OPPO Reno3 Pro เปิดตัวในประเทศไทยด้วยสเปคที่มาพร้อมกับ MTK P95 พร้อมกับกล้องหน้าคู่ครั้งแรกในโลกที่มาพร้อมกับความละเอียด 44MP ที่เยอะที่สุดในตอนนี้ จะมาพร้อมกับหน้าจอ ขนาด 6.4″ อัตราส่วน 20:9 และสัดส่วน 91.5% ครับเป็นหน้าจอปกติไม่ใช่หน้าจอโค้ง ส่วนเรื่องลำโพงก็ยังทำได้ดี ระบบเสียงรองรับ Hi-Res ด้วยเช่นกัน ส่วนงานออกแบบ ดีไซน์มีความบางเบามากขึ้นเยอะ แต่ที่รู้สึกแตกต่างกับก่อนๆ คืองานออกแบบเปลี่ยนไปทั้งหมดเลยสำหรับเจ้า OPPO Reno3 Pro ในครั้งนี้ครับ  สำหรับ OPPO Reno3 Pro ในประเทศไทยเราเอามาให้ชมกันทั้ง 2 สีสวยงามแตกต่างกันไป และมาดูว่าในการใช้งานจริงนั้นจะเป็นยังไงกันบ้างสำหรับ รุ่นนี้ครับ

OPPO Reno3 Pro มาพร้อมกับใช้งาน CPU Mediatek Helio P95 12nm octa-core พร้อมกับการใช้งาน GPU PowerVR GM 94446 ร่วมกับ RAM 8GB LPDDR4X  และใช้งาน UFS 2.1 ในความจุ 256GB ครับ ส่วนทางด้านหน้าจอในรุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอแบบเจาะรูกล้องหน้าคู่ Dual Punch-Hole มาพร้อมกับขนาด 6.4″ ในอัตราส่วน 20:9 และสัดส่วนต่อตัวเครื่อง 91.5% ใช้หน้าจอ Super AMOLED Display FHD+ ส่วนกล้องหล้งมาพร้อมกับกล้องหน้าคู่ 44MP พร้อมกับ 2MP ในการวัดระยะครับ ถือว่าเป็นกล้องหน้าที่เยอะที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้ ส่วนทางกล้องหลังนั้น ให้มา 4 ตัวพร้อมกับ ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 และระบบ PDAF และ กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Telephoto 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 และ ซูมแบบออปติคอล 2 เท่า ซูมสูงสุดได้ 20 เท่า ส่วนใน กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Ultra Wide 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 120 องศา  และ กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Mono 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 และ  ในเรื่องของแบตนั้นมาพร้อมกับ 30W VOOC Flash Charge 4 พร้อมแบตเตอรี่ใหญ่ขนาด 4,025 mAh ส่วนเรื่องของเสียงนั้นรองรับระบบเสียง รองรับ Hi-Res Audio ด้วยในการฟังผ่านหูฟัง

ราคา OPPO Reno3 Pro นั้นเปิดในประเทศไทยนั้นมา 3 สี Auroral Blue, สีดำ Midnight Black,และ สีขาว Sky White พร้อมกับ ราคา 18,990 บาท และ Sky White Limited Edition ซึ่งจะวางขายในเร็วๆนี้

UNBOX

ตัวกล่องนั้นเป็นสีเขียวและมีเขียนชื่อรุ่นอะไรปกติครับซึ่งตัวกล่องข้างในนั้นจะเป็นสีขาวครับ อุปกรณ์ในกล่องนั้นให้มาครบทั้ง หูฟัง ที่ชาร์จ 30W VOOC Flash Charge 4.0  และ มีเคสใสแถมมาให้รวมถึงตัวฟิล์มของหน้าจอก็ติดมาให้แล้วเรียบร้อยครับผม

  • ตัวเครื่อง OPPO Reno3 Pro
  • สายชาร์จ USB-C
  • หัวชาร์จ 30W VOOC Flash Charge 4.0
  • หูฟัง Earbuds แบบ รู 3.5 มม.
  • เคสใส TPU
  • คู่มือ พร้อม ที่จิ้มซิม
  • ฟิล์มกันรอยติดมาให้แล้ว

ตัวเคสถ้าเทียบกับ Reno รุ่นก่อนๆถือว่ามีความแตกต่างกันพอสมควรครับในรุ่นนี้เปลี่ยนมาใช้งานเคสใส TPU ธรรมดาไม่ได้มีการใช้เคสหนังแข็งอะไรแบบรุ่นก่อนแล้วครับ ตัวเคสสีใสปกติ พร้อมกับคลุมทั้งตัวเครื่องด้านหลังทั้งหมด ส่วนขอบเครื่องในส่วนหน้าจอนั้นทั้ง 4 มุมมีการนูนขึ้นมาปกป้องหน้าจอรวมถึงมีเว้าตรงขอบลำโพงด้านบน ความหนาของเคสกลางๆกำลังดีครับไม่ได้ทำให้ตัวเครื่องหนักเกินไปและไม่ได้หนาเกินจำเป็นด้วยครับ ตัวเคสนั้นในเรื่องของตามขอบกล้องและหน้าจอสามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดในส่วนของด้านหน้านั้นจะมีขอบเครื่องทั้ง 4 มุมโผล่ขึ้นมาทำให้ปกป้องได้ดีเวลาวางหน้าคว่ำครับ และช่วยในการตกกระแทกได้ดีเป็นเคสแถมที่ดีแต่ในเรื่องของงานออกแบบยังเป็นเรียบๆไม่ได้ใช้วัสดุพิเศษแบบรุ่นก่อนรวมถึง ตัวกล้องหลังนั้นตัวเคสไม่ได้คลุมมาเกินตัวเลนส์เท่าไรครับ เลยทำให้เวลาวางต้องระวังกันนิดหน่อยสำหรับตัวเคสที่แถมมาให้กับ Reno3 Pro รอบนี้ครับ

DESIGN 

งานออกแบบในรุ่นนี้ถือว่าเมื่อใช้งานสัมผัสดูแล้วอย่างแรกที่รู้สึกเลยก็คือความเบาและบางที่ทำได้ดีครับคือรู้สึกเลยว่ามันพกพาได้ง่าย เบากว่ารุ่นเดิมชัดเจนและมีความบางขึ้น อาจจะด้วยการใช้งานกล้องหน้าแบบเจาะรูทำให้ไม่ต้องมีระบบอะไรทำให้หนักเครื่องครับ ส่วนเรื่องรูปทรงและงานออกแบบในภาพรวมนั้นจับถนัดมือมีความโค้งมนในส่วนของขอบซ้ายขวาได้ดีครับ ตัวเครื่องจะออกแนวยาวๆและแคบเลยช่วยให้เวลาจับถือได้เยอะมากครับในการพกพาส่วนสีนั้นจะมี 3 สีหลักๆคือ สีในรีวิวสีฟ้า Auroral Blue, สีดำ Midnight Black,และ สีขาว Sky White ที่จะวางขายเร็วๆนี้ ครับ

หน้าจอในส่วนของรุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอแบบเจาะรูคู่ Dual Punch-hole Display มาพร้อมกับขนาด 6.4″ ในอัตราส่วน 20:9 และสัดส่วนต่อตัวเครื่อง 91.5% ใช้หน้าจอ Super AMOLED Display FHD+ ในเรื่องของความสว่างสามารถทำได้สูงสุดถึง 1200 NITS เลยทีเดียวพร้อมกับ Corning Gorilla Glass 5 แต่จริงๆแอบเสียดายหน้าจอเต็มๆแบบรุ่นก่อนเหมือนกัน

หน้าจอในส่วนของขอบด้านบนนั้นถือว่าบางเท่าๆกับขอบซ้าย ขวา จะเห็นว่าเป็นหน้าจอเจาะรูแบบคู่ Dual Punch- Hole ที่มีกล้องหน้า 2 ตัว  และส่วนขอบด้านบนนั้นจะเป็นขอบลำโพง และพวกเซนเซอร์นั้นจะแฝงอยู่ตรงขอบๆครับ กล้องหน้าในรุ่นนี้ให้มาที่ 44 ล้านพิกเซล พร้อมกับ รูรับแสง f2.4 พร้อมกับอีกตัวคือ 2 ล้านพิกเซลสำหรับจับระยะ

หน้าจอในส่วนข้างล่างนั้นขอบส่วนสีดำนั้นมีความบางพอสมควรครับและสามารถใช้งานการควบคุมแบบเต็มหน้าจอ หรือ จะเป็นแบบปุ่มปกติได้ ส่วนขอบหน้าจอๆรอบๆนั้นถือว่าบางพอสมควรเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆถือว่าใกล้เคียงกัน

ในส่วนขอบเครื่องในด้านล่างนั้นจะเป็นที่อยู่ของรู 3.5 มม. และ รูไมค์ รวมถึงให้ USB-C มา และตัวลำโพงหลักนั้นจะอยู่ในส่วนด้านขวาของเครื่องตามภาพครับ ในรุ่นนี้จะเป็นลำโพงตัวหลักนั้นจะเป็นส่วนขอบขอบด้านล่าง

ส่วนขอบเครื่องด้านขวานั้นจะเป็นปุ่ม Power ที่มีการขีดเส้นสีเขียวมาให้ครับตำแหน่งอยู่เยื้องไปทางข้างบนครับเป็นตำแหน่งที่พอดีเวลาถือ ส่วนขอบเครื่องไล่สีตามเฉดสีของเครื่องและฝาหลังน้ำเงินเข้มไปฟ้าอ่อนๆครับผม จะเห็นว่ากล้องหลังนั้นนูนนิดหน่อยจะไม่ได้นูนเยอะมากเท่าตัว Find X2 5G ครับตัวนี้เลยทำให้รวมๆกำลังดีไม่ได้นูนเยอะเกินไป

ส่วนของขอบบนนั้นจะเป็นที่อยู่ของไมค์ตัดเสียง ส่วนขอบเครื่องด้านบนนั้นจะเป็นโทนสีอ่อนปัดเงาครับจะโทนสีคนละแบบกับส่วนด้านล่าง ส่วนความหนาบางเบานั้นรุ่นนี้ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดีเลยแหละ

ในส่วนของขอบเครื่องฝั่งซ้ายนั้นจะเป็นที่อยู่ของถาดซิมที่รองรับการใช้งาน 2 ซิม และรองรับ Micro-SD ครับส่วนเรื่องปุ่ม เพิ่ม ลดเสียงนั้น แยกปุ่มกันและอยู่ในตำแหน่งกำลังดี ขอบเครื่องจะเห็นว่ามีการไล่สีแบบเดียวกับฝาหลัง

ฝาหลังการออกแบบเปลี่ยนมาใช้การวางกล้องมุมเครื่องพร้อมกับรูปทรงตัวเครื่องที่มีความเหลี่ยมมากขึ้น วางกล้องมุมเครื่องเรียงกันพร้อมมีความนูนพอประมาณ โลโก้วางแนวนอนแตกต่างกับตระกูล Reno ก่อนหน้าชัดเจนครับ สีที่เรารีวิวนั้นจะเป็น Auroral Blue มีการไล่สีสวยงามน้ำเงินไปฟ้าอมเขียวครับ มีการเล่นแสงแบบมุมเครื่องเป็นแฉกไปทางมุมกล้องวัสดุฝาหลังเป็นกระจกโค้งลงทั้ง 2 ด้านพร้อมกับมีการเคลือบเลเยอร์สีในมีสะท้อนสวยงามได้ตามภาพ

กล้องหลังมาพร้อมกับดีไซน์ที่เปลี่ยนไปจากรุ่น Reno ก่อนหน้าแบบเยอะมากครับจริงๆแอบชอบรุ่นเก่ามากกว่าในการซ่อนกล้องให้เรียบเนียนไปกับตัวเครื่องพร้อม O-dot แต่ในรุ่นนี้เปลี่ยนมาใช้กล้องแบบเดียวกับรุ่นพี่ Find X2 เลยทั้งตำแหน่งการวางและรูปทรงครับ กล้องหลังวางเรียง 4 ตัว พร้อมกับความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 และระบบ PDAF และ กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Telephoto 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 และซูมแบบออปติคอล 2 เท่า ส่วนใน กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Ultra Wide 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และ กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Mono 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ส่วนไฟแฟลชนั้นวางในกรอบสี่เหลี่ยมเป็นโมดูลเดียวกันและมีความนูนนิดๆ

SPEC

  • Android 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7
  • หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (1080 x 2400 พิกเซล) Contrast Ration 2400000 : 1 ค่าสว่างสูงสุด 1200 nits อัตราส่วน 20:9 Corning Gorilla Glass 5
  • CPU MediaTek Helio P95 12nm Octa Core
  • GPU PowerVR GM 94446
  • STORAGE  256 GB USF 2.1
  • RAM 8 GB LPDDR4X
  • กล้องหลัง 4 ตัว ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 และระบบ PDAF และ กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Telephoto 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 และซูมแบบออปติคอล 2 เท่า ส่วนใน กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Ultra Wide 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 119.9 องศา  และ กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Mono 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 รองรับ Hybrid Zoom 5X Digital Zoom 20X
  • กล้องหน้า 2 ตัว 44 ล้านพิกเซล f/2.4 + 2 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ 4,025 mAh พร้อมชาร์จไว VOOC 4.0 30w
  • พอร์ตเชื่อมต่อ USB-C  2.0
  • Bluetooth  5.0
  • รองรับช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. Hi-Res Audio

PERFORMANCE 

ทางด้านประสิทธิภาพของตัวเครื่องนั้นมาพร้อมกับ Media Tek Helio P95 12nm octa-core + GPU PowerVR GM 94446 เป็นสเปคที่จะคนละแบบกับตัวนอกนะครับหลายๆคนอาจจะมีการสับสนกับรุ่นปกติ ในรุ่นที่ขายไทยนั้นจะเป็นตัว MTK P95 นะครับส่วนทางด้าน RAM นั้น มาให้ทั้งหมด 8GB  LPDDR4X และในด้านความจุนั้นมาพร้อมกับ 256GB ทำคะแนนไปได้ 207623 คะแนน   ในตัว Antutu และในตัว Androbench การอ่านเขียน UFS 2.1 ครับทำการอ่านเขียนไปได้ 497 MB/s  และ 205 MB/s และในตัว Geekbench ทำได้ 399 / 1506 คะแนน ส่วนในเรื่องของความปลอดภัยนั้นแน่นอนว่ารองรับ L1 ดูหนังในความละเอียดสูงสุดได้เลยครับรุ่นนี้

SYSTEM UI

ในตัวระบบนั้นเองจะเป็น Color OS ที่เราคุ้นเคยกันดีแต่พัฒนาขึ้นในหลายๆด้านการใช้งานครับ ทำงานบนพื้นฐาน Android 10 สวมทับด้วย Color OS 7.1  ตัวล่าสุดเลยแน่นอนว่าในการใช้งานหน้าตาอะไรดูดีขึ้นพอสมควรครับแต่ก็ยังมีเอกลักษณ์ของแบรนด์อยู่ ในแง่ของการใช้งานเร็วลื่นขึ้นตอบสนองต่อหน้าจอได้ดี ตัวเลขแอป การแจ้งเตือนอะไรต่างๆทำได้ดีครับและจะไม่มี App Drawer นะครับเป็นหน้าหลักเลยแอปรวมทั้งหมดจะอยู่ในหน้านี้

ในส่วนของหน้าตาการตั้งค่า Quick Setting นั้นเป็นโทนสีเขียวขาว พร้อมไอคอนเหลี่ยมทั้งหมดรวมถึงสามารถปรับ ความสว่างหน้าจออะไรได้ และเมื่อลากลงมาอีกก็จะเป็นหน้าตาตั้งค่าแบบเต็มรูปแบบพร้อมเลื่อนไปซ้ายได้อีก  และแน่นอนว่า ยังคงแบ่งหน้าจอได้ โดยการเข้าแอปและกดปุ่มเคลียร์แอปค้างไว้ ก็เลือกแอปที่จะแบ่งได้เลยครับ

ทางด้านของแป้นพิมพ์นั้น ใช้งานของ Google Keyboard เลยถือว่าเป็นคีย์บอร์ดที่ใช้งานได้ดีที่สุดอันนึงเท่าที่เคยลองมาและยังประทับใจที่สุดสำหรับตัวแอดมินเองครับ ส่วนตัว RAM 8 GB ใช้งานไป และเหลือ 3.6 และในตัวความจำนั้นมาให้ 256GB เหลือกใช้งาน 220 โดยประมาณจากทั้งหมด

ส่วนตัวการนำทางนั้นรองรับการใช้งานแบบเต็มจอและปุ่มปกติครับและแน่นอนว่า หน้าจอสามารถปรับแต่งได้เลยในเรื่องของโทนสี และการลดความถี่ในที่แสงน้อยทำให้ถนอมสายตา  และ ตัว Gesture นั้นรองรับการใช้งานปกติเลย

THEME

คลังธีมรุ่นนี้มีให้ปรับเยอะมากพอสมควรเลย ตัวการปรับแต่งธีมนั้นรองรับการเปลี่ยนพอสมควรครับซึ่งมีให้เลือกค่อนข้างเยอะจากที่รุ่นแรกๆนั้นปรับแต่งไม่ได้แต่ตอนนี้ปรับแต่งมาแล้ว ทำให้ใช้งานได้หลากหลายขึ้นและเปลี่ยนทั้งตัวหน้าตาไอคอน แอป และรวมถึงพื้นหลังต่างๆ

SCREEN  Punch-hole Super AMOLED

หน้าจอในรุ่นนี้เป็นการออกแบบหน้าจอแบบเจาะรูคู่ Dual Punch-hole Display มาพร้อมกับขนาด 6.4″ ในอัตราส่วน 20:9 และสัดส่วนต่อตัวเครื่อง 91.5% จริงๆยังแอบคิดถึงหน้าจอเต็ม ของตระกูล Reno ก่อนๆเหมือนกันครับ หน้าจอใช้งาน Super AMOLED Display FHD+ และ  Corning Gorilla Glass 5 ให้ความสว่างมากถึง 800 nit และความสว่างสูงสุด 1,200 nit รองรับการแสดงผลถนอมสายตา strobe flash-free ในเรื่องของการสัมผัสเวลาเล่นเกมหรืออะไรพวกนี้นั้นรองรับได้สบายครับความไวความหน่วงนั้นไม่มีเลยซึ่งถือว่าดีสำหรับใครที่เน้นในเรื่องนี้ ส่วนตัวหน้าจอจากที่ลองทั้งเรื่องของการสู้แสงและมุมมองถือว่าใช้งานได้ดีและรวมถึงโทนสีมิติ

ในเรื่องของการใช้งานมุมมองนั้นถือว่าตอบสนองต่อมุมมองได้ดีครับมุมมองเอียงๆก็ยังสามารถรองรับได้ภาพที่ได้ไม่มีดรอปหรือว่าเพี้ยนจากมุมมองปกติเท่าไร และแน่นอนว่าในเรื่องของการใช้งานรองรับเวลาเราตั้งดูหนังหรืออะไรแบบนี้ก็ไม่มีเพี้ยนหรือดรอปลงเท่าไร ส่วนเรื่องการสู้แสงหน้าจอตัวนี้รองรับได้สบายครับสู้แดดได้ยามใช้งานกลางแจ้งและสามารถหรี่แสงได้เยอะเวลาอยู่มืดๆ ส่วนในเรื่องของการสัมผัสใช้งานหน้าจอนั้นติดนิ้วอย่างมากเลยครับ ถือว่าในเรื่องของการใช้งานหน้าจอตัวนี้ไม่เจอจุดให้บ่นอะไร ส่วนตัวกล้องเจาะรูคู่นั้นก็ไม่ได้ใหญ่มากครับแต่ก็ยังคิดถึงแบบเดิมอยู่นิดๆครับแต่ก็ต้องยอมว่าจะเลือกกล้องแบบ Pivot หรือ จะเน้นบางเบาแต่ก็ได้กล้องแบบเจาะรูมาแทนนั้นเอง

FINGERPRINT  Hidden Fingerprint Unlock 3.0

เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือเป็นแบบ Optical G3 แน่นอนว่าทำได้ดีมากๆในเรื่องของความแม่นยำ ความไวของการสแกนนิ้วครับในรุ่นนี้ได้พัฒนาขึ้นมาอีกโดยเร็วกว่าเดิมและความสว่างของตัวสแกนนิ้วทำได้ดีกว่าเดิม ถือว่าน่าสนใจเลย รุ่นนี้คือไวมากจริงๆในเรื่องของความไวและแม่นยำ แสงไฟที่ส่องขึ้นมาเป็นสีขาวสว่างมากๆครับแตกต่างกับบางรุ่นที่จะเป็นสีเขียว ฟ้าพวกนั้น เพราะใช้ฟิลเตอร์แสงในการแยกแยะลายนิ้วมือและผิวหนังได้ดีกว่าแบบเดิมนั้นเอง ต้องบอกว่าพัฒนาขึ้นแบบชัดเจนอีกจุดนึงเมื่อเทียบกับรุ่นแรกครับ

SOUND 

ในเรื่องของคุณภาพเสียงในรุ่นนี้ยังคงมีรูหูฟัง 3.5มม.มาให้ครับและในด้านของ Software นั้นจะรองรับระบบเสียง Dolby atmos + Hi-Res แน่นอนว่าทำให้เสียงมันแตกต่างกับรุ่นก่อนๆทั้งหมด เรื่องของกำลังขับเสียงที่ดี มีกำลังมากขึ้นรวมถึงในแง่ของคุณภาพเสียงนั้นแตกต่างกันแบบรู้สึกได้ครับ เสียงที่ได้ลองฟังจากหูฟังประจำนั้นก็บอกได้ว่าเสียงมันปรับแต่งได้เยอะมีกำลังขับที่มากกว่าด้วยการดันเร่งเสียงของ Dolby Atmos ก็ช่วยได้ครับรวมถึงการจำลองเสียงทิศทางก็ช่วยเวลาดูหนังอะไรได้ด้วยนั้นเอง และในรุ่นนี้ก็ใส่ Hires เข้ามาแล้วครับเนื่องจากรุ่นที่แล้วบ่นไปในจุดนี้แต่ครั้งนี้ใส่เข้ามาแล้วแน่นอนว่ารองรับเสียงได้ดีขึ้นแน่นอนในเรื่องของลำลังขับที่ดีขึ้น เสียงชัดใสกว่าเดิมครับพวกนี้ถือว่าทำได้ดี

ส่วนหูฟังที่เเถมจะเป็นหูฟังสีขาวรูปทรงนั้นจะเหมือนกับตัวก่อนหน้าครับ และในด้านของโทนเสียงที่ได้ลองฟังก็อยู่ในระดับที่ฟังสบายเสียงที่ได้จากตัวเครื่องนั้นออกมามีเบสมาดีมาก เสียงย่านต่ำมาแบบนุ่มๆ และ เสียงมิติทำได้ค่อนข้างดี เวทีเสียงนั้นอาจจะไม่ได้กว้างมาก เสียงจะออกนุ่มๆฟังสบายๆเเละโทนเสียงไม่แหลมจนเกินไปครับ แต่ที่ชอบคือทรงแบบนี้มันใส่สบายและเหมาะสำหรับฟังเพลงนานๆหรือคุยโทรศัพท์อะไรพวกนี้ครับ ตัวหูฟังมีไมค์และปุ่มควบคุมมาให้ด้วย แต่ด้วยสีขาวอาจจะต้องรักษากันนิดหน่อยครับเป็นปกติเวลาใช้งาน

GPS 

การนำทางตัวนี้แอดมินทดสอบนำทางจริงๆ และ ใช้แอปทดสอบเช่นเคยครับตัวนี้จากที่เคยลองตัวก่อนๆนั้นถือว่าค่ายนี้จะมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเรื่อง Dual Frequency เข้ามาช่วยให้แม่นขึ้นและแน่นอนว่าการใช้ CPU ตัวใหม่ๆก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบนำทางพวกนี้ได้แม่นยำมากขึ้นเยอะมาก แต่ในรุ่นนี้เหมือนจะดรอปลงไปพอสมควรครับแต่ก็ไม่ถึงกับแย่นะ แต่แอบดรอปลงนิดหน่อย ส่วนในการใช้แอปทดสอบนั้นก็จับได้ทั้งหมด 21 ดวง จากทั้งหมด 48 ดวงครับทั้งบนรถ และ ทางเดินเท้าปกติ กลางแจ้งนะครับ และ ในที่ร่มนั้นทำได้ 8 ดวง จาก 48 ดวงนะครับ

BATTERY  30W VOOC Flash Charge 4.0

แบตเตอรี่รุ่นนี้มาพร้อมกับความจุแบตเตอรี่ 4,025 mAh รองรับชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 ที่มีกำลังไฟ 30W และรองรับการชาร์จไว 50% ภายในเวลาประมาณ 20 นาที  แน่นอนว่าต้องขอทดสอบหน่อยครับว่าจริงแค่ไหน เลยมีการทดสอบชาร์จมาให้ชมกันด้วย และในรุ่นนี้ใช้งาน USB-C ด้วย จากที่ได้ลองชาร์จใช้งานนั้นจาก 0-100% นั้นสามารถทำให้เต็มได้ เร็วมาก 20 นาทีแบตขึ้นมามากถึง 50% เลยครับ และชาร์จเต็มภายใน 55 นาที และ แบตใช้งานได้อึดเลยแหละ จากการใช้งานทั้งวัน ดู Netflix แบบกักตัวอยู่บ้านยาวๆ 3 ชั่วโมง เล่นเกมด้วย รวมถึง เล่น Facebook ทั่วไปและมีทดสอบเปิดนำทางดูบ้าง ทำได้ หลายชั่วโมงพอสมควร และจอเปิด 7-8 ชั่วโมง ใช้งานได้ทั้งหมด 11 ชั่วโมง อันนี้คือเปิดหนักหน่วงมากครับ ถ้าปกติก็เพียงพอทั้งวันอยู่เหมือนกันครับตัวนี้อึดมากเลย

GAMING 

เรื่องของการเล่นเกมของ OPPO Reno 3 Pro หลังจากที่ได้ทดสอบก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าบางเกมอาจจะยังไม่สามารถเปิดกราฟิกได้สูงสักเท่าไร อาจจะเป็นเพราะว่าด้วยเรื่องของชิปเซ็ตที่ใช้พึ่งออกมาตัวเกมอาจจะยังไม่รองรับ หลังจากที่ลองทั้ง Call OF duty & Pubg อาจจะขัดใจสำหรับคนที่ต้องการเปิดกราฟิกสูงๆ ในส่วนของ ROV เท่าที่ทดสอบถือว่าทำค่า FPS ได้ดีเลยทีเดียว สูงสุดวิ่งอยู 61 ต่ำสุดเท่าที่ดู 58 ในบางจังหวะเเต่ว่าน้อยมากๆ ส่วนเรื่องของความร้อนอันนี้คือดีความร้อนสูงสุดเท่าที่ทดสอบอยู่ที่ 42 องศา แบตเตอรี่ทดสอบราว 1 ชั่วโมงกินไปประมาณ 13%  สรุปเอาเป็นว่าใครที่ชอบเล่นเกมโดยรวมก็ถือว่าโอเคเลยถ้าไม่ติดเรื่องของกราฟิกบางเกมที่ยังคงต้องรอ

CAMERA Ultra-Clear 64MP 

ในตัวกล้องหลังรุ่นนี้มาพร้อมกับ 4 ตัวพร้อมกับความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 และระบบ PDAF และ กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Telephoto 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 และซูมแบบออปติคอล 2 เท่า ส่วนใน กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Ultra Wide 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 119.9 องศา  และ กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Mono 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ถือว่าในเรื่องของกล้องจัดเต็มมากขึ้นครับ แต่ทางด้านดีไซน์กล้องนั้นจะคล้ายกับทางตระกูล Find นั้นเอง ส่วนสเปคกล้องนั้นจะสามารถ Hybrid Zoom ได้ที่ 5x และ Digital Zoom อีก 20x และยังมี DarkMode แบบเทพเข้ามาสามารถถ่ายที่มืดได้สบายและยังมีกันสั่นพิเศษอะไรในส่วนของวีดีโอด้วย ในภาพนิ่งจากที่ได้ลองต้องบอกว่าทำได้ดีเลยแหละ ยิ่งโหมดกลางคืนคือพัฒนาขึ้นเรื่อยๆและถ่ายได้สวยงามขึ้น ทั้งมุมกว้างและปกติเลยครับ ส่วนโทนสีอะไรค่อนข้างตรงพอสมควรในกล้องหลังรอบนี้ถือว่าเอาเรื่องไม่แพ้รุ่นพี่ของมันเลยครับ

PORTRAIT 

NIGHTMODE 

Dual Punch-hole Camera 44 MP

จุดเด่นที่โหดมากๆคือเรี่องของกล้องหน้าคู่ที่มีความละเอียดมากถึง 44 ล้านพิกเซล ซึ่งถือว่าเยอะมากครับ และให้ รูรับแสง f/2.4 ส่วนอีกตัวนั้นจะเป็น 2MP คือใช้ในการจับระยะนั้นเอง ถือว่าเป็นกล้องหน้าที่ทำได้ดีและในเรื่องของการถ่ายวีดีโอก็ทำได้ดีด้วยในรุ่นนี้ รวมถึงยังมีพวกฟีเจอร์ในการถ่ายแล้วสามารถเบลอข้างหลังได้ในกล้องหน้าด้วย จากที่ลองนั้นตัวกล้องหน้าถือว่าสวยสมจริงและไม่หลอกตารวมถึงในเวลากลางคืนก็ทำได้ดีมากๆมีแสงไฟช่วยเข้ามา รวมถึงมีโหมดกลางคืนในกล้องหน้าก็ช่วยในจุดนี้ได้ด้วยเช่นกันครับเมื่อเทียบกับสภาพแสงจริงๆคือมืดมากๆเลย

Ultra Night Selfie

VIDEO 

การถ่ายวีดีโอ รุ่นนี้รองรับการถ่ายวีดีโอสูงสุด 4K 30FPS ครับและมีเลนส์มุมกว้างมาให้ถ่ายในความละเอียด FHD ด้วยเช่นกัน ส่วนการถ่าย 60 FPS นั้นจะรองรับในตัว FHD ครับแน่นอนว่าในการถ่ายวิดีโอดีขึ้นจากเดิมพอสมควร และยังมีโหมดกันสั่นพิเศษมาให้เล่นใช้งานกันทั้ง มุมมองกว้าง และ มุมมองปกติถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวอีกทั้ง วิดีโอยังมีเรื่องการละลายหลังมาให้ใช้งานกันในการถ่ายวีดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอถือว่าเป็นลูกเล่นที่น่าสนใจ แต่เรื่องการกันสั่นในหลายๆความละเอียดนั้นยังทำได้ไม่ดีเท่าไรนัก แต่ถ้าเปิดกันสั่นพิเศษก็ช่วยตอบโจทย์ได้อยู่บ้างครับ

OPPO Reno3 Pro 

” เน้นถ่ายภาพกล้องหน้าและกล้องหลังเด่นเน้นๆ พร้อมน้ำหนักเบา บาง วัสดุ ดีไซน์ใหม่ “

ถือว่าในรุ่นนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งของตระกูล Reno แน่นอนว่าหลักๆที่เราเห็นได้เลยคือเรื่องของดีไซน์งานออกแบบที่ยกเครื่องทั้งหมด และอีกจุดคือเรื่องของการพกพาน้ำหนักเบางเบาและถือสบายขึ้นแน่นอนว่าเป็นจุดที่รู้สึกได้ทันที ส่วนในแง่ของสเปคนั้นก็จัดเต็มมาในระดับนึงใช้งาน MTK P95 ส่วนทางเรื่องกล้องอันนี้จัดหนักในกล้องหน้า 44 ล้านพิกเซลเป็นกล้องคู่ตัวแรกที่ทำตัวหลักมาด้วยในความละเอียดนี้ ส่วนกล้องหลังนั้นให้มา 4 ตัว มีมุมกว้างอะไรตอบโจทย์ได้สบาย รวมถึงตัวเลนส์หลักใช้งาน 64MP ด้วยครับถือว่าจัดเต็ม ทั้งในเรื่องของเสียงนั้นมาพร้อมกับรองรับเสียง Hires + Atmos ทำให้เรื่องมิติเสียง แรงขับอะไรทำได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ ขยับไปใกล้กับ FindX2 มากขึ้น ส่วนหน้าจอก็ทำได้ดีแต่ไม่ใช่หน้าจอแบบเต็มจอแล้ว เป็นหน้าจอเจาะรูแทนอันนี้เสียดายมากๆ ทั้งนี้ในการใช้งาน ต้องดูกันว่าเน้นในเรื่องของอะไรบ้างจะตอบโจทย์ไหมครับ และในการใช้ MTK จะชอบไหมก็ต้องลองดูกันแต่สำหรับจุดเด่นของตัวนี้อีกเรื่องคือ แบตที่อึดและรักษาความร้อนได้ดีถือว่าเป็นจุดดีที่ใช้งาน MTK ตัวนี้อีกข้อ

ข้อดี

  • งานประกอบสวย บาง น้ำหนักเบา
  • วัสดุทำได้ดี จับถนัดมือ และพกพาได้ง่าย
  • หน้าจอเจาะรู แสดงผลทำได้ดีสวยและสู้แสง
  • แบตเตอรี่ทำได้อึดและใช้งานทั้งวันสบาย
  • มีชาร์จไว VOOC Flash Charge 4.0
  • ระบบเสียงทำได้ดี มี Hi-res และ Atmos
  • กล้องหลัง สภาพแสงกลางวันและกลางคืนทำได้ดีมาก
  • กล้องหน้า ทำได้ดีใน ภาพนิ่ง กลางวัน  กลางคืน
  • ฟีเจอร์การถ่ายวีดีโอ กันสั่นทำได้ดี

ข้อสังเกต 

  • ใช้งาน MTK P95
  • กล้องด้านหลังไม่มี OIS
  • งานวีดีโอกลางคืนยังไม่ดีนัก

สำหรับรีวิวนี้ผมก็ต้องขอตัวลาไปก่อนสำหรับรุ่นอื่นๆก็ติดตามกันได้เลย ถูกใจฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะครับ  มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ  เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกผมรีวิวรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ

ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

Review by Nineztr 

*รูปถ่ายจากกล้องมือถือทุกรูป ไม่มีการปรับแต่ง และ สามารถกดดูไฟล์เต็มแบบต้นฉบับได้นะครับ

0 Shares

Comments กันได้เลย !

Comments