศา รวมถึงเซนเซอร์รอบคันมาให้ แต่น่าเสียดายว่าไม่มีระบบ Active Safety อะไรมาให้เพราะ ถ้าอยากได้กล้องมองข้างแทนกระจกรวมถึง ฟีเจอร์ในการแจ้งเตือนเลน กล้องแสดงภาพด้านข้าง Virtual Exterior Mirror พร้อมหน้าจอ OLED แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาเมื่อเปลี่ยนเลน Lane Change Warning ระบบ Audi Pre-sense rear เตรียมพร้อมหากเกิดการชนจากด้านหลัง ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้าง และ ท้ายรถ เมื่อเปิดประตูลงจากรถ Exit Warning ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้าง และ ท้ายรถ เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง Rear Cross Traffic Assist นั้นจะต้องซื้อเป็น ออฟชั่นเสริมในราคา 200,000 บาทไทยถึงจะได้ระบบพวกนี้มาเสริมเพิ่มเติมจากเดิมนะครับ

INTERIOR

งานออกแบบภายในรุ่นนี้ยังคงยกมาจากรุ่นปกติครับ แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างในรายละเอียดเช่นการตกแต่งให้ดูสปอร์ตมากขึ้น พวงมาลัย S-Line ที่มีการตัดขอบรวมถึงวัสดุหนังแบบใหม่ด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังคงใช้งานโทนสีดำเป็นหลักพร้อมกับไฟ Ambeint light 2 โซนสามารถปรับแต่งสีได้หลากหลายเช่นเดิม และใช้งานหน้าจอสัมผัสทั้งหมดในการควบคุมจอบนและจอล่าง ระบบ MMI Navigation Plus with MMI touch response พร้อมจอแสดงผลแบบสัมผัส ขนาด 10.1 นิ้ว และ รองรับ Apple CarPlay – Android Autoพร้อมกับจอควบคุม Multifunction แบบสัมผัส พร้อมตอบสนองการสั่งงาน Haptic Feedback ขนาด 8.6 นิ้วในด้านล่างนั้นเอง ทางด้านระบบเสียงนั้นใช้งาน Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติและหน้าปัดจอแสดงข้อมูลมาตรวัดแบบ Virtual Cockpit Plus ขนาด 12.3 นิ้ว เอกลักษณ์ของทางค่ายยังคงใส่เข้ามาสวยงามและรองรับการดูแผนที่ได้

หน้าปัด Virtual Cockpit Plus ขนาด 12.3 นิ้ว ยังคงรองรับการทำงานได้ดีครับมีความสวยงามและคมชัดเช่นเดิม สามารถแสดงผลหลายๆอย่างและเปลี่ยนตามโหมดการขับขี่ได้ด้วย รวมถึงการแสดงแผนที่แบบเต็มหน้าจอยังคงเป็นจุดเด่นของค่ายนี้เลยทีเดียว และอย่างที่บอกว่าการขับขี่รุ่นนี้จะสามารถยกขึ้นลงได้ตามโหมดการขับที่เลือกนั้นเอง ส่วนพวงมาลัยนั้นจะเป็นจุดที่แตกต่างกับรุ่นปกติครับ จะเป็นพวงมาลัยแบบขอบตัดด้านล่าง ทรงสปอร์ตพร้อม s-line ในด้านล่างรวมถึงหนังแบบเจาะรูตรงส่วนกลาง และปุ่มควบคุมอะไรนั้นจะเป็นทรงที่คุ้นเคยกันดีกับรุ่น sline อื่นๆ

อีกจุดนึงที่ค่อนข้างชอบคือตัวฐานเกียร์ที่ออกแบบมาเหมือนกับยานอวกาศหรือเครื่องบินเลยเป็นทรงก้านสวยงามพร้อมกับการเปลี่ยนเกียร์แค่เลื่อนตรงหัวมุมเท่านั้นในการใช้งานต่างๆและเข้าเกียร์ P โดยการกดตัวปุ่มที่เห็นเท่านั้นส่วนการเบรกมือ หรือ เปลี่ยนโหมดอะไรนั้นจะอยู่ด้านบนและด้านข้างรอบๆฐานเกียร์ทั้งหมด ใช้วัสดุพรีเมี่ยมสีดำเงา และคอนโซลกลางแบบลอยทำให้ตัวรถดูสปอร์ตมากขึ้นและมีช่องใส่ของอะไรให้มาครบเช่นเดิมครับ รวมถึงการออกแบบหน้าจอสัมผัส 2 ส่วนนั้นยังคงเอียงเข้าหาคนขับและรับกรใช้งานได้ดี ไม่ใช่ออกแบบวางตั้งตรงทั่วไป

ในส่วนผู้โดยสารตอนหลังนั้นเราจะเห็นว่ายังคงใส่หน้าจอสัมผัสเข้ามาให้ รองรับการปรับพัดลม อุณหภูมิของผู้โดยสารตอนหลังได้อิสระแยกซ้ายขวาได้เลย และ ช่องลมนั้นจะออกมา 4 จุดครับตรงเสา B ขอบประตู และตรงกลาง พร้อมกับ ช่องเสียบ USB สำหรับการชาร์จไฟก็ใส่เข้ามาให้ในด้านหลัง 2 ตำแหน่ง และจะเห็นว่าพื้นที่งานออกแบบในด้านหลังถือว่ากว้างพอสมควร และตัวเบาะหน้าเป็นแบบ Bucket Seat สวยงามเลยทีเดียวและให้ม่านบังแดดข้างมาให้ครบพร้อมใช้งานสำหรับคนนั่งด้านหลัง รวมถึงหลังคาแบบ Panoramic Sunroof ก็ใส่เข้ามาให้พร้อมใช้

ตัวเบาะนั้นถือว่ามีความแตกต่างกับรุ่นทั่วไปอย่างแรกคือในเรื่องของงานออกแบบที่เบาะคู่หน้านั้นจะเป็นแบบ Bucket Seat ทรงสปอร์ต รวมถึงการเล่นลวดลายบนเบาะที่ดูสวยงามมากขึ้น จะเน้นความแตกต่างกันชัดเจนทั้งเรื่องของ ดีไซน์ ความรู้สึกและแน่นอนว่าเจาะกลุ่มตลาดที่แตกต่างกัน ในรุ่น Sportback นั้นจะเน้นไปทางสปอร์ตจัดเต็มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนตัวค่อนข้างชอบภายในแนวทางในรุ่น Sportback มากกว่าดูเท่มากขึ้นเยอะเลย

การออกแบบพื้นที่ภายในทำได้ดีกว่าที่คิดไว้แม้จะเป็นทรง Coupe หรือ Sportback ก็ตามแต่พื้นที่ภายในไม่ได้รู้สึกอึดอัดมากกว่าที่คิดเลยหลังคาลาดก็จริง แต่พื้นที่ภายในด้านหลังยังโอ่โถงและมีพื้นที่เหลือเหนือศรีษะได้ 1 กำปั้น แม้จะนั่งหลังชิดและแอดมินสูง 180 ก็ตามครับ ส่วนพื้นที่นั่งข้างหลังก็มีม่านด้านหลังและที่วางแขนด้านหลังให้มาครบ ส่วนพื้นที่นั่งในด้านหน้านั้นไม่มีปัญหาแต่อย่างใดเพราะว่าพื้นที่จัดการได้ดีไม่แตกต่างกับรุ่นอื่นๆหรือว่าตัวปกติเลยครับ ตัวเบาะนั่งได้สบายและกระชับมากขึ้นกว่ารุ่นปกติและรองรับศรีษะได้ดีแม้ว่าจะปรับไม่ได้ก็ตาม แต่ยังคงโอบได้ดี

สำหรับพื้นที่เก็บของในด้านหน้าก็มีมาให้เพราะรถยนต์ไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์ ทำให้มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า ขนาด 60 ลิตร  และสำหรับที่เก็บสัมภาระด้านหลัง ขนาด 661 – 1,665 ลิตร เพิ่มมากขึ้นถึง 1,000 ลิตรเลยทีเดียวและตัวเบาะสามารถแยกปรับอิสระ 3 โซนได้ทั้งหมดรวมถึงยังคงมีพื้นที่ไม่แตกต่างกับรุ่นปกติเท่าไรด้วย เมื่อไม่ได้พับเบาะนั้นจุได้ เท่ากันเลยถือว่าเป็นการออกแบบที่ฉลาด ส่วนยางอะไหล่มีมาให้พร้อมกับยางแบบ พองลมได้นะครับเห็นแบนๆแบบนี้แต่จะเป็นเทคโนโลยียางที่เน้นพกพา แต่ถ้าจะใช้งานใส่ลมเข้าไปก็จะพองลมออกมาได้เลย

POWERTRAIN

แน่นอนว่าในรุ่นนี้ใช้พลังงานการขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าทำให้ไม่มีเครื่องยนต์ แต่ใช้งานระบบมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวทำงานแยกกันหน้าหลัง ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Single Gear และ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro พร้อมระบบกระจายแรงบิด wheel-selective torque control แน่นอนว่าเป็นระบบการขับขี่ที่ดีอันดับต้นๆของค่ายรถยนต์เลยก็ว่าได้ พร้อมกับพละกำลังที่ไม่ใช่เล่นๆที่มีทั้ง Normal Mode และ Boost Mode รวมถึง Range mode ในการเพิ่มระยะทาง ให้มากขึ้นในการใช้งาน ฉุกเฉินต่างๆครับ ส่วนตัว Normal Mode นั้นจะเป็นโหมดปกติที่มี กำลังสูงสุด 360 แรงม้า โดยจะแยกเป็น มอเตอร์หน้า 170 แรงม้า และ มอเตอร์หลัง 190 แรงม้า มาพร้อมกับ แรงบิดสูงสุด 561 นิวตันเมตร ส่วนทางด้าน Boost Mode มาพร้อมกับ กำลังสูงสุด 408 แรงม้า มอเตอร์หน้า 184 แรงม้า และ มอเตอร์หลัง 224 แรงม้า  แรงบิดสูงสุด 664 นิวตันเมตร และจะทำเวลาได้ 5.7 วิในการขับ 0-100 แต่จะทำงานได้แค่ 8 วินาทีเท่านั้น แต่ถ้า Normal mode จะเร่ง 0-100 ได้ 6.6 วิ และ ความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่จัดจ้านแน่นอนในการขับขี่ แม้จะเป็น SUV แต่ขับสนุกแน่นอน

เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าของ Audi e-tron Sportback 55 quattro S line มีการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ (Recuperation) อย่างชาญฉลาด 2 รูปแบบ คือ ทั้งจากพลังงานจากการปล่อยให้รถวิ่งในลักษณะลอยตัว (Coasting) และพลังงานจากการเบรก (Braking)

รูปแบบที่ 1 พลังงานจากการปล่อยให้รถวิ่งในลักษณะลอยตัว ซึ่งมีวิธีการตั้งค่าการทำงานรูปแบบนี้ 2 วิธี คือ ตั้งค่าจากแป้น paddle shift ที่สามารถเลือกปรับได้ 3 ระดับ และผู้ขับขี่สามารถเลือกที่จะตั้งระดับการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่โดยอัตโนมัติผ่านฟังก์ชัน Predictive efficiency assist (PEA) ในระบบ MMI ได้อีกด้วย จากการประมวลผลและควบคุมการเคลื่อนที่เชิงฟิสิกส์ ส่งผลให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วของรถได้จากการถอนเท้าออกจากคันเร่ง โดยที่ไม่ต้องเหยียบเบรกได้

รูปแบบที่ 2 พลังงานจากการเบรก (Braking) เมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกจะส่งผลให้เกิดพลังงานกลับเข้ามาในระบบการขับขี่ หากเหยียบเบรกที่ความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะสามารถนำพลังงานกลับเข้าไปได้สูงสุดถึง 300 Nm และ 220 Kw หรือคิดเป็นมากกว่า 70% ของกำลังที่มอเตอร์ผลิตได้ และการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ในรุ่น e-tron Sportback นี้ สามารถเพิ่มระยะทางการขับขี่ได้มากถึง 30% ของระยะทางทั้งหมด

ทางด้านสเปก แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุขนาด 95 kWh ขนาด 396 โวลต์ ให้กระแสไฟเดินทางได้สูงสุดต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เป็นระยะทางมากกว่า 463 กิโลเมตร   รองรับทั้งการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด ขนาด 150 kW และ กระแสไฟฟ้าสลับ AC ทั่วไปที่เป็น Wallbox พื้นฐาน ขนาด 11 kW หรือ 22 kW และแน่นอนว่าใช้เวลาแตกต่างกันครับ สำหรับการชาร์จไฟฟ้า แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับสถานที่ชาร์จ และการปล่อยประจุของแต่ละที่นะครับ

  • ไฟฟ้า AC 3 phase 11 kW ใช้เวลาชาร์จจาก 0% ประมาณ 9 ชั่วโมง
  • ไฟฟ้า AC 3 phase 22 kW ใช้เวลาชาร์จจาก 0% ประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที
  • ไฟฟ้า DC 150 kW ใช้เวลาชาร์จจาก 0% ประมาณ 40 นาที

PRICE 

AUDI E-TRON SPORTBACK เปิด ราคาจำหน่ายที่ 5,299,000 บาท พร้อม กำหนดส่งมอบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 เป็นต้นไป มีทั้งหมด 6 สี ได้แก่ Glacier white metallic, Floret silver metallic, Mythos black metallic, Daytona grey pearl effect, Siam beige metallic และ Antigua blue metallic   Audi e-tron มาพร้อมโปรแกรมการดูแล Audi Protection รับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี. และ เรื่องที่ชาร์จก็ได้แถม Wallbox ทุกคันที่ซื้อไปติดตั้งที่บ้านกันฟรีๆไม่ต้องห่วงในเรื่องของการใช้งานเลยแม้แต่น้อยถือว่าสบายใจได้เลยในจุดนี้

AUDI E TRON SPORTBACK 55 QUATTRO S LINE 

สำหรับพรีวิวนี้เป็นการทำบทความเกี่ยวกับรถยนต์ หรือ สายยานยนต์ของเรา และถ้าหาก มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ มีข้อเสนอแนะ หรือข้อนำแนะอะไร ยังไงสามารถแจ้งเราได้เสมอเพื่อการปรับปรุงที่ดีขึ้นครับ เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกผมรีวิวรถรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ จะพยายามจัดหามาให้อ่านกันเยอะๆ ขึ้นเรื่อยๆ ครับ … สำหรับ Techhangout Auto !

ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

0 Shares

Comments กันได้เลย !

Comments