MSI ยังคงเดินหน้าลุยตลาดเกมมิ่ง และมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างในปีนี้ทั้งเรื่องของโลโก้ หน้าตาระบบ UI เรียกได้ว่ายกเครื่องใหม่ สวยหรูหรา พรีเมี่ยมมากกว่าเดิม อีกทั้งในเรื่องของสเปก และ ราคา ในหลายๆรุ่นกลับทำได้คุ้มค่า ถูกลง สเปกแน่นขึ้นสวนกระแสเลยทีเดียวต้องบอกว่าทำได้น่าสนใจ ส่วนทางด้าน MSI GP66 LEOPARD ในการใช้งาน intel Gen 11th ตัวนี้บอกเลยว่าสเปกลงตัวขึ้น พร้อมกับการ์ดจอ RTX3070 เช่นเดิม แต่การพัฒนามาใช้งาน Gen11th ส่งผลในเรื่องของคะแนน การใช้งานเยอะกว่าที่คิดบอกเลยว่าลงตัวมากขึ้นครับ

MSI GP66 LEOPARD 11UG 053TH เองนั้นจะมาพร้อมกับการใช้งาน INTEL CORE I7-11800H (2.30 GHz-4.60 GHz) และ ทำงานร่วมกันกับ GRAPHICS NVIDIA® GeForce RTX™ 3070 Laptop GPU 8GB GDDR6 Up to 1720MHz Boost Clock, 140W Maximum Graphics Power with Dynamic Boost. ที่รองรับการทำงานเล่นเกมระดับสูงได้สบาย รวมถึง หน้าจอ DISPLAY 15.6″ FHD (1920×1080), 240Hz, IPS-Level และ RAM 16GB DDR4-3200 Memory Type 2 Slots Number of SO-DIMM Slot ที่รองรับสุงสุด 64GB และทางด้านความจุ STORAGE CAPABILITY 1TB  1x M.2 SSD slot (NVMe PCIe Gen3) 1x M.2 SSD slot (NVMe PCIe Gen4) และยังคงใช้งาน KEYBOARD Per-Key RGB Backlight Keyboard / Steel Series และเชื่อมต่อไร้สาย Gb LAN (Up to 2.5G) Killer ax Wi-Fi 6E + Bluetooth v5.2 แต่น่าเสียดายว่าไม่มี USB-C และ Thunderbolt มาให้ในตัวเครื่องนี้ครับ ส่วนเรื่องระบายความร้อน Cooler Boost 5 จัดเต็ม และระบบเสียง Hi-res ยังคงใส่เข้ามาให้
ส่วนทางด้านราคา นั้นเปิดมาที่ 67,990 บาทไทย ในสีดำ

UNBOX

ตัวกล่องนั้นตามแบบฉบับของค่ายนี้มักจะมีกล่องใหญ่ และกล่องย่อยข้างใน เพราะว่าจะแถมกระเป๋าเป้ใส่เข้ามาให้ครับ ส่วนอุปกรณ์การใช้งานต่างๆที่ให้มาก็พื้นฐานเหมือนกับรุ่นอื่นๆของค่ายครับ แต่รุ่นนี้สเปกโหดทำให้การใช้งานที่ชาร์จ Power Adaptor นั้นใช้งานกำลังสูงมากๆและมีขนาดใหญ่ รวมถึง หนักมากเช่นกันในการใช้งานตัวนี้ครับ

  • ตัวเครื่อง MSI GP66 LEOPARD 11UG
  • กระเป๋าเป้ MSI
  • Power Adaptor กำลังไฟ 280W
  • คู่มือการใช้งาน

DESIGN

งานออกแบบนั้นยังคงเหมือนกับรุ่นก่อนหน้าในตัว Gen10 นั้นเองแต่ครั้งนี้ปกติแล้วรุ่นนี้จะไม่ได้มีไฟข้างหน้าอยู่แล้วนะจะไม่เหมือนตระกูล Raider ทำให้มันไม่ได้หวือหวามากนัก แต่จะเน้นไปที่สเปกการใช้งาน การออกแบบเรียบๆสีดำล้วนแบบนี้ก็เหมาะแก่การพกพาไปทำงานทั่วไปได้ ไม่ดูสายเกมมิ่งมากเกินไปอีกทั้งในเรื่องของน้ำหนักและขนาดนั้นก็ทำได้ดี หนา 23.4มม. และ มีน้ำหนักประมาณ 2.38 กิโลกรัมเท่านั้น ถือว่ายังอยู่ในระดับที่พกพาไปไหนได้ ในระดับตัวเครื่อง 15.6นิ้ว ส่วนความหนาก็กำลังดีแต่จะไม่ได้เน้นบางมากแบบตระกูลเกมมิ่งบางๆพวกนั้นเพราะตัวนี้จะเน้นเรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน และระบบระบายความร้อนมากกว่า อีกทั้งยังช่วยในพื้นที่การระบายได้ดีขึ้น

ในรุ่นนี้งานออกแบบต่างๆนั้นจะคล้ายๆกับ GP66 หรือแอบไปคล้ายกับรุ่นพี่ GE76 Raider ด้วยเช่นในเรื่องของฝาหลังและเส้นสายตรงช่องระบายอากาศรวมถึงวัสดุต่างๆพรีเมี่ยมไม่ต่างกัน แต่ตัวโลโก้จะไม่ได้เป็นการยิง 3 มิตินูนแบบของ GE76 นั้นเองครับ ด้านในนั้นจะเป็นสีดำด้านนั้นเอง เรียกได้ว่าตัดกันได้อย่างลงตัว และพื้นผิวสัมผัสบอกเลยว่าทำได้น่าสนใจเนียนและดูมีคุณภาพสูง ทางด้านฝาหลังนั้นเราจะเห็นว่าการขึ้นโลโก้ทำได้สวย แต่น่าเสียดายว่าไม่มีแสงสีอะไรในด้านหลังตรงโลโก้เลยแม้แต่น้อย และหน้าจอนั้นรองรับการกางได้ 145 องศา และฝาหลังนั้นเป็นสีดำด้าน แต่จะเล่นกับแสงได้เช่นกันแต่ข้อเสียมันก็จะดูดติดรอยนิ้วมือได้ง่ายมากๆ ยิ่งเป็นแบบด้านและเป็นสีดำเข้ม

ขอบหน้าจอนั้นถือว่ากลางๆอาจจะไม่ได้บางมากนักในส่วนข้างบน แต่ก็ปกติในเรื่องของบรรดา Gaming ที่ไม่ได้เน้นมากนัก ถือว่าบางขึ้นกว่าแต่ก่อนเรื่อยๆครับ ส่วนกล้องหน้าพร้อมกับไมค์ยังคงใส่เข้ามาให้ในขอบด้านบน งานออกแบบขอบหน้าจอ และหน้าจอเป็นแบบด้านทั้งหมดดูเนียนตาสวยงามเป็นชิ้นเดียวกันได้ดี ไม่มีขอบยางอะไรเด่นๆขึ้นมา ทำให้ดูสวยดูพรีเมี่ยมมากขึ้นส่วนโลโก้ MSI เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดแล้ว ใช้งานโลโก้ใหม่ แต่ที่ชอบคือการใช้งานวัสดุแบบด้านเรียบๆจนบางมุมนั้นคล้ายกับเป็นพื้นผิวเดียวกับทางหน้าจอเลย ส่วนโลโก้ก็ทำให้ตัวเครื่องดูทันสมัยขึ้น

ในแง่ของการพับหน้าจอต่างๆนั้นตัวนี้รองรับการกางได้ 145 องศา อาจจะไม่ได้กว้างมากนัก แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแล้ว เพราะว่าจะเน้นในเรื่องของความแข็งแรงเป็นหลักมากกว่า ตัวดูดลมเข้าออกนั้นจะเน้นๆด้านหลังทำให้ต้องมีช่องระบายขนาดใหญ่เสริมเข้ามามากขึ้น ทั้งข้างซ้ายขวา และด้านหลังรวมถึงด้านใต้เครื่องเช่นกัน ข้อพับต่างๆนั้นซ่อนในด้านหน้าได้เนียนและสวย รวมถึงการเปิดปิดเองนั้น สามารถดึงขึ้นมือเดียวได้แบบสบายๆ และการออกแบบด้านนอกจะมีคล้ายกับ เส้นสายที่เสริมเข้ามาส่วนข้อพับทำให้ดูมีอะไรมากขึ้น ดูดุดันกว่าแบบเรียบๆ

ในงานออกแบบด้านหน้านั้นเราจะเห็นว่าเรียบๆไม่ได้มีลำโพงในด้านหน้า แต่ยังคงอิงการออกแบบคีย์บอร์ดแบบเจนใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะยังคงเป็นแบบเดิมกับ Gen10 ก่อนหน้านะครับ รวมถึงปุ่มเปิดปิดในด้านมุมขวา และเมื่อมามองด้านฐานเครื่องนั้นจะเห็นว่ามีงานออกแบบเล็กๆน้อย ช่องระบายอากาศก็ให้มาเพียงพอต่อการดูดลมเข้า และมียางรองให้มาพร้อมใช้งานทั้งหมดเส้นสายเรียบๆไม่ได้มีการเล่นรูปทรงรังผึ้งอะไร และตัวน็อตเองนั้นใช้ขนาดเดียวกันหมด

เมื่อเปิดฝาหลังขึ้นมานั้นเราจะเห็นว่างานการจัดวางข้างในเองนั้นทำได้ดีเลยทีเดียว มาพร้อมกับ ฮีทไปป์ขนาดใหญ่ 6 เส้น และพัดลมแยกซ้าย/ขวา พร้อมกับดูดอากาศ ปล่อยลมได้ทั้ง ซ้าย/ขวา รวมถึงในด้านหลัง 2 ช่องเน้นๆเลยทีเดียว ส่วน RAM นั้นให้มาที่ 16GB ( 8GB x 2 Dual Channel )  และรองรับ  SSD M.2 NVMe PCIe ทั้งหมด 2 ช่อง ซึ่งให้มาแล้ว 1 แบบ 1TB และมีแผ่นกราไฟท์ระบายความร้อน ซิลิโคนมาให้ทั้งหมดในการปิด RAM – SSD เรียกได้ว่ารองรับการระบายความร้อนเน้นๆเลยทีเดียวพร้อมกับแบตขนาดใหญ่ที่ 65Whr

SPEC

  • INTEL CORE I7-11800H (2.30 GHz-4.60 GHz)
  • Windows 10 Home
  • DISPLAY 15.6″ FHD (1920×1080), 240Hz, IPS-Level 15.6″
  • CHIPSET Intel® HM570
  • GRAPHICS NVIDIA® GeForce RTX™ 3070 Laptop GPU 8GB GDDR6 Up to 1720MHz Boost Clock, 140W Maximum Graphics Power with Dynamic Boost.
  • MEMORY 16GB DDR4-3200 Memory Type 2 Slots Number of SO-DIMM Slot Max 64GB Max Capacity
  • STORAGE CAPABILITY 1TB  1x M.2 SSD slot (NVMe PCIe Gen3) 1x M.2 SSD slot (NVMe PCIe Gen4)
  • WEBCAM HD type ([email protected])
  • KEYBOARD Per-Key RGB Backlight Keyboard / Steel Series
  • COMMUNICATION Gb LAN (Up to 2.5G) Killer ax Wi-Fi 6E + Bluetooth v5.2
  • AUDIO JACK 1x Mic-in/Headphone-out Combo Jack I/O PORTS 1x RJ45 1x (8K @ 60Hz / 4K @ 120Hz) HDMI 1x Mini-DisplayPort 3x Type-A USB3.2 Gen1
  • BATTERY 65 Battery (Whr)
  • AC ADAPTER 280W adapter
  • DIMENSION (WXDXH) 358 x 267 x 23.4 mm
  • WEIGHT (W/ BATTERY) 2.38 kg
  • COLOR Core Black

PERFORMANCE 

ในรุ่นนี้ใช้งาน CPU i7-11800H 10nm ,2.30GHz, 16 MB L3 Cache, up to 4.60 GHz 8 Core/16 Thread ส่วนการ์ดจอ นั้นยังคงใช้งานของ NVIDIA GeForce RTX 3070  มาพร้อมกับ 8GB GDDR6 VRAM และ ทางด้าน Ram ให้มา 16GB DDR4 bus 3200 พร้อมรองรับ Dual Channel ส่วน SSD 1 TB PCIe® Gen3 SSD M.2 ให้มาเรียบร้อย 1 ช่อง รองรับอีก 1 แถวเพิ่มเติม และมากับ Windows 10 พร้อมใช้งาน ในรุ่นนี้ถือว่าสเปกนั้นทำได้ดีพร้อมใช้งานเลยทีเดียวครับและการ์ดจอก็แรงสะใจเอาเรื่อง

PC MARK

คะแนนไปได้ค่อนข้างสูงมากๆแน่นอนว่าตัว i7 Gen11 ก็ถือว่าแรงพอสมควร ไปได้ 5947 คะแนน เยอะกว่า Gen10 1000 คะแนน จริงๆพวกระดับราคานี้การใช้งานทั่วไปทำงานคงไม่ต้องกังวลตอบโจทย์ทำงาน ทั่วไปแทบจะทุกรูปแบบ ไม่ต้องห่วงเลยแหละ ตั้งแต่ Word ไปยังตัดต่อ เรนเดอร์ 3 มิติ งานเขียนงานวาดแปลนบ้านทุกอย่าง  รองรับได้สบายด้วยความแรงทั้งหมดถือว่าชิลๆ และดีกว่าตัว i7 Gen10 อยู่ด้วยในคะแนนส่วนนี้ ส่วนในการทดสอบนั้นเป็นอุณหภูมิปกติ เช่นเดิมไม่ได้เปิดแอร์ แต่ถ้าเปิดแอร์นั้นจะได้คะแนนประมาณ  7,600 คะแนนครับ

3D MARK 

ทำคะแนนเรียกได้ว่าสูงในการทดสอบทั้ง 5 แบบนะครับ ตัว TIMESPY EXTREAM ที่เน้นไปเจาะกลุ่มคอมพิวเตอร์ระดับท็อป เกมมิ่ง ทำคะแนนได้ 4963 ถือว่าดี  PORT ROYAL ในการทดสอบ RAY TRACING นั้นได้ไป 6212 คะแนน ต้องบอกว่าผ่านการทดสอบใช้งานระดับสูงๆของ 3D Mark สบายๆ ส่วนในเรื่องความร้อน แอดมินทดสอบต่อเนื่อง 4 แบบทำความร้อนไปได้ 85 CPU GPU 80นะครับ ส่วนเจ้าตัว FIRE STRIKE EXTREAM ทำไปได้ 12787 และ FIRE STRIKE ULTRA 6823  คะแนน ถือว่าแรงสมกับ RTX 3070 เลยนั้นเอง คะแนนสูงกว่ารุ่นก่อนเยอะ ถ้าเน้นในเรื่องของการใช้งานเล่นเกม หรือว่าหน่วยประมวลผลต่างๆนั้นถือว่ารองรับได้สบายขึ้นเยอะ

CINEBENCH R15 – R20 / DISK MARK 

R15 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับสูง เลยแหละ R15 นั้นทำได้ 1878cb/ 184 FPS ประมวลผลหนักๆได้แบบสบายมากๆ ดีกว่าพวกรุ่นก่อนหน้านี้แบบชัดเจน และมองเทียบกับ R20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผลตัวโหดกว่า R15 คะแนนก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน ดีกว่ารุ่นก่อนเยอะมาก และทำได้ดีกว่าตัว i7 10875H ด้วยนะ ในตัว R20 นั้นที่ประมวลผลหนักหน่วงกว่าเดิม ทำคะแนน 4418 เลย จากรุ่นก่อน 3800 ครับ ดีกว่าพวกรุ่นปกติเยอะ และ เช่นเดิมทดสอบในสภาพอากาศปกติไม่มีแอร์ครับ ส่วนตัว SSD M.2 1TB นั้นทำการอ่านเขียนไป 2,953MB/s และ 5,053 MB/s  ถือว่าแรงมากๆในทั้งเรื่องของการอ่านและการเขียนถือว่าเขียนได้ไวมาก

SCREEN

หน้าจอในรุ่นนี้ยังคงมีขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วพร้อมกับ ใช้งานหน้าจอ IPS ความละเอียด FHD หน้าจอแบบด้านพร้อมกับสีที่มีความใกล้เคียงกับ 100% sRGB ถือว่าในเรื่องของหน้าจอทำได้ดี และมี Refresh Rate ที่ 240Hz ครับ และการออกแบบใช้งาน จอด้านทำให้มันใช้งานได้ดีไม่เจอแสงสะท้อนหรือใช้งานข้างนอกก็ทำได้ดี ของสีสันต่างๆนั้นสบายๆจอแบบ IPS FHD นั้นความแม่นยำของตัวสีและมุมมองนั้นทำได้ดีและจากที่ลองมันก็ เล่นเกมได้ดี คือลื่นไหลเนียนตามากๆ และหน้าจอมีความสว่างสู้แสงได้ดี ถือว่ารองรับการประมวลผลในการทำงานสายแต่งภาพก็รองรับได้ หรือรองรับได้ทั้งเล่นเกมที่มีความลื่นไหลในการใช้งาน เวลาเล่นเกมที่ตอบสนองต่อภาพที่เน้นกราฟิกได้ดี

เรื่องของมุมมองหน้าจอนั้นต้องบอกว่าแม้จะเป็นสายเกมก็ตาม ตัวหน้าจอก็ถือว่ามีสีสันที่ไม่เพี้ยนหรือดรอปอะไรมากในการเปลี่ยนมุมมองครับ ถือว่ายังคงมองเห็นและสู้แสงความสว่างไม่ดรอปอะไรมากด้วยเช่นกัน ถือว่ารองรับงานได้สบาย และในเรื่องของ Hz หน้าจอนั้นรองรับการเล่นเกมได้ไหลลื่นและขับร่วมกันกับ RTX 3070 ได้เป็นอย่างดีและใช้งานได้เต็มที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้เน้นสายเกมเป็นหลักตัวนี้สามารถขับ FPS ได้ลื่นไหลมากๆ 150+ ได้สบายๆแบบปรับภาพสุด แต่ถ้าอยากลองภาพแบบลื่นไหลเต็มที่นั้นปรับภาพระดับกลางๆ ก็จะเจอความลื่นไหลแบบที่ไม่ค่อยเจอในหน้าจอแบบอื่นๆ รวมถึงส่งผลเวลาใช้งานหน้าจอทั่วไปด้วยเช่นกันในการเลื่อนทำงานต่างๆมีผลทั้งหมด

KEYBOARD

แป้นพิมพ์ในรุ่นนี้มาพร้อมกับการใช้งานขนาดพื้นฐานของพวกหน้าจอ 15.6 นิ้ว คีย์บอร์ด Full Size จากทาง SteelSeries พร้อมไฟ RGB Pre-Key ที่สามารถเปลี่ยนสีได้ทุกปุ่มครับสามารถปรับแต่งได้ค่อนข้างอิสระเลยทีเดียวและการใช้งานคีย์บอร์ดจากทาง SteelSeries นั้นถือว่ายังคงสานต่อจากรุ่นก่อนๆจนมาถึงรุ่นนี้ได้ดี พัฒนามาอย่างลงตัวทั้งระยะการกด และความเด้งรับอะไรนั้นรองรับการใช้งานเวลาเล่นเกมได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียวตัวนี้ และที่ชอบคือมีปุ่มใช้งานหลากหลายเมื่อกด FN ก็จะเน้นสีแดงส่วนที่รองรับฟังก์ชันนี้ และ F8 สำหรับเปิด TURBO ในการระบายความร้อนสูงสุดเป็นปุ่มที่ทาง MSI ใส่เข้ามาให้ตลอด และ F9 สำหรับการเข้าตั้งค่า Steel Series นั้นเอง เพื่อปรับเปลี่ยนโปรไฟล์สีของ Steelseries Engine 3 ว่าจะปรับโซนไหน แสงสีแบบไหนบ้างถือว่าจัดเต็มมากๆ

เอาจริงๆนั้นระยะถือว่าทำออกมาได้กำลังดีและเว้นระยะห่างของแต่ละปุ่มได้ดี ส่วนตัวนั้นค่อนข้างชอบงานออกแบบปุ่มของค่ายนี้ในเรื่องของตัวอักษรที่เน้น ภาษาอังกฤษไว้เด่นๆทำให้ตัวเครื่องนั้นดูไม่รกมาก และภาษาไทยก็มีมาให้แต่ก็ไม่ได้แย่งซีนตัวอังกฤษนั้นเอง ส่วนระยะห่างแต่ละปุ่มนั้นเมื่อเล่นเกมนั้นรองรับได้ดีเลยตัวปุ่มทรงเหลี่ยมพื้นฐาน และเว้นระยะไม่ได้ชิดหรือห่างมากเกินไป ทำให้เวลาเล่นเกมกดได้ต่อเนื่องรวมถึงการพิมพ์งานต่างๆเช่นกัน

TOUCHPAD

ทัชแพดเองนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่อะไรมากนักเมื่อเทียบกับตัวเครื่องของมันแน่นอนว่าในบรรดาสาย Gaming เองนั้นไม่ได้เน้นในเรื่องนี้อยู่แล้วเพราะว่าไม่ค่อยได้ใช้งานกันรวมถึงไม่ได้เน้นการพกพาอะไรเยอะแยะ ทำให้ขนาดของมันกลางๆเมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง และเรียบๆไม่ได้มีการออกแบบอะไรพิเศษรวมถึงวัสดุแบบด้านก็คล้ายกับวัสดุเครื่องแต่มีการทำให้เนียนมือและเลื่อนได้ง่าย พร้อมกับตัดขอบนิดหน่อย ส่วนการกดใช้งานมาตรฐานทั่วไปเลยครับ

SPEAKER

ลำโพงในรุ่นนี้มาพร้อมกับลำโพง ซ้าย ขวา  ก็ถือว่าเรื่องของระบบเสียงทางด้านลำโพงตัวนี้ทำออกมาได้น่าประทับใจทั้งเรื่องของความดังและมิติเสียง ส่วนตัวถือว่าตำแหน่งวางลำโพงซ้าย และขวาได้ดีมากๆครับ ยิงออกด้านข้างทำให้เสียงไม่บังอะไรเท่าไรนัก ส่วนเรื่องเสียงเวลาเล่นเกม ความหนักแน่นของเสียงหรือว่าความกังวานมิติเสียงต่างๆนั้นทำออกมาได้น่าสนใจเลยทีเดียว รองรับการปรับแต่งเสียงผ่าน Nahimic 3 ด้วยเช่นกัน ทำให้ค่อนข้างยืดหยุ่นต่อการใช้งานและเล่นเกม ดูหนังทั้งหมดได้เลย ส่วนตัวระบบเสียงผ่านหูฟังก็รองรับการใช้งาน HI-RES AUDIO รองรับ  4bit/192kHz ผ่าน Hi-Fi DAC ครับ แต่ไม่แน่ใจว่าตัวนี้ไม่มี DynaAudio และ Duowave แบบรุ่นพี่ก่อนหน้า

CONNECTOR 

พอร์ตเชื่อมต่อรุ่นนี้ให้มาทั้งหมด 3 ฝั่งตัวเครื่องรองรับการใช้งานได้ค่อนข้างดีครับ ในส่วนของด้านหลังเครื่องนั้นจะเป็นช่องสำหรับเชื่อมต่อไฟ DC IN พร้อมกับ HDMI – RJ45 – และ Mini Display port ยังคงใส่เข้ามาให้ ถือว่าในด้านหลังนั้นจะเน้นการเชื่อมต่อที่เป็น เครือข่าย สายไฟเข้าและต่อออกหน้าจอทำให้ไม่เกะกะด้านข้าง แต่ไม่มี USB-C มาให้สำหรับคอมพิวเตอร์ยุคนี้บอกเลยว่าเป็นจุดที่แอบแปลกใจพอสมควร ซึ่งตัวแอดเองใช้งานค่อนข้างบ่อยครับ

ส่วนทางด้านซ้ายนั้นเราจะเห็นลำโพงหน้าสุดเช่นกัน และช่องระบายความร้อนด้านหลังสุด พร้อมกับ Kensington Lock และ USB 3.2 TYPE A ใส่เข้ามาให้ และยังคงไม่มี USB-C  แต่ทางด้านรู 3.5 Combo ใส่เข้ามารองรับ Hi-Res ครับ แต่น่าเสียดายไม่มี Thunderbolt มาให้เลยในการใช้งานแม้จะเป็นตัวสเปกของสาย Gaming

ด้านขวานั้นจะเป็นช่องสำหรับ USB 3.2 รองรับการใช้งานได้ดีทั้งหมด 2 ช่อง แบบ USB-A และ ไม่มีช่องใส่ SD-Card Reader ให้ใช้งานแล้วแอบเสียดายมากๆ สำหรับช่องนี้เพราะว่าแอดใช้งานประจำในการโอนย้ายรูปภาพ ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายเองนั้น รองรับมาตรฐาน Gb LAN (Up to 2.5G) Killer ax Wi-Fi 6E + Bluetooth v5.2

MSI CENTER 

จากที่เราคุ้นเคยกันในรุ่นก่อนๆนั้นต้องบอกว่า MSI Dragon Center มีการเปลี่ยนมาใช้งาน MSI CENTER แทนแล้วนั้นเองบอกเลยว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่สวยลงตัว และทันสมัยขึ้นเยอะมากๆ รวมถึงหน้าตาเข้ากับโลโก้ใหม่ทันที ดูมีระดับกว่าในรุ่นก่อนๆที่เป็นมังกรสีแดง ตัวนี้ทางการมากขึ้นและยังสามารถใช้งานได้หลากหลายเช่นเดิม จริงๆมีการเปลี่ยนตัว AFTER BURNER หน้าตาใหม่ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่ายกระดับหน้าตาใหม่ทั้งหมดเลยแต่การใช้งานอะไรต่างๆการดูสเปก ประสิทธิภาพ ปรับแต่ง ซอฟต์แวร์นั้นยังคงจัดเต็มและโหลดมาเพิ่มเติม รวมถึงการปรับหน้าจอโทนสีหน้าจอ หรือว่าจะเป็นโหมดการใช้งานแบบประสิทธิภาพสูงต่างๆก็ใช้งานผ่านตัวแอปนี้ได้ทั้งหมดเลยครับ

GAMING

การเล่นเกมแน่นอนว่า MSI GP66 เรื่องของการเล่นเกมทั้งฟีเจอร์ หรือการระบายความร้อน การใช้งานหนักๆได้แบบหายห่วงครับ ทำงานร่วมกันกับระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 ได้เป็นอย่างดี และค่ายนี้ถือว่าเน้นเรื่องนี้อยู่แล้วด้วยเช่นกันครับ  ทดสอบในหลายๆเกมทั้งกราฟิกที่ไม่ได้สวยงามกินสเปก ไปยันกินสเปกโหดๆ ซึ่งทางเราก็ได้เปิดภาพแบบสูงสุด รวมถึง เปิด Monitor FPS /Temp ไว้ตลอดเลยเล่นต่อเนื่องยาวๆในแต่ละเกม ซึ่งในรุ่นนี้ปุ่มอะไรพวกนั้นเวลาเล่นเกมรองรับได้ค่อนข้างดี คือตัวแป้นพิมพ์นั้นเล่นได้ง่ายมีที่วางมือและไม่ร้อน เราสามารถวางมือบนตัวคอมพิวเตอร์ได้เลย จัดการความร้อนได้ดีมาตลอดในด้านตรงที่วางมือ  เรามาดูกันในหลายๆเกมว่าจะเป็นยังไงกันและตัว i7 11800H +RTX 3070 จะทำได้ดีแค่ไหน และครั้งนี้มาพร้อมกับ RAM 16GB อีกทั้งตัว SSD ให้มาพร้อมกับความเร็วในการอ่านเขียนได้เยอะขึ้น โหลดแมพอะไรก็ทำได้ไวมากๆเล่นเกมรองรับกับ 240Hz ได้สบายในส่วนของความลื่นไหล และการขับภาพออกมานั้นสมกับที่ให้สเปก หน้าจอออกมารองรับแบบนี้ แต่ในการทดสอบจะเปิดภาพโหดสุดนะครับเลยอาจจะขับได้ไม่เยอะมากนัก

จากหลายๆเกมที่แอดมินได้ลองนั้น FPS ทำได้ดีรองรับกับจอ 240Hz ได้บางเกมรันได้สบาย แต่ถ้าเปิดภาพสุดนั้นจะได้ 60-70 FPS ครับเป็นปกตินะ แต่ต้องเข้าใจกันก่อนเลยนะครับหลายๆคนอาจจะมองว่าทำไมความร้อนสูง เพราะ ทุกเกมที่เอามาให้ดูคือปรับภาพสูงสุดทุกเกมนะครับ เอาให้สุดหมดทุกอย่างเลย และไม่ได้เปิดแอร์เล่นนะครับ และทำได้ดีมากส่วนเรื่องความร้อนในสภาพอากาศปกติไม่ได้เปิดแอร์ หรือ เปิดพัดลมอะไรนั้นทำได้ที่ GPU 70-80 ย้ำว่าไม่ใช่ห้องแอร์และเล่นต่อเนื่องกันยาวๆ 2 ชม. +  ถือว่ามีความร้อนบ้างถ้าเล่นต่อเนื่องนานๆและถ้าเล่นให้ห้องแอร์น่าจะลงต่ำกว่านี้ครับ แต่ถ้าอยากได้ลื่นๆนั้นต้องปรับภาพระดับกลางจะขับได้เกิน 200 Fps นะครับอันนี้ต้องลองปรับกันไปอีกทีแต่อันนี้เล่นสภาพอากาศปกติ เปิด TURBO โหมดทำให้ระบายความร้อนไม่มีการแตะ 90 เลยครับทำได้ดี ได้เรื่องภาพที่สวยและได้  DLSS Resizable bar ที่พัฒนาขึ้น ดึงประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ตัวหน้าจอไม่มีพวก G-Sync อะไรใส่เข้ามานะ แต่ความลื่นไหลบอกเลยว่าเอาอยู่สบายๆครับ

  • Overwatch นั้น ทำไปได้ FPS 205 อุณหภูมินั้น GPU 73 CPU 78  : ULTRA
  • APEX ทำไปได้ FPS 160 อุณหภูมินั้น GPU 77 CPU 92 : ULTRA
  • PUBG ทำไปได้ FPS 93+  อุณหภูมินั้น GPU 72 CPU 78  : ULTRA
  • Modern Warfare ทำไปได้ FPS  120  อุณหภูมินั้น GPU 75 CPU 86  : ULTRA  

WORKING 

การทำงานแน่นอนว่าแม้จะเป็นคอมพิวเตอร์สายเกมก็ตาม ในรุ่นนี้ใช้งาน 10nm และ ใช้ CPU i7-11800H 8 Cores 16 Threads และใช้งาน  NVIDIA® GeForce® RTX 3070 8GB GDDR6  และ RAM 16GB 3200 MHz ให้มาเพียงพอต่อการใช้งานทำงานหลากหลายโปรแกรม หลายเลเยอร์ได้สบาย และการอ่านเขียนของ SSD ก็ถือว่าไวมากๆในทั้งเรื่องของการอ่านเขียนสามารถเอาไปทำงานได้สบายๆ ทั้งเรื่องของการเรนเดอร์ หรือว่าจะตัดต่อแน่นอนว่าสเปกแบบนี้ทำงานได้สบายๆอยู่แล้วครับ และตอบโจทย์รวมถึงสามารถรันโปรแกรมพร้อมกันได้ไม่ต้องห่วงว่าจะมีความหน่วงต่อการใช้งาน หรือว่าสลับโปรแกรมเลยนั้นเองจุดนี้ทำออกมาได้สบายๆเลยทีเดียว ก็ถือว่าไวมากๆในทั้งเรื่องของการอ่านเขียน แต่ทดสอบในการเรนเดอร์การทำงานจริงนั้นจะเป็นอย่างไรกันบ้างลองดูทดสอบกัน บอกเลยว่าพัฒนาขึ้นเยอะเหมือนกัน

SKETCH UP

ในงานนี้ก็เป็นการทดสอบแบบจัดเต็มเลยคือเรนเดอร์ไฟล์ความละเอียดสูงพร้อมกับใส่ Texture ที่อิงกับแสงและทั้งตัวกระจกเองรวมถึงดีเทลในอาคารก็ถือว่าเป็นการทดสอบได้ดีครับ แต่ถ้าอยากหนักกว่านี้แนะนำเลยว่าใส่ต้นไม้และท้องฟ้าอาคารข้างหลังจะรู้เลยว่ามันทำงานไหวไหม ซึ่งจริงๆก็ลองอยู่ต้องบอกว่าไหวสบายครับ แต่ความร้อนจะมีขึ้นมากกว่าปกตินิดหน่อย แต่ที่เรนเดอร์ในภาพตัวอย่างนั้นจะทดสอบเทียบกับคอม RTX ทั่วไปครับ เลยได้คร่าวๆว่าตัว GAMING จะเรนเดอร์พวกนี้คือ 90-100 นาที แต่ถ้าตัวนี้เอามาทำจะได้ภายใน 49 นาทีเท่านั้น ประหยัดเวลาไปเยอะมากในการทำงานแต่ละชิ้นงาน บอกเลยว่าเอาเรื่องเลยแหละไวกว่าตัว i7 Gen10 ประมาณ 10 นาทีเลย

PREMIRE PRO  

เรนเดอร์กันหน่อยครับว่า 4K 60 FPS นั้นทำได้ดีแค่ไหนมีเทียบตัว INTEL I7 ด้วยนิดหน่อย ซึ่งในตัวนี้จะเรนเดอร์ได้ภายใน 24 นาที และเมื่อเทียบกับ Ryzen 7 4800HS ทำไปได้ 26 นาทีครับ แต่ถ้าใช้งาน i7 GEN10 นั้นจะใช้เวลาประมาณ 35 นาที ในการเรนเดอร์คลิปต้องบอกว่ามันมีผลแบบชัดเจนถ้าเราเอาคลิปแต่ละเครื่องมาเทียบกันกับระยะเวลาในการเรนเดอร์ โดยทางเราทดสอบในการเรนเดอร์คลิปแบบเดียวกันทั้งหมด ถือว่าจัดการในการทำเวลาค่อนข้างต่างกัน และแม้จะเทียบกับค่ายตัวเองในรหัสใกล้ๆกัน แต่เป็นคนละปีก็ยิ่งแตกต่างกันด้วยนั้นเอง

PHOTOSHOP – LIGHTROOM 

ในการใช้งานพื้นฐานด้วยทั้ง RAM 16 GB + i7 11800H ทำให้การทำงานนั้นลื่นไหล และสามารถเปิดหลากหลายโปรแกรมพร้อมกันได้แบบไม่ต้องห่วงว่าจะหน่วงหรือค้างเลยนั้นเอง สำหรับสายทำงานเหมือนจะใช้งานเป็นเครื่องหลักได้เลยรองรับการเปิด ADOBE รุ่นล่าสุดทั้งหมดได้พร้อมกับ รวมถึงเรนเดอร์ได้ด้วยไม่เจออาการหน่วงและสามารถสลับโปรแกรมได้ทันที แต่หน้าจอจะเน้นไปทางสายเกมเรื่องสีอาจจะไม่ได้เน้นมากแต่ถือว่าตรงใช้งานได้ครับ

MSI GP66 LEOPARD 

” สายเกมมิ่ง ใช้งาน i7 Gen 11th +RTX 3070 ประสิทธิภาพลงตัวมากกว่าเดิม ! “

RTX 3070 แล้วแน่นอนว่าสเปกการใช้งานเล่นเกมต่างนั้นดีขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน รวมถึงยังคงใช้งานบอดี้แบบเดิมทั้งหมด เส้นสายเรียบๆผสมกับช่องดักลมระบายลมอะไรขนาดใหญ่ ทางด้าน CPU เองนั้นใช้งาน i7 Gen11 โหดมากขึ้น เทคโนโลยีใหม่กว่าเดิม รวมถึงหน้าจอก็ยังคงมีความโดดเด่นในเรื่องของคุณภาพและความลื่นไหลตัวนี้ให้มาที่ 240Hz รองรับการทำงานได้สบาย รวมถึงการเล่นเกมสามารถขับออกมาได้ไหลลื่นมากๆตัวนึง อีกทั้งระบบเสียงอะไรก็จัดเต็มเช่นเดิมครับ รองรับ hi-res แต่เรื่องของพอร์ตยังคงไม่มี Thunderbolt , USB-C  ใส่เข้ามา แต่ถ้ามองสเปกรวมๆทั้ง RAM 16GB และ SSD 1TB ก็ต้องบอกเลยว่าพอในการใช้งานพื้นฐานไปถึงสูง

ข้อดี

  • วัสดุงานประกอบทำได้ดี สวย และเรียบหรูมากขึ้น
  • หน้าจอทำได้ลื่นไหล 15.6 นิ้ว คุณภาพสีทำได้ดี และ ขับได้สูงถึง 240Hz
  • คีย์บอร์ดระยะกดมาตรฐาน จาก SteelSeries พร้อมกับไฟ  RGB Per Key
  • ระบบระบายความร้อนยังคงโดดเด่น
  • ใช้งาน i7 Gen11th 11800H รองรับการทำงาน เล่นเกมระดับสูงได้สบาย
  • การ์ดจอ RTX 3070 รองรับการเล่นเกม เรนเดอร์ภาพได้สวย และได้ NVIDIA DLSS
  • พอร์ตเชื่อมต่อยังคงให้มาทั้ง HDMI – DISPLAYPORT – RJ45
  • รองรับการอัปเกรดได้หลากหลาย ทั้ง SSD M.2 + RAM

ข้อสังเกต

  • ไม่มีพอร์ต USB-C และ Thunderbolt 4 มาให้
  • ไม่มีช่อง SD Card reader
  • การออกแบบฝาหลังดำด้าน ติดรอยนิ้วมือได้ง่าย

สำหรับรีวิวนี้ผมก็ต้องขอตัวลาไปก่อนสำหรับรุ่นอื่นๆก็ติดตามกันได้เลย ถูกใจฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะครับ  มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ  เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกผมรีวิวรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ
ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

Review By Nineztr

Comments กันได้เลย !

Comments

0 Shares