Xiaomi ได้เปิดตัว Xiaomi Mi 9T ในการทำตลาดหลายๆประเทศ และแน่นอนว่าเป็นญาติห่างๆกันในชื่อ Redmi K20 นั้นเองซึ่งทุกอย่างเหมือนกันและเปลี่ยนแค่ชื่ออีกทั้งยังมี K20 Pro ที่ใช้ Snapdragon 855 อีกด้วยแต่ในไทยนั้นยังไม่มีการเอาเข้ามานะครับ ซึ่งรุ่นนี้ก็ใช้งาน Snapdragon 730 ตัวใหม่ล่าสุดในรุ่น Mi 9T ที่เราจะมารีวิวนี้นั้นเอง เป็นรุ่นที่มีการออกแบบที่โดดเด่นและการใช้งานกล้องหน้าแบบ Pop up เข้ามารวมถึงกล้องหลัง 3 ตัวที่รองรับการถ่าย 48 ล้านพิกเซล และ กล้องมุมกว้างอีกด้วยครับ ส่วนหน้าจอก็มาแบบเต็มตาไร้ติ่งถือว่าอะไรหลายๆอย่างน่าสนใจเลยแหละสำหรับเจ้า Xiaomi mi9T ในครั้งนี้ เรามาดูรีวิวกันดีกว่าว่าใช้งานจริงๆนั้นจะเป็นยังไงกัน

โดยการออกแบบหลักๆนั้นจะเน้นไปที่หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (1080 x 2340) แบบเต็มไร้กรอบไร้รอยบาก มีกล้องหน้าแบบป๊อบอัพ ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล พร้อมกับไฟแจ้งเตือนที่กล้องหน้า ส่วนดีไซน์ด้านหลังเป็นวัสดุเคลือบเงาเล่นกับแสงได้สวยงาม มีกล้องหลัง 3 ตัว จัดเรียงอยู่ตรงกลางพร้อมรองรับมุมกว้าง และ ใช้งานกล้องหลักที่ 48 ล้านพิกเซล ทางด้านประสิทธิภาพนั้นมาพร้อมกับ Snapdragon 730  RAM 6GB และความจำภายใน 128GB ด้านความจุนั้นมาด้วย แบตเตอรี่ 4,000 mAh รองรับ Quick Charge 4.0 18W ครับ ส่วนทางด้านระบบเสียงก็รองรับ Hires Audio อีกด้วย และใช้งานสแกนนิ้วใต้หน้าจอครับตัวนี้

Xiaomi Mi 9T ในประเทศไทยได้เปิดขายอย่างเป็นทางการมาพร้อมกับ สีแดง และ สีน้ำเงิน โดยใช้สเปค Snapdragon 730 RAM 6GB STORAGE 128 GB 

UNBOX

ตัวกล่องนั้นมาในธีมสีดำเป็นหลักและมีรูปตัวเครื่องแบบชัดเจนครับว่าหน้าตาด้านหน้าเป็นยังไง พร้อมกับชื่อรุ่น และโลโก้ Mi อยู่มุมขวาบน ตัวกล่องนั้นขนาดกลางๆไม่ได้ใหญ่เล็กอะไรครับ ให้อุปกรณ์มาพอดีไม่มีหูฟังเป็นปกติของค่ายนี้

  • ตัวเครื่อง Xiaomi Mi 9T
  • ตัวเคส สีดำ พลาสติกบาง
  • สายชาร์จ Type-C
  • Adepter ชาร์จไฟ QC3.0
  • คู่มือ ที่จิ้มซิม

ตัวเคสในรุ่นนี้นั้นเสียดายว่าไม่ใช่เคสนิ่มที่มีความหนาเท่าไร เป็นเคสพลาสติกเคลือบวัสดุแบบด้านครับให้ผิวสัมผัสดีเหมือนกันแต่มันเป็นเคสแบบแข็งและคลุมแค่ขอบข้างและด้านหลังนั้นปิดฝาหลังสวยๆไปทั้งหมด แน่นอนว่าเคสแบบนี้มันไม่สามารถปกป้องตัวเครื่องอะไรได้เท่าไรทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และยังปิดฝาหลังสวยๆไปอีกด้วย ตัวเคสนั้นตั้องทำแบบนี้เพราะว่ากล้อง Pop up นั้นเองที่ทำให้ต้องเปิดหลายๆจุดไว้เยอะพอสมควรครับ ก็ต้องระวังกันนิดหน่อย

DESIGN

ทางด้านการออกแบบนั้นต้องบอกว่ามันยกเครื่องมาทั้งหมดเหมือนกับทาง Redmi K20 แค่เปลี่ยนชื่อครับแน่นอนว่าฝาหลังที่โดดเด่นมากๆในรุ่นนี้จะเห็นว่ามีการเล่นกับแสงได้ดีมากๆเป็นลายสะท้อนที่สวยงาม จริงๆและแต่ละมุมก็ทำให้มุมมองไม่เหมือนกันครับอันนี้ชอบมากๆ ส่วนเรื่องงานประกอบต่างๆนั้นตัวนี้ไม่เจอจุดติอะไรครับทั้งตัววัสดุ ปุ่มรวมถึงกล้อง Popup ทำได้แข็งแรงดีเลยแหละ ส่วนเรื่องไฟตรงตัวกล้องก็ทำออกมาดูดีพอสมควรครับ และความหนาและน้ำหนักก็อยู่ในระดับกลางๆรับได้ไม่ได้เบา แต่ก็ไม่ได้หนักจนเกินไปครับ รุ่นนี้ยังคงมี รู 3.5 มม.มาให้อยู่นะ

ทางด้านหน้าจอ Xiaomi Mi 9T นั้นมาพร้อมกับหน้าจอเต็มๆตาไม่มีติ่งหรือรอยบาก และทำขอบรวมๆได้ค่อนข้างบางครับ เป็นหน้าจอขนาด 6.39 นิ้ว AMOLED FULLHD+ ความละเอียด 1080 x 2340 pixels อัตราส่วน19.5:9 ครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 5 ไม่มีฟิล์มกันรอยแถมมาให้นะครับในรุ่นนี้

ขอบด้านล่างหน้าจอต้องบอกว่าทำออกมาได้บางพอสมควรครับแต่เมื่อเทียบกับขอบข้างๆก็ยังคงรู้สึกว่ามีความหนาของตัวขอบที่มากกว่าด้านอื่นๆอยู่เหมือนกันเป็นเรื่องปกติครับ ส่วนปุ่มควบคุมก็อยู่ในจอทั้งหมด และใช้งานเต็มจอได้

ส่วนขอบด้านบนตัวนี้เป็นกล้องแบบ Popup ครับ ทำให้ไม่มีติ่งหน้าจออะไรทั้งนั้นและทำขอบได้บางมากๆทั้งด้านบนและขอบด้านข้าง ส่วนเรื่องขอบลำโพงนั้นจะอยู่ด้านบนแทรกระหว่างขอบหน้าจอครับ และเซนเซอร์ก็แทรกอยู่เช่นกัน ส่วนเรื่องของไฟแจ้งเตือนนั้นจะไม่มีแล้ว จะมีแค่ไฟตรงกล้องซึ่งมันจะอยู่ตรงขอบเครื่องด้านบนเป็นไฟวงกลมสีฟ้า

สำหรับตัวกล้อง Popup นั้นต้องบอกว่าน่าสนใจเพราะรุ่นนี้มาพร้อมกับกล้อง 20 ล้านพิกเซล (f/2.2) ที่แตกต่างกับค่ายอื่นๆหลายค่ายเพราะมันจะมาพร้อมกับไฟแจ้งเตือนด้วยและมี Effect แสงไฟสีฟ้าเวลาเลื่อนขึ้นลงครับ ไฟแจ้งเตือนนั้นจะติดเวลาชาร์จแบตอะไรพวกนี้ครับซึ่งจะเห็นได้ชัดจากข้างบนเวลากล้องซ่อนเข้าไปแล้วตามภาพด้านบนเลยถือว่าเจ๋งดี

มากันที่ขอบเครื่องด้านบนกันนบ้างครับจุดนี้น่าสนใจเพราะจะเห็นว่ามีส่วนของกล้อง Popup และ จะเห็นว่ามุวงกลมเล็กๆตรงกล้องด้วยอันนั้นแหละคือไฟแจ้งเตือนครับ ส่วนตัวรูหูฟัง 3.5มม. นั้นยังมีมาให้รวมถึงมีรูไมค์มาให้ด้วยครับ

ในด้านขอบล่างนั้นจะเป็นลำโพงหลักของตัวเครื่อง และ รูไมค์อีกตัว รวมถึง ช่อง Type-C และ ถาดซิม Dual Slot นั้นเองครับ จะเห็นว่าฝาหลังนั้นจะมีความโค้งข้างๆเข้ามานิดหน่อยทำให่จับถนัดมือและถือได้ค่อนข้างกระชับครับ

ทางด้านขอบด้านซ้ายของตัวเครื่องนั้นต้องบอกว่าด้านนี้ไม่มีปุ่มอะไรเลยครับเรียบๆและจะเห็นว่าฝาหลังเครื่องนั้นจะโค้งเข้ามาด้านข้างอีกนิดหน่อยและขอบเครื่องนั้นจะค่อนข้างเงาเป็นวัสดุอลูมิเนียมแข็งแรงสัมผัสดีอยู่เหมือนกัน

มาที่ด้านขวากันบ้างสำหรับด้านนี้จะเป็นปุ่มทั้งหมด คือปุ่ม เพิ่ม-ลดเสียง และ ปุ่ม Power ที่มีการเล่นสีแดงถือว่าแปลกตาและตัดกับสีน้ำเงินอย่างมากครับจริงๆก็ชอบเหมือนกันครับคู่สีที่เข้ากันได้เลยแหละ ตัวปุ่มแน่นหนาดีครับ ตำแหน่งการกดการวางมือเวลาถืออยู่ในตำแหน่งที่ดีไม่ต้องเอื้อมลำบากอะไรครับ

ส่วนทางด้านฝาหลังนั้นเป็นวัสดุกระจกและมีการเล่นกับเลเยอร์ของสีที่ค่อนข้างสวยและแปลกตากว่ารุ่นอื่นๆคือจะเป็นเหมือนคลื่นๆตรงขอบเครื่องจะเห็นได้ชัดตอนเจอแสงอาทิตย์ครับ และถ้าไม่มีแสงก็จะเป็นไล่สี Gradient ปกติเลย การวางตำแหน่งกล้องนั้นเป็นกล้องหลัง 3 ตัวที่รองรับ มุมกว้าง มุมปกติ และระยะเทเล และกล้องบนสุดนั้นจะเล่นกับวงแหวนที่เป็นแบบเดียวกับ M่i9 เลยครับแต่ละมุมก็จะสะท้อนสีออกมาคนละแบบกัน

กล้องหลังนั้นจะเป็นตัวหลัก 48 ล้านพิกเซลแต่ไม่ใช่เซนเซอร์ตัวเดียวกับ Mi9 นะครับ สำหรับกล้องรุ่นนี้จะมาพร้อมกับ กล้อง 3 ตัว กล้องหลัก ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล (IMX582 f/1.75) + กล้องระยะเทเล 8 ล้านพิกเซล (Telephoto  2X f/2.4)+ กล้องมุมกว้าง 13 ล้านพิกเซล (ระยะมุมกว้าง124.8° f/2.4) จะแตกต่างกับรุ่น Pro คือกล้องตัวหลักนั้นเอง ส่วนรูรับแสงอะไรนั้นจะเท่ากันทั้งหมดครับกับรุ่นพี่

SPEC

  • ระบบ Android 9.0 ครอบด้วย MIUI 10
  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (1080 x 2340) Gorilla Glass 5
  • CPU  Snapdragon 730 + Adreno 618 + Game Turbo 2.0
  • RAM  6GB
  • ความจุ  128GB
  • กล้องหลัง ตัวหลัก ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล (IMX582, f/1.75)  กล้องมุมกว้าง  13 ล้านพิกเซล (f/2.4) เก็บภาพมุมกว้างสุด 124.8 องศา กล้องระยะเทเล  8 ล้านพิกเซล  (f/2.4)
  • กล้องหน้าป๊อปอัพ 20 ล้านพิกเซล (f/2.2)
  • ระบบเสียง ใช้งาน ลำโพง 1217SLS แบบเดียวกับ Mi9  + รูหูฟัง 3.5 มม. รองรับ Hi-res Audio + AMP
  • การเชื่อมต่อ  Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band  BT 5.0   USB-C FullNet COM 5.0
  • เซนเซอร์ สแกนนิ้วบนหน้าจอ
  • แบตเตอรี่ขนาด 4,000 mAh รองรับชาร์จไว 18W  Fast Charging
  • มาพร้อมสี น้ำเงิน แดง

PERFORMANCE

ทางด้านประสิทธิภาพนั้นต้องบอกว่าน่าสนใจเพราะตัวนี้นั้นใช้งาน Snapdragon 730 พร้อมกับ  RAM 6GB ทำงานได้ค่อนข้างดีเลยแหละ สถาปัตยกรรมการผลิตที่ 8 นาโนเมตร  และหน่วยความจำนั้นเป็นแบบ UFS 2.0 และได้คะแนน Antutu ไปที่ 212992 คะแนนครับถือว่าแรงเอาเรื่องในระดับ 700 Series ตัวใหม่ ส่วนเรื่อง GeekBench ทำไปได้ 2522-6626 คะแนนในการทำสอบ ทั้งแบบ 1 แกน และ หลายแกนครับ ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้นเป็น DRM L1 สบายๆครับตัวนี้

SYSTEM UI

หน้าตาระบบใช้ MIUI 10 ที่คุ้นเคยกันดีพร้อมกับ Android 9.0 ตัวล่าสุดไม่นับตัว Q ที่อยู่ในเบต้านะครับ หน้าตานั้นคุ้นเคยกันอย่างดี หน้าตาแอพยังคงมาในแนวแบนๆ เรียบๆครับ แอพติดเครื่องเยอะตามแบบของ Xiaomi และ มีโฆษณาแฝงตามแอพมาให้เหมือนเดิม ต้องไปไล่ปิด ข้อเสนอแนะเอาแต่ละแอพครับ ส่วนเรื่องของการแจ้งเตือนทำได้ดี มีเลขมุมแอพมาให่และรองรับภาษาไทยปกติครับสำหรับเครื่องศูนย์ของ Xiaomi ถือว่าแจ้งเตือนดีอยู่

หน้าตาตัวการตั้งค่าอะไรก็ สามารถปรับแสงหน้าจออะไรได้ ตั้งค่าแบบด่วนต่างๆ รวมถึงถ้าลากลงมาสามารถปัดหน้าไปซ้ายขวา ได้ และ แบ่งหน้าจอ เคลียร์แอพอะไรได้ปกติครับผม ใช้งาน 2 หน้าจอพร้อมกันได้เลยเลือกแอพเอาเลย

หน่วยความจำ 128GB  พื้นที่ระบบกินไป 8-9GB เหลือใช้งานจริงประมาณ 120 GB ครับ ส่วน RAM 6 GB ตัวนี้ใช่งานไป 3.6 ครับ เหลือใช้งานได้ 2.4 GB เหลือๆสบายๆ ส่วนแป้นพิมพ์ของเดิม Google มาใช้งานกันละกัน พิมพ์ไทยได้สบายครับ เป็นคีย์บอร์ดที่บอกในทุกรีวิวว่าค่ายไหนติดมาให้แบบนี้จะชอบมากๆเลยแหละ

หน้าจอสามารถใช้งาน ปรับแสง เปลี่ยนโหมดเป็นธีมสีดำได้ และ แตะหน้าจอเพื่อเปิดหน้าจอได้ ยกขึ้นเพื่อจอติดได้ และ ใช้งานเต็มหน้าจอ สลับปุ่มควบคุมได้ ใช้งานแบบปัดไปมาเต็มหน้าจอได้  หน้าขวาสุดเป็นหน้าตาของ Ambient Display หรือ Always on สามารถปรับได้ตามภาพเลยครับเลือกได้ทั้งหมด 16 แบบ แต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยน ตกแต่งสีอะไรได้นะครับ ใช้แบบที่มันมีมาให้เลย

การใช้งาน ล็อคแอพ โคลนแอพ พวกนี้สามารถใช้งานได้ปกติครับ และ Gesture ต่างๆเยอะแยะมากๆสามารถเลือกใช้งานได้ตามภาพเลยครับ และ  ความปลอดภัยรองรับ สแกนใบหน้า สแกนนิ้วต่างๆ และ สามารถ กดปุ่มเพิ่มเสียงเพื่อเปิดหน้าจอได้ รวมถึง กดลดเสียง 2 ครั้งเพื่อเปิดกล้องแบบด่วนๆได้ครับ และรุ่นนี้ กล้อง Popup เลยต้องมีการเล่นกับแสงสีกันหน่อยและมีเสียงให้ปรับด้วยครับว่าชอบแบบไหน ไฟสีฟ้านะครับ สามารถเปิดปิดได้แล้วแต่เราเลย

ไฟสถานะตัวนี้ยังคงมีอยู่นะแต่ฉลาดมากๆว่าไปซ่อนตรงกล้องขอบด้านบนครับเป็นไฟสีฟ้าทำให้ยังพอรู้ว่าเสียบชาร์จหรือแจ้งเตือนอะไรใหม่ๆเข้ามาดีกว่าตัดออกไป รวมถึงหูฟังก็รองรับเสียง HIFI ได้และปรับได้ค่อนข้างเยอะเลยแหละ ส่วนการตั้งค่าอื่นๆทั้ง หน้าจอล็อค ข้อความพิเศษต่างๆหรือรูปแบบนาฬิกาในหน้าจอล็อคก็สามารถปรับเปลี่ยนได้

THEME 

ธีมหน้าตาการใช้งานเป็นอีก จุดเด่นของค่ายนี้ครับคือมันปรับแต่งได้เยอะมากๆและเปลี่ยนหลายหน้าต่างเลยไม่ใช่แอพเปลี่ยนพื้นหลัง หรือ เปลี่ยนแค่ไอคอน แต่มันเปลี่ยนไปถึงแอพอื่นๆของทางเครื่องด้วย รวมถึงหน้าตาโทนสีของหน้าแจ้งเตือน หน้าตั้งค่าอะไรทั้งหลาย เวลาใช้งานโทรเข้าออกก็เปลี่ยนตามด้วยครับเป็นจุดที่หลายๆค่ายนั้นเริ่มหายไปเพราะปรับเปลี่ยนได้น้อยลงเรื่อยๆเลย สำหรับใครชอบเปลี่ยนธีม MIUI ยังคงตอบสนองจุดนี้ได้ดีมากๆเลยแหละ

SCREEN

สำหรับหน้าจอของ Mi9T นั้นจะเป็นหน้าจอแบบไร้ติ่งหน้าจอรวมถึงไม่มีรอยบางหรือจุดบนหน้าจออะไรทั้งนั้นครับเนื่องด้วยการออกแบบหน้าจอแบบเต็มจอ ใช้งานกล้องหน้าแบบ Popup แทนทำให้จุดนี้ไม่ต้องมีอะไรมาเกะกะหน้าจอเลย และหน้าจอนั้นใช้หน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับเทคโนโลยี DC dimming ที่สามารถลดความร้อนของหน้าจอ OLED ซึ่งช่วยถนอมสายตาได้ด้วย และครอบทับด้วยกระจก Gorilaa Glass 5 ครับตัวหน้าจอนี้ไม่มีฟิล์มติดมาให้นะ ส่วนเรื่องของการสัมผัสในการใช้งาน นั้นทำได้ดีครับติดนิ้วปกติไม่มีปัญหาอะไรรวมถึง เวลาเล่นเกมต่างๆนั้นทำได้ดีไม่รวนอะไร ส่วนเรื่องคุณภาพหน้าจอนั้นทำได้ดีเช่นกันจะไปคล้ายๆหน้าจอของ Mi9 แต่เรื่องความสว่างอะไรพวกนี้อาจจะยังสู้ไม่ได้ครับเมื่อใช้งานกลางแจ้งนั้นสู้ได้แต่ไม่ได้โหดมากครับ บางทีอาจจะรู้สึกว่ามันน่าจะเร่งได้มากกว่านี้สำหรับพวกจอ AMOLED นั้นเองแต่รวมๆที่ลองใช้มาก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นมองไม่เห็นเอาเป็นว่าดีกว่ารุ่นอื่นๆในเรทนี้แต่เมื่อเทียบกับจอเรือธงรุ่นพี่นั้นอาจจะยังไม่ได้สู้แดดได้ดีเท่าไรครับ

ในเรื่องของมุมมองของตัวหน้าจอรุ่นนี้ตัวหน้าจอรองรับมุมองค่อนข้างกว้างมากๆในการใช้งานคือสามารถรองรับได้ดีครับด้วยหน้าจอแบบ AMOLED ส่วนใหญ่ทำจุดนี้ได้ดีอยู่แล้วด้วยจึงไม่เป็นปัญหาเท่าไรสำหรับ Mi 9T ตัวนี้มุมมองมองเอียงๆจากด้านข้างยังไงก็ไม่ได้เพี้ยนหรือดรอปอะไรมากครับ ส่วนของสีดำนั้นก็ดำสนิทรวมถึงเวลาใช้งานกลางคืนก็สามารถลดแสงได้ค่อนข้างเยอะครับ หน้าจอด้วยการที่มันเต็มจอทำให้ใช้งานได้เต็มตาเวลาดูหนังอะไรต่างๆนั้นจะค่อนข้างดีกว่ารุ่นที่มีติ่งหน่าจอมาบังและการที่มุมมองกว้างๆแบบนี้ทำให้เวลาวางดูหนังอะไรสีก็ยังคงทำได้ดีครับ

Always On ตัวนี้รองรับด้วยนะสามารถเปลี่ยนหน้าตาได้ 16 แบบที่มีมาให้แต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนเองอะไรได้ครับ ด้วยการที่หน้าจอมันเป็น AMOLED ทำให้ใช้งานพวกนี้ได้สวยและสีดำก็เข้มสะใจเลยไม่เปลืองแบตด้วยครับชอบเลย

FINGERPRINT

การสแกนนิ้วใต้หน้าจอนั้นในรุ่นนี้มาพร้อมกับเวอร์ชั่นใหม่ที่ดีกว่าเดิมแต่ยังคงใช้งานระบบ Optical อยู่นะครับ แน่นอนว่าหลายๆค่ายเกือบทุกค่ายยังคงใช้งานระบบนี้และก็พัฒนาให้มันดีขึ้นเรื่อยๆการสแกนนิ้วในรุ่นนี้จากที่ลองใช้งานถือว่าไวระดับนึงแม้จะไม่ได้ไวเร็วมากอะไรนั้นหรือแม่นเป๊ะๆครับแต่เมื่อเทียบในเรทราคาช่วงนี้นั้นจะเท่าๆกันในหลายๆตัวยังคงไวไม่เท่าพวกเรือธงเท่าไรครับผม แต่ก็ดีกว่ารุ่นก่อนๆที่ออกมาพอสมควรอาจจะต้องค้างไว้ซักนิดครับ

SOUND

ระบบเสียงในรุ่นนี้มาพร้อมกับระบบเสียงที่ดีขึ้นแน่นอนว่ารองรับ  Hires Audio ซะด้วยถือว่าหลายๆคนนั้นสนใจและยังมาถึงด้านลำโพงที่ใช้งานแบบเดียวกับรุ่นพี่ Mi9 ส่วนเรื่องเสียงจากหูฟังนั้นก็เป็น 3.5 มม.อยู่นะครับไม่ได้ตัดไปไหนมาที่เรื่องของเสียงกันสำหรับรุ่นนี้ไม่มีหูฟังมาให้นะครับเลยทดสอบกับหูฟังประจำกับของตัวแอดมินกันก่อน เรื่องของเสียงรุ่นนี้สามารถปรับได้ค่อนข้างเยอะ 6 ความถี่เสียงหลักๆครับ และ มี Preset มาให้ด้วยในการปรับแต่งอันนี้ก็สามารถปรับแล้วแต่คนชอบเลย ส่วนทางด้าน Effect เสียงแบบเดิมก็ยังมีมาให้รวมถึงการเปิดเสียงแบบ HIFI ครับ

ตัวเสียงนั้นจากที่ได้ลองก็ต้องบอกว่ามีกำลังขับมาดีขึ้นจากรุ่นกลางรุ่นอื่นๆครับคือเสียงฟังแล้วรู้สึกว่าแน่นขึ้น แต่เมื่อดูกันจริงๆแนวเสียงก็ยังไม่ใช่จุดเด่นแม้จะมีการโปรโมทว่ารองรับ Hires ก็จริงครับแต่ก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าจะเด่นในด้านนี้เท่าไรนักเสียงจะดีกว่าเดิมนิดหน่อยครับแต่ก็จะไปเท่าๆกับเรือธงของค่ายนั้นเองเสียงมิติเสียงรวมถึงแนวเสียงนั้นไม่ได้แตกต่างกับรุ่น Mi9 เท่าไรเลยรวมถึงกำลังขับด้วยเมื่อเทียบกับตัวแปลงที่มากับเครื่อง แน่นอนว่าหลายๆคนอาจจะคาดหวังเสียงเมื่อตอนเปิดตัวว่ารองรับ Hires เลยอาจจะหวังไว้พอสมควรแต่ที่ลองจริงๆก็ต้องบอกว่าดีขึ้นแต่ไม่ได้เด่นครับ เสียงเบสมาพอประมาณ แต่เสียงแหลมยังคงจัดอยู่ และ เวทีเสียงอะไรออกมากลางๆครับ เสียงแน่นขึ้นนิดหน่อย เสียงร้องชัดเจน แต่เสียงดนตรีอะไรพวกนี้เมื่อเจอเสียงหลายๆย่านรวมกันอาจจะไม่ได้ดีเท่าไรครับสำหรับตัวนี้

SPEAKER 

ทางด้านลำโพงในรุ่น Mi9T นั้นมีทั้งตัว AMP เข้ามาช่วยและใช้ลำโพง 1217SLS และ Smart PA รวมถึงห้องเสียงขนาดใหญ่ 0.9cc  แน่นอนว่าเรื่องเสียงนั้นใช้ระบบแบบเดียวกับรุ่นพี่ Mi9 แต่รุ่นนี้มาพร้อมกับลำโพงตัวเดียวนะครับแน่นอนว่าเสียงนั้นสมราคาและทำได้ดี ทั้งดังและมิติเสียงที่มาค่อนข้างจัดเต็มแน่นอนว่าเสียงนั้นลำโพงทำได้ดีมีทั้งตัวช่วยแรงขับและทำให้เวลาฟังเพลง เล่นเกมเสียงค่อนข้างสะใจ แม้จะเป็นลำโพงเดี่ยวแต่เสียงดังใช้ได้เลย และแน่นด้วย เมื่อเทียบกับตัวอื่นๆเช่นในคลิปก็จะเห็นว่าเสียงดังอาจจะไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่เมื่อลองฟังเสียงเบส ความแน่นของเสียงนั้นแตกต่างกันแบบชัดเจนครับทั้งเสียงยิงปืน เสียงเบส รวมถึงเสียง Effect ต่างๆเวลาดูหนัง

GPS

สำหรับการทดสอบ GPS ได้มีโอกาศใช้งานนำทางทั้งวันและไปต่างจังหวัดรวมถึงทดสอบในเมืองนั้นถือว่าดีเลยแหละ แน่นอนว่ารุ่นนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยี Dual GPS ซะด้วยครับจากที่ใช้มาในเรือธงก่อนหน้านี้รุ่นนี้ก็ถือว่าทำได้ดีเลยแหละทั้งในการใช้งานจริงและทดสอบผ่านแอพครับนำทางได้ดีไม่หลงและอัปเดตได้ไว แม้จะมีช่วงแรกๆบางทีจะมีมึนๆในเรื่องของการหันหัวของตัวลูกศรแต่ก็เจอครั้งเดียวครับและหลังจากนั้นก็ทำได้ดีเลยนะ เจอทั้งหมด 29 และจับได้ 21 ในที่ร่ม และ 38 จับได้ 27 ในกลางแจ้ง ถือว่าดีในเรทราคานี้ครับและสภาพอากาศที่เมฆเยอะหน่อยครับ

BATTERY

การทดสอบแบตตัวนี้ได้ทดลองในการใช้งานทั่งวันและเปิดนำทางบ่อยมากๆรวมถึงการใช้งานทั่วไปด้วยครับจากที่ได้ลองถือว่าอึดเลยนะใช้งาน 12 ชั่วโมงแต่หน้าจอเปิดครึ่งๆเลยที่ 6 ชั่วโมงครับรองรับใช่งานทั้งวันแบบสบายๆ ในภาพนั้นเป็นการทดสอบแบบเปิดนำทางเยอะมากๆ 3 – 4 ชั่วโมงหน้าจอเปิดตลอดและก็เปิดเพลงรวมถึงเชื่อมต่อ Bluetooth บนรถไว้ด้วยครับสำหรับฟังเพลง และก็ใช้งานทั่วไปถ่ายรูป โซเชียลครับ ใช้ได้ 12 ชั่วโมงถือว่าดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย และตัวนี้มาพร้อมกับความจุมากถึง 4,000 mAh และรองรับ QC4.0 18W ด้วยนั้นเองครับ

GAMING

ทางด้านการเล่นเกมนั้นต้องบอกว่าทาง 730 ทำได้ดีในเรื่องของความนิ่งความเสถียรคือ FPS ไม่แกว่งครับลงแรงค์สบายๆ มันนิ่งและแรงพอสมควรแน่นอนว่าด้วยความที่เป็น CPU ตัวใหม่อะไรหลายๆอย่างก็ทำได้ดีขึ้นครับเราไปรับชมการทดสอบกันเลยว่าจะลื่นไหลแค่ไหน แต่ที่ชอบคือการสัมผัสนั้นทำได้ดีและหน้าจอแบบไม่มีติ่งมันเล่นได้เต็มตามาก

CAMERA 

สำหรับกล้องหลังนั้นต้องบอกว่าน่าสนใจเลยแหละรุ่นนี้มาพร้อมกับกล้อง 3 ตัวแบบเดียวกับรุ่นพี่แต่แตกต่างกันที่เลนส์หลักนั้นเซนเซอร์คนละตัวกันแม้จะเป็น 48 ล้านพิกเซลเท่ากันแต่รุ่นนี้มาพร้อมกับ IMX 582 แต่ถ้ารุ่นพี่ Mi9T Pro นั้นจะมาพร้อมกับ IMX 586 ครับ แต่กล้องทั้ง 2 ตัวที่เหลือนั้นสเปคเดียวกันรวมถึงมีเลนส์มุมกว้างและเลนส์เทเลแบบเดียวกันครับ และฟีเจอร์การถ่ายอะไรนั้นก็ยังออกมาเหมือนกันทั้งหมด มาดูสเปคกันเลย ตัวนี้กล้องหลัก ความละเอียดหลัก 48 ล้านพิกเซล ใช้งาน เซนเซอร์ Sony IMX582 รูรับแสง F/1.75 ตัวที่ 1 นั้นเป็นเลนส์มุมกว้าง ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล แบบ Super Wide มุมกว้าง 124.8 องศา รูรับแสง F/2.4 และตัวสุดท้ายเป็นเลนส์เทเล ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล แบบ Telephoto F/2.4 รองรับการซูม Optical 2X แน่นอนว่าค่อนข้างครบเลยแหละ และมี AI อะไรเข้ามาช่วยได้เยอะรวมถึง การถ่ายแบบ Portrait อะไรก็ให้มาครบรวมถึง Pro Mode ด้วย รุ่นนี้รองรับการปรับ 0.5 วิ – 1,1000 ครับใช้งานได้ทั้ง 3 เลนส์ถือว่าดีเลยแหละ และมี Nightmode ด้วยในเลนส์ปกติ และ เลนส์เทเล ส่วน Portrait ก็รองรับทั้งเลนส์เทเล และ มุมปกติครับ ตอบโจทย์ได้ดี และคุณภาพใช้ได้เลย

สำหรับตัวโปรแกรมแต่งภาพนั้นก็ถือว่าน่าสนใจอันนี้เป็นเวอร์ชันใหม่ที่น่าสนใจครับเมื่อเราถ่ายออกมาแล้วนั้นท้องฟ้าไม่สวยหรือช่วงนี้ฝนตกทุกวันหลายๆคนอาจจะไม่ชอบท้องฟ้าเท่าไรเมื่อเราเข้าไปดูรูปภาพ กดฟิลเตอร์ และเลือกท้องฟ้ามันจะสามารถปรับเปลี่ยนท้องฟ้าได้สมจริงมากๆคือ สมจริงจริงๆตัดได้สวยและเป๊ะมากรวมถึงมีการเปลี่ยนโทนสีภาพโดยรวมไม่ใช่แค่เปลี่ยนท้องฟ้าครับง่ายๆเลยมากับเครื่องไม่ต้องโหลดแอพเพิ่มเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆเลย

ตัวการถ่าย Portrait อันนี้ทำมาได้ดีเหมือนเดิมสามารถปรับระยะเบลอได้หลังถ่ายอีกทั้งเปลี่ยนจุดโฟกัสได้ และยังมี Effect ทั้งหลายเข้ามาทั้งโบเก้แบบแปลกๆ แบบวน รูปดาวทั้งหลายสวยงามและเซฟเป็นวีดีโอได้ รวมถึง Effect แสงที่เล่นกับหน้าคนเช่นถ่ายแบบ สตูดิโอหรือจะเป็นพื้นหลังดำ พื้นหลังสีเทาอะไรเป็นต้นได้เลยครับ

AUTO /WIDEANGLE / HDR 

PORTRAIT 

NIGHTMODE

SELFIES

กล้องหน้าในรุ่นนี้มาพร้อมกับกล้องหน้าแบบ Pop-Up ความละเอียด 20 MP F/2.0 รองรับระบบ AI แน่นอนว่าทำได้ดีเลยนะในเรื่องของคุณภาพ โทนสีและการถ่ายรูปออกมาสวยคมใช้ได้และการละลายหลังทำได้ดีมากๆรวมถึงมีการเล่นการปรับอะไรได้ครบเลยแหละและมี Effect แสงอะไรแบบกล้องหลังแต่ตอนถ่ายต้องให้ขึ้นวงกลมสีฟ้าก่อนนะครับ ตัวกล้องหน้านั้นมุมกว้างพอสมควรสามารถเก็บภาพได้ค่อนข้างครบและถ่ายง่าย อีกทั้งโหมดหน้าเนียนยังทำได้ดีขึ้นเยอะ ไม่หลอกตาเวอร์เกินไปแล้วด้วยอีกทั้งยังตัดขอบหน้าได้ดีและระยะเบลอทั้งหลายทำได้ดีเลยแหละ

VIDEO

ในการถ่ายวีดีโอนั้นน่าสนใจเพราะรุ่นนี้มาพร้อมกับเลนส์มุมกว้าง เทเล และ เลนส์ปกติ รุ่นนี้ที่ชอบคือรองรับการถ่ายที่ 4K 30FPS ในทั้งเลนส์มุมกว้าง และ เลนส์ปกติ หลายๆค่ายยังไม่รองรับเลยครับในจุดนี้รวมถึงการกันสั่นที่มีเข้ามาช่วยได้นิดหน่อยถือว่าทำได้ดีกว่าที่คิดไว้มากและดีกว่าหลายๆตัวในเรทราคานี้เยอะมากครับ อีกทั้งการถ่ายใน FHD ทั้งหลายก็ทำกันสั่นได้ดีและเสียงไมค์นั้นดีกว่ารุ่นก่อนหน้าแบบชัดเจนแม้กันสั่นอาจจะไม่ได้เนียนตามากนักแต่ก็ใช้งานนได้ดีระดับนึงครับบังแอบเจอกระตุกๆนิดหน่อยในบางจังหวะ ในพวก 4K พวกนี้ครับและส่วนกล้องหน้าก็รองรับการถ่ายที่ FHD และ ในการถ่ายกล้องหลังยังรองรับ 960FPS ด้วยนะถือว่าน่าสนใจมากๆเลยแหละไปชมกันเลย

XIAOMI MI 9T

” ดีไซน์สวย หน้าจอเต็มตา กล้องหน้าแบบ PopUp พร้อมด้วย Snap 730 ! “

Xiaomi Mi 9T นั้นถือว่าเป็นอีกรุ่นที่ทำได้ดีในเรทราคานี้ทั้งเรื่องงานออกแบบ ฟีเจอร์ สเปคและได้ใช้งาน CPU Snapdragon 730 อีกทั้งมาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัวที่รองรับทั้งมุมกว้าง ระยะเทเล และ กล้องตัวหลักมากถึง 48 ล้านพิกเซลแม้จะไม่ได้ใช้เซนเซอร์ 586 แต่ก็ถือว่ามีคุณภาพพอสมควรครับ และฟีเจอร์ที่ใส่เข้ามาก็เยอะเอาเรื่องเลย ในด้านการใช้งานทั่วไปรองรับได้ดีทั้งหน้าตาตัวระบบและความลื่นไหล ส่วนเรื่องวัสดุงานประกอบโอเค สมราคาและการสัมผัสหน้าจอก็ทำได้ดี อีกทั้งเล่นเกมก็ไม่มีปัญหา ถือว่าเป็นรุ่นที่ทำออกมาครบมากๆรุ่นนึงในตลาดตอนนี้เลยแหละ แต่ก็มีบางจุดในเรื่องของกล้องที่ ซอฟต์แวร์น่าจะช่วยได้มากกว่านี้นิดนึงครับแต่ด้านอื่นๆนั้นไม่ติดอะไรเลย

ข้อดี

  • หน้าจอเต็มตา AMOLED ทำเรื่องคุณภาพสีสันต่างๆได้ดีรวมถึงมุมมอง
  • ตัวเครื่องวัสดุสวย การออกแบบแปลกตาและโดดเด่น
  • ลำโพงทำออกมาได้ดี เสียงดังและแน่น
  • กล้องหน้า มุมกว้างพอสมควรและคุณภาพใช้งานได้ดี
  • กล้องหลัง 3 ตัว รองรับหลายระยะและถ่ายได้สวย
  • Snapdragon 730 ประสิทธิภาพดีพอสมควร
  • แบตใช้งานได้ทั้งวัน รองรับ QC 4.0

ข้อสังเกต

  • MIUI ยังคงมีโฆษณาแฝงอยู่ตามแอพ
  • ระบบเสียงหูฟังดีขึ้นแต่อาจจะไม่ได้เด่นมากนัก
  • AI กล้องหลังยังแปลกๆไปหน่อย
  • Nightmode ยังสู้ค่ายอื่นๆไม่ได้เท่าไร

สำหรับรีวิวนี้ผมก็ต้องขอตัวลาไปก่อนสำหรับรุ่นอื่นๆก็ติดตามกันได้เลย ถูกใจฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะครับ  มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ  เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกผมรีวิวรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ

ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

Review by Nineztr 

*รูปถ่ายจากกล้องมือถือทุกรูป ไม่มีการปรับแต่ง และ สามารถกดดูไฟล์เต็มแบบต้นฉบับได้นะครับ

0 Shares

Comments กันได้เลย !

Comments