Fitness Tracker ในราคาไม่แพงนั้นในตัวเลือกแรกๆของหลายๆคนนั้นต้องมี Mi Band เข้ามาเป็นชื่อแรกๆเลยทีเดียว แน่นอนว่าด้วยราคาที่มันทำออกมาและสเปคฟีเจอร์ที่รองรับการวัดชีพจร ทำให้หลายๆคนนั้นเลือกมันมาใช้งานที่ไม่ได้จริงจังอะไรมากนั้นเน้นจับชีพจร และ แจ้งเตือน ดูเวลาทั่วๆไปนั้นเอง และทาง Mi band 4 นั้นก็ได้เปิดตัวมาด้วยการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือมาพร้อมหน้าจอแบบสี แต่ที่สำคัญราคามันไม่ต่างจากเดิมเท่าไรด้วย ถือว่าเป็นแบรนด์ที่ทำได้ดีมากๆในทั้งเรื่อง ราคา และ สเปค ที่ให้มาและรุ่นนี้ก็ได้พัฒนาอะไรต่างๆมาดีขึ้น จะน่าสนใจยังไงมาดูกันเลยครับสำหรับ  MiBand 4 รุ่นล่าสุดที่อัพเกรดอะไรหลายๆอย่างขึ้นมาจากรุ่นเดิมจะน่าใช้งานกันมากขึ้นแค่ไหน

Mi band 4  รุ่นนี้มีการพัฒนาขึ้นหลักๆคือหน้าจอที่เป็นแบบสี และ รองรับ ทัชสกรีนที่ดีกว่าเดิม ซึ่งมันจะมีหน้าจอทัชสกรีน 0.95 นิ้ว AMOLED ที่ใหญ่กว่ารุ่นที่ผ่านมาถึง 39.9% อีกทั้งยังใช้กระจกกันรอยแบบ 2.5D อีกด้วย และมันมีพื้นหลังหน้าจอให้เลือกมากมาย และ อีกทั้งยังกันน้ำ 5ATM หรือ 50 เมตร ทำให้สามารถใส่ว่ายน้ำได้สบายๆ Mi band 4 นั้นมีเซนเซอร์ที่วัดตำแหน่งได้ถึง 6 แกนด้วยกัน และมีโหมดกีฬาอีก 6 โหมด เช่น ติดตามการว่ายน้ำแบบ real time เป็นต้น และทำให้กดใช้งานจากตัว band ได้เลยครับ รองรับการควบคุมการฟังเพลงผ่านตัวเครื่องได้แล้ว อันนี้คือดีงามมากๆ  และยังมีรุ่นที่มี NFC ทำให้สามารถจ่าย Alipay ในประเทศจีนได้ อีกทั้งตัว band ยังมีไมโครโฟนอีกด้วย ทำให้เรียกใช้งาน Xiao AI voice assistant ที่สามารถควบคุมอุปกรณ์ smart home ของ Xiaomi ได้อีกด้วย แต่ในไทยนั้นยังไม่เห็นรุ่นนี้เอาเข้ามาถึงเอามาก็ยังใช้งานระบบนี้ไม่ได้ครับผม

สำหรับ  Xiaomi MiBand 4 นั้นในตอนที่แอดซื้อมายังไม่มีตัวขายในไทยอย่างเป็นทางการซึ่งสามารถซื้อมาใช้งานกันก่อนได้ที่เป็นเครื่องจีน แต่ก็รองรับภาษาอังกฤษแบบเดียวกับที่รีวิว ในเรท  900-1,290 แล้วแต่ร้านนะครับ  แต่ถ้าเครื่องศูนย์ก็ได้เปิดตัวกันไปแล้วในราคา 1,290 บาทนะครับ 

UNBOX

  • ตัว  MiBand 4
  • สายยาง ซิลิโคน สีดำ
  • ที่ชาร์จ แบบใหม่
  • คู่มือ

DESIGN

การออกแบบนั้นถือว่าไม่ได้แตกต่างกับรุ่นก่อนหน้านี้มากถ้าดูรวมๆครับแต่จะแตกต่างกันในเรื่องของรายละเอียดต่างๆของตัวเรือนและข้างในซะมากกว่าแน่นอนว่าหน้าจอนั้นที่แตกต่างกันชัดๆเลยจะเป็นหน้าจอแบบสีที่ดูออกเลยว่ารุ่นใหม่หรือรุ่นเก่า ส่วนในเรื่องภาพรวมๆนั้นจะเป็นหน้าปัดที่เรียบแบนมากกว่ารุ่น 3 ที่จะนูนๆขึ้นมาครับทำให้หน้าจอเรียบๆแบบนี้นั้นติดฟิล์มอะไรได้ง่ายๆและทำให้รักษาได้ง่ายกว่าเดิมอีกด้วย ส่วนขนาดต่างๆไม่ได้แตกต่างอะไรมาก

ในส่วนของด้านหลังนั้นจะเห็นว่าเป็นเซนเซอร์การวัดชีพจรอะไรต่างๆและในรุ่นนี้ก็ได้เพิ่มเซนเซอร์ต่างๆเข้ามาในตัวเรือนและการชาร์จนั้นยังคงใช้แบบ แถบทองแดง 2 จุดครับแต่ดีที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งมาที่ด้านหลังแทนแล้วเปลี่ยนที่ชาร์จด้วยทำให้ใช้งานได้ดี และแน่นกว่าเดิมเยอะ รวมถึงลบปัญหาเก่าๆที่เกี่ยวกับการชาร์จของตัว Miband รุ่นก่อนๆ

เมื่อมองจากด้านข้างนั้นจะเห็นเลยว่าตัวหน้าจอนั้นมีความเรียบแบบแบบชัดเจนจากที่รุ่น 3 นั้นจะมีความโค้งค่อนข้างเยอะครับแต่มาในรุ่นนี้ได้ปรับปรุงและทำให้ใช้งานอะไรได้ง่ายรวมถึงการติดฟิล์มอะไรก็ทำได้ง่ายกว่าเดิมครับ ส่วนเรื่องสายความหนาอะไรต่างๆนั้นไม่ได้แตกต่างกันมาก รวมถึงยังสามารถใช้สายของเดิมได้แบบพอดีๆครับกับรุ่น 3

ตัวเรือนยังคงสามารถถอดออกจากตัวสายได้เหมือนเดิมครับตัวสายอย่างที่บอกหน้าตาอะไรคุ้นๆกันรุ่นก่อนหน้าสามารถใช้งานด้วยกันได้ และการล็อคอะไรต่างๆนั้นยังทำได้ดีแน่นพอสมควรครับ ตัวสายวัสดุต่างๆยังทำได้ดีเหมือนเดิมเป็นซิลิโคนที่นิ่มและใช้งานได้ดีเวลาสวมใส่ไม่ระคายหรือแพ้อะไรครับ ตัวล็อคต่างๆของสายนั้นยังเป็นแบบเดิมที่สามารถปรับได้ค่อนข้างเยอะและล็อคได้ดี ตัวสายสามารถเปลี่ยนได้ค่อนข้างหลากหลายทั้งสีและแบบสามารถสั่งได้ตามร้านข้างนอกทั่วไปที่ขายกับตามเว็บได้เลยครับ หรือจะสั่งออนไลน์จากต่างประเทศพวกนั้นก็มีให้เลือกเยอะมากๆ

ตัวเรือนของ Mi band 4 เมื่อถอดออกมาแล้วนั้นมีขนาดเล็กๆรูปทรงที่คุ้นเคยกันวัสดุเป็นพลาสติกหลักๆและหน้าจอนั้นก็เป็นวัสดุเงาที่มีขอบโค้งรอบๆแต่หน้าจอนั้นเรียบขึ้น และใหญ่กว่าเดิมเนื่องจากมันเป็นหน้าจอสีแม้จะไม่ได้เต็มตัวเรือนมากนักเพราะเป็นแค่สี่เหลี่ยมตรงกลางด้านหน้าอาจจะดูไม่เต็มตาเท่าไร แต่ก็ถือว่ายังมองได้ชัดเจนและสู้แสงได้ดีครับ สามารถสัมผัสได้แบบเต็มรูปแบบ และ มีปุ่มตรงด้านล่างคล้ายๆปุ่ม Home หลักนั้นเอง ด้านหลังก็เป็นเซนเซอร์ทั้งหมด และ แถบชาร์จแบต รวมถึงโลโก้ Mi 8iy´ส่วนตรงกลางนั้นจะเป็นเว้าเข้าไปเมื่อมองจากด้านข้างทำให้เพื่อที่จะล็อคกับตัวสายได้เมื่อเสียบเข้าไปครับ

SPEC

  • หน้าจอทัชสกรีน 0.95 นิ้ว (120 x 240 พิกเซล) AMOLED 24bit color ที่มีความสว่าง 400 nits ,
    กระจกกันรอย 2.5D
  • แสดง เวลา, จำนวนก้าว, อัตราการเต้นหัวใจ, activities, สภาพอากาศ, การแจ้งเตือนต่างๆ ฯลฯ
  • Microphone for voice assistant (รุ่น NFC Edition เท่านั้น)
  • Photoplethysmography (PPG) / Heart rate sensor
  • ติดตามความฟิต และการนอนหลับของคุณ รวมทั้งแจ้งเตือนเมื่ออยู่นิ่งนานๆ
  • Tri-axis Accelerometer + Tri-axis Gyro, Capacitive Wear Monitoring Sensor
  • น้ำหนัก 22.1กรัม / 22.2กรัม (รุ่นNFC)
  • กันน้ำ 5ATM (50 เมตร)
  • Bluetooth 5.0 LE, NFC (เฉพาะรุ่น)
  • แบตเตอร์รี่ 135mAh / 125mAh (NFC) Li Ion polymer battery ที่ใช้งานติดต่อกันได้ถึง 20 วัน / 15 วัน (NFC)
  • สายสามารถใช้กับรุ่น  3 ได้

SOFTWARE UI

ทางด้านระบบหน้าตาของตัวแอพยังคงใช้งานหลักๆเป็นแอพของ Mi Fit ครับ สามารถหาโหลดใช้งานได้จากทาง Playstore – Appstore ได้เลยสามารถลงทะเบียนและใช้งานได้ครับ ส่วนเรื่องของการเชื่อมต่อก็ทำตามขั้นตอนไม่ยุ่งยากครับ แต่แนะนำให้ชาร์จแบตไว้ก่อนสำหรับตัว Mi band ก่อนที่จะทำการซิงค์ ส่วนหน้าตาก็การใช้งานนั้นก็เข้าใจได้ง่ายครับไม่ยุ่งยากรองรับภาษาไทยได้สำหรับตัวแอพ ซึ่งสามารถเปลี่ยนได้ตามภาษาหลักของเครื่องครับ แต่ถ้าบนตัว นาฬิกาอาจจจะยังไม่รองรับในตอนนี้รออัปเดตจะรองรับแน่นอนครับ หรือเปลี่ยนภาษาเครื่องมือถือเป็นสเปนก็จะสามารถอ่านแจ้งเตือนภาษาไทยได้ครับแต่ลำบากหน่อยในการใช้งานมือถือ

ตัวหน้าตาหลักๆนั้นจะเป็น 3 ส่วนครับคือหน้าหลัก บอกข้อมูล – หน้าเพื่อน – และหน้าการตั้งค่าครับ ซึ่งก็สามารถปรับแต่งและดูข้อมูลได้ง่าย หน้าตาใช้งานไม่ยากครับผม รองรับภาษาไทยได้ด้วยตามภาษาตัวเครื่อง และข้อมูลต่างๆนั้นเราต้องป้อนน้ำหนักส่วนสูงไปด้วยเพื่อที่จะคำนวณข้อมูลอะไรต่างๆออกมาได้ง่ายขึ้นเยอะครับ

ส่วนหน้าแรกนั้นถ้าเราเลือกแทบด้านบนก็จะสามารถเข้าไปในส่วนการออกกำลังได้เลยครับทั้งวิ่ง เดิน หรือ ปั่นจักรยาน และ ถ้าเข้ามาในตั้งค่าส่วนของตัว นาฬิกาสามารถปรับแต่งได้เยอะมากก ทั้งเรื่องข้อมูล การแจ้งเตือนอีกมากมายครับ เช่นในภาพตรงกลางก็จะสามารถตั้งค่าเรื่องการล็อคแบนด์ได้ แจ้งสายเรียกเข้า แจ้งกิจกรรม ปลุก แอพต่างๆได้ทั้งหมด รวมถึงการตั้งค่าการสวมใส่ โหมดกลางคืนที่จะหรี่แสงหน้าจอเอง หรือจะเป็นการยกข้อมือที่จะหน้าจอติดเองครับผม เป็นการตั้งค่าที่ปรับแต่งได้เยอะมากๆเลยครับ

ส่วนเรื่องของการแจ้งเตือนทั้งเรื่องเสียงเรียกเข้า แอพ ปลุกนั้นจะสามารถปรับแต่งการสั่นเองได้อันนี้น่าสนใจครับ จังหวะการสั่นเราสามารถแตะ บรรเลงเองได้เลยว่าจะสั่น ถี่ สั่นนาน จังหวะอะไรแบบไหนโดยการแตะหน้าจอครับ แบบภาพซ้ายสุด หรือจะใช้ของเดิมๆก็ทำได้เช่นกัน อีกทั้งหน้าปัดสามารถเปลี่ยนได้เยอะมาก ตามแบบที่ให้มา แต่น่าเสียดายไม่สามารถปรับแต่งเองได้ ทั้งเรื่องของสีหรือพื้นหลัง — แต่สามารถทำเองได้ซึ่งยิ่งยากต้องต่อคอม โยนไฟล์อะไรพวกนี้ครับผม ถ้ามีให้คนทั่วไปใช้ง่ายๆน่าจะดีมากๆในจุดนี้ครับ

SCREEN

ในรุ่นนี้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดคงเป็นเรื่องของหน้าจอ AMOLED ขนาด 0.95 นิ้ว ความละเอียด 120×240 พิกเซล ที่มีการครอบทับด้วยกระจก 2.5D และแน่นอนว่าการเปลี่ยนมาใช้งานหน้าจอแบบสีพร้อมกับราคาเท่าเดิมทำให้มันน่าสนใจมากๆครับเป็นค่ายเดียวในเรทราคานี้เลยก็ว่าได้ที่ให้หน้าจอแบบสีมาและทำได้ดีทั้งเรื่องของความคมชัด ความสว่างและการสู้แสงครับ หน้าจอนั้นสู้แสงได้ดีมากๆเมื่อปรับระดับสูงสุด มองเห็นได้สบายๆครับ ส่วนเรื่องของสีสันต่างๆนั้นทำได้ดีสมกับ AMOLED และสีค่อนข้างสวยและมีความละเอียดอยู่ในระดับที่รับได้และไม่ได้แย่เลยครับ

ส่วนเรื่องของการสู้แสงแดดนั้นเป็นจุดที่หลายๆคนน่าจะอยากทราบกันและแน่นอนว่าช่วงแรกๆมีข่าวว่าจอไม่ดีเท่าไรนักแต่หลังจากที่ได้ลองนั้นมันจะมีให้ปรับทั้งหมด 5 ระดับและบอกเลยว่าระดับสูงสุดนั้นสู้แสงแดดกลางแจ้งได้ดีมากๆ หรือเจอแสงสะท้อนก็ทำได้ดีแบบในภาพแม้จะเจอแสงรบกวนก็สามารถมองเห็นตัวเล็กได้ดีและสีสันอะไรยังคงมาครบ ตัวจอรองรับมุมมองได้กว้างมากๆครับคือมองแบบเอียงๆหรือเฉียงๆแค่ไหนก็ยังไม่เจอผิดเพี้ยนหรือมองไม่เห็นเลยแม้จะเอียงเยอะแล้วก็ตามครับ ส่วนหน้าจอนั้นอาจจะไม่ได้เต็มอะไรมากเมื่อเทียบกับบอดี้แต่ก็เป็นปกติสำหรับพวกBand

TOUCH

การสัมผัสนั้นรุ่นนี้จะสามารถแตะสัมผัสได้ทั้งหมด และอิสระมากกว่าเดิมไม่ใช่แค่ปุ่มข้างล่างหรือแตะเลื่อนแล้วยังสามารถกดเป็นส่วนๆ ปุ่มได้เช่นเวลากดควบคุมเพลงอะไรแบบนั้นเนื่องด้วยการใช้หน้าจอแบบสี AMOLED ที่ใหญ่ขึ้นทำให้การสัมผัสนั้นทำได้ดีขึ้นเยอะครับ ปุ่มหลักๆด้านล่างก็ยังคงมีมาให้อยู่ นอกเหนือจากการสัมผัสด้านหน้าจอครับ การควบคุมหลักๆคือ หน้าหลัก ปัดมาซ้ายจะเป็นจ่ายเงิน Alipay ปัดไปขวาจะเป็นควบคุมเพลง ส่วนปัดขึ้นลงก็เป็นการเข้าโหมดเมนูข้างๆครับ ส่วนถ้าจะเข้าหน้าหลักก็กดปุ่ม โฮมด้านล่างครับ และถ้าจะดับหน้าจอก็เอามือทับนาฬิกาทั้งหมดก็จะดับไปเลยครับเป็นการปิดหน้าจอแบบเร็วครับ

FEATURE SOFTWARE MI BAND 4

สำหรับฟีเจอร์ก็รองรับทั้งหลายๆอย่าง ทั้ง ออกกำลัง ตรวจจับการนอน ชีพจร นับแคลทั้งหลายครับ เช่นในภาพข้างบนนี้ เป็นส่วนของการแจ้งเวลานอนของเราครับ อย่างเช่นแอดมินใส่เวลานอน แต่ปิด Bluetoothไว้นะครับไม่ได้เชื่อมต่อ พอตอนเช้ามันก็ซิงค์ให้ครบทั้งคืนเราไม่ต้องเชื่อมตลอดก็ได้ครับส่วนนี้ มันจะบอกเลยว่าเรานอนกี่ชั่วโมง หลับลึกกี่ชั่วโมงและตื่นตอนไหนบ้าง อีกทั้งยังแนะนำว่าควรนอนไวกว่านี้ ตื่นไวกว่านี้ หลับปกติไหมเทียบคนอื่นให้ด้วย และบอกสรุปเป็นวันๆให้ได้ครับว่า วันไหนเป็นยังไงบ้างถือว่าเป็นประโยชน์และค่อนข้างตรงมากๆ

หน้านี้จะเป็นส่วนของการทำกิจกรรมให้เราสามารถ TRACK ได้ และในรุ่นนี้สามารถกดเริ่มการออกกำลังจากตัวได้เลย ไม่ต้องกดผ่านมือถือครับ ด้วยการที่หน้าจอแบบสีและทำอะไรได้มากกว่าเดิมเยอะ แต่ถ้าจะเอาเส้นทางดีๆนั้นต้องพกมือถือไว้กับตัวนะครับ เพราะต้องใช้งาน GPS บนตัวมือถือครับ สามารถเลือกได้มากมาย วิ่ง ขี่จักรยานต่างๆ เมื่อกดเริ่มก็จะบอก ชีพจรตลอดเวลา และ เวลาระยะทาง ซึ่งตัว Band ก็จะโชว์วัดชีพจรแบบ REALTIME ให้เลยนะครับ และบอกระยะทางเวลาด้วย ส่วนตั้งค่าสามารถตั้งค่า Heartrate ได้ว่าไม่เกินเท่าไรและ แสดงผลอะไรบ้างครับ สามารถกดหยุดผ่านตัว Band ได้เลยง่ายๆครับ และ ดู Maps ได้ในแอพ

เมื่อเราวิ่งเสร็จแล้วหรือออกกำลังกายเรียบร้อยก็จะสามารถดูสรุปข้อมูลเป็นส่วนๆได้ครับเป็นกราฟสแดงว่าเราวิ่งอะไรไปเท่าไร ชีพจรเต้นประมาณไหน เรทช่วงไหนบ้างเป็นหลักครับ และ บอกทั้งความเร็วในแต่ละช่วง หรือจะเป็น ข้อมูลสรุป อื่นๆเช่นความสูงในแต่ละระดับของการขี่ที่แตกต่างกันอะไรพวกนี้ครับ ถือว่ามีประโยชน์แม่นพอสมควรเมื่อเทียบกับที่วัดที่ติดบนตัวจักรยานครับ ทั้งเรื่องความเร็วและระยะทางทั้งหมด

เรื่องของการวัดชีพจรตัวนี้ก็ยังคงมีมาให้และทำได้แม่นตามเรทราคาของมันครับ วัดชีพจรนั้นสามารถตั้งได้ว่าให้วัดทุก 1 นาที 5 นาที ทุกครึ่งชั่วโมงเป็นต้น หรือ ไม่ต้องวัดตลอดเวลาก็สามารถปิดได้ในตั้งค่าครับ มันก็จะบอกว่าชีพจรเราเป็นยังไงปกติไหม ช่วงพักเต้นแรงไปไหมหรือออกกำลังไม่ควรเกินเท่าไรเป็นต้นครับผม ถือว่ามีประโยชน์มากๆเลย

หน้านี้เป็นเรื่องของการนับก้าวครับว่าแต่ละวันเราเดินเร็วเดินช้ายังไงบ้าง บอกโคตรละเอียดเลยจริงๆลองดูภาพซ้ายได้ครับว่ามันบอกเป็นเวลาพร้อมนาทีเลยว่าเราเดินเร็ว กี่ก้าว กี่แคลในช่วงเวลา นั้นๆระยะทางเท่าไรและมีสรุปได้ด้วยว่าเราเดินเฉลี่ยนต่อวันเท่าไร ประหยัดน้ำมันรถยนต์ไปกี่ลิตร และ ลดแคลไปเท่าไรครับ พร้อมสรุปแต่ละวันให้ได้ด้วย

FEATURE MI BAND 4

ฟีเจอร์หลักๆมาดูกันที่ตัว Band เดี่ยวๆแบบไม่ต้องพึ่งตัวมือถือกันบ้างครับในพวกนี้เนื่องจากเป็นหน้าจอแบบเต็มรูปแบบทำให้การใช้งานแบบเดี่ยวๆนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมทำให้รองรับการทำงานได้สบายๆครับทั้งการเข้าโหมดต่างๆการตั้งค่า การวัดชีพจรทั้งหลายรวมถึง การเช็คเวลา แจ้งเตือน อีกมากมายและจุดเด่นๆที่เข้ามาคือการควบคุมเพลงที่รองรับในหลายๆแอพทั้ง Youtube – Spotyify และแอพเล่นเพลงอื่นๆก็รองรับที่สามารถใช้งานควบคุมได้

มาดูกันที่หน้าหลักๆหลังจากเลื่อนขึ้นกันก่อนครับ เป็นหน้า Status – Heartrate – Workout ครับ  ซึ่งแต่ละส่วนก็สามารถเข้าไปแยกย่อยได้อีกนั้นเอง และไอคอนตัวอักษรนั้นทำออกมามองได้ง่ายและชัดพอสมควรครับ

เลื่อนต่อไปนั้นจะเป็นส่วนของ Weather ดูสภาพอากาศ และ การแจ้งเตือนล่าสุดครับ รวมถึงการตั้งค่าอื่นๆในส่วน More เช่นการตั้งปลุกต่างๆ หรือจะเป็นการเข้าไปเปลี่ยนแปลงหน้าตาเป็นต้นครับ และเมื่อเลื่อนไปก็จะวนกลับหน้าหลักนั้นเองครับ

เมื่อเราเข้ามาในส่วนของ More แล้วก็จะเป็นส่วนของการตั้ง ต่างๆที่เป็นฟีเจอร์พื้นฐานครับ หรือจะกดหามือถือก็ทำได้ และ เข้าควบคุมเพลง หรือจะเป็นนาฬิกาจับเวลาครับผมทั้งหมดจะมีประมาณนี้เลย

เนื่องจากเป็นเครื่องจีนเลยจะมี Alipay มาให้ด้วยแต่ในไทยไม่แน่ใจจะตัดออกหรือเปลี่ยนเป็นอะไรแทนนะครับ จะใช้งานผ่าน QR Code นะไม่ใช้ NFC ครับในรุ่นปกติ และเมื่อเข้าตั้งค่าก็จะเป็นความสว่างและล็อค รีเครื่องเป็นปกติครับ

มาต่อกันที่เข้ามาในส่วนแรกๆ ภาพซ้ายสุดจะเป็นหน้าตาเมื่อเราเข้าโหมดวิ่ง Workout นั้นจะโชว์แบบ Realtime เลยในสถานะการวิ่งออกกำลังของเรา และแจ้งเตือนเป้าหมายทุกระยะๆครับ หน้าอื่นๆจะเป็นการแจ้งสภาพอากาศ

ซ้ายสุดเป็นหน้าของ Status หลักๆของตัว ก้าวเดิน ระยะทาง แคล ทั้งหมดครับ และ หน้าที่ 2 จะเป็นโหมดของการออกกำลังมีหลายๆแบบให้เลือกพร้อมไอคอนที่ดูง่ายครับและสามารถปรับแต่งได้ ส่วนอันสุดท้ายเป็นการวัดชีพจร สามารถกดวัดได้เลย แต่จะไม่สามารถวัดแบบตลอดเวลาได้ต้องมากดเอาเองเรื่อยๆครับอันนี้น่าเสียดายมากๆครับ ถ้าจะให้มันโชว์ตลอดเวลา แต่ถ้าปิดไปมันก็จะสแกนทุกๆ 5 นาทีอะไรแบบนี้สามารถตั้งได้แต่แค่เปิดหน้า ชีพจรค้างไว้ไม่ได้นั้นเองครับ ถึงจะเปิดค้างไว้ได้ก็ไม่สามารถวัดตลอดเวลาได้ต้องมากดเรื่อยๆนั้นเอง

MUSIC CONTROL

อันนี้คือสิ่งที่หลายๆคนรอคอยคือการควบคุมเพลงที่ในรุ่นก่อนๆเคยบ่นไปครับในรุ่นนี้ใช้ประโยชน์จากหน้าจอได้เต็มที่มากๆคือสามารถควบคุมเพลงได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแอพอะไรก็รองรับครับ กดเปลี่ยนเพลงได้ หยุดเล่นได้ และ ดูชื่อเพลง รวมถึงการเพิ่มลดเสียงได้ด้วยครับ เหมือนดึงจากส่วน Noti บนมือถือมาลง จึงไม่สามารถเปลี่ยน Playlist อะไรได้นั้นเอง จะไม่เหมือนแอพพวก Spotify บนตัว Smartwatch อะไรพวกนั้น แต่แค่นี้ก็ดีมากๆแล้วครับสำหรับ Mi band ที่ใส่จุดนี้เข้ามา

 NOTIFICATION

การแจ้งเตือนหลักๆนั้นรองรับทุกแอพครับ และ ตอนนี้ยังไม่รองรับภาษาไทยแต่อนาคตรองรับแน่ๆครับไม่ต้องห่วง จะเครื่องศูนย์หรือหิ้ว รองรับได้แน่นอนครับ ส่วนการแจ้งเตือนทำได้ไวและโอเคเลยครับ แต่ดูได้อย่างเดียวดูย้อนหลังไม่ได้และตอบแบบด่วนไมไ่ด้ครับแค่บอกชื่อคนส่ง และ ข้อความเท่านั้น และสั่นแจ้งเตือนครับ สามารถตั้งได้ว่าจะสั่นแจ้งตอนหน้าจอมือถือดับ หรือ จะสั่นทั้งตอนหน้าจอดับและติดได้ *** แต่ถ้าใครอยากได้แจ้งเตือนภาษาไทยก่อนในช่วงนนี้แนะนำให้เปลี่ยนเมนูเครื่องเป็นภาษา สเปน ไปก่อนครับแต่อาจจะลำบากนิดนึงในการใช้งานแต่อ่านไทยได้สบายๆเวลามีคนข้อมความไลน์มากครับบนตัว Miband 4

CALL

การแจ้งเตือนเวลามีคนโทรเข้ามาก็แจ้งเตือนได้แรงและไวดีครับอีกจุดที่ชอบคือการสั่นของตัว Band ก็แรงและสามารถปรับได้ครับ อันนี้ปรับไว้แรงที่สุดเลยทำให้แจ้งเตือนได้ดีมากๆ เมื่อมีคนโทรเข้ามานั้นก็จะบอกชื่อคนที่โทรเข้ามารวมถึงสามารถกดวางสายได้ และ สามารถปิดไม่ให้สั่นแต่ไมไ่ด้ตัดสายได้ครับ คือปิดสั่นบนตัว นาฬิกา แต่บนมือถือก็ยังดังอยู่ครับ แต่ถ้าชื่อเป็นคนไทยนั้นก็จะแสดงไม่ได้เหมือนเดิมครับผม การแจ้งเตือนถือว่าทำได้ไวเมื่อเทียบกับระยะที่คนโทรเข้ามาซึงต้องบอกว่าสั่นพอๆกันกับหน้าจอตอนคนโทรมาเลยไม่มี ดีเลย์ เลยทำได้ดีมากๆครับจุดนี้

BATTERY

เรื่องของอายุแบตนั้นขอเทียบกับการใช้งานจริงๆเลยละกันครับที่ทดสอบมาทั้งหมด 8 วันแบบเชื่อมต่อตลอดเวลาและวัดชีพจรแจ้งเตือนอะไรปกตินั้นทำได้ดีมากๆคือ 8 วันแบตเหลือ 35% แบบใช้งานหนักหน่วงครับคือเล่นตลอดแจ้งเตือนบ่อยๆก็ยังทำได้ดีมากๆ ถ้าใครใช้งานน้อยๆหรือไม่ได้แจ้งเตือนเยอะยิ่งลดช้ากว่าที่ทดสอบอีกครับเป็นจุดเด่นที่ยังคงทำได้ดีสำหรับตัวนี้ครับและแบตนั้นคาดว่าจะได้งานได้อีกนานเลยแหละ นับจาก 35% ในตอนนี้น่าจะได้อีก 7 วันเป็นอย่างน้อยครับ ส่วนการชาร์จแบตนั้นก็รองรับเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนแท่นชาร์จใหม่ครับแน่นกว่าเดิมเยอะ แต่สายยังคงสั้นเหมือนเดิมครับในจุดนี้

การใช้งานแจ้งเตือนภาษาไทย !!

เนื่องจากในตอนนี้ยังไม่รองรับแบบ Official ทำให้เราต้องพึ่งแอพจากข้างนอกมาเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยครับ ซึ่งถ้าใครที่ง่ายๆเลยก็คือ สามารถปรับเมนูตัวเครื่องมือถือเป็นภาษา สเปน เท่านี้ก็จะรองรับภาษาไทยในการแจ้งเตือนได้สบายๆแต่ถ้าไม่อยากเปลี่ยนเมนูเครื่อง เรามีวิธีให้ครับ อย่างแรกเลยคือโหลดแอพชื่อ Mi Bnad Master มาก่อน

เมื่อโหลดแล้วจากนั้นก็ทำการเชื่อมต่อ ค้นหากับตัว Band 4 ของเราให้เรียบร้อย เมื่อโหลดแอพเสร็จก็จะให้ ตั้งค่าพวกชื่อของเรา ส่วนสูงน้ำหนักต่างๆครับก็ทำตามขั้นตอนกันไป และ จากนั้นเราจะได้หน้าตาเริ่มต้นของแอพหลักครับ

เมื่อเข้ามาในแอพแล้วนั้น ให้เข้าไปที่การตั้งค่าที่ 3 ขีดมุมซ้ายบน จากนั้นเลือก Wristband และเมื่อเข้ามาหน้านี้นั้นจะเป็นหน้าตั้งค่าหลักๆ ให้เราเลือกไปที่ Language Mi Band  และให้เราเลือกภาษา สเปนครับ แค่นั้นเราก็จะอ่านแจ้งเตือนภาษาไทยได้สบายๆครับ แต่ ภาษา ในการใช้งาน Miband 4 นั้นจะเป็น สเปนอาจจะลำบากนิดนึงครับ

XIAOMI MI BAND 4

 ” Fitness Tracker คุ้มราคา อัพเกรดขึ้น หน้าจอสีสวย ในราคาเท่าเดิม “

Xiaomi เป็นค่ายที่ทำราคาออกมาได้ว้าวในหลายๆอย่างและในการใช้งานจริงมันก็ทำได้ประทับใจอีกแล้ว แน่นอนว่าการทำสินค้าออกมานั้นน่าสนใจอยู่เสมอและมีสินค้าแทบจะครบทุกอย่างในจักรวาลแล้ว และตัว Mi band นั้นเป็นอีกจุดที่โดดเด่นสำหรับค่ายนี้ ตัวรุ่น 4 นั้นเป็นการพัฒนาลบข้อด้อยจากรุ่นเดิมไปอีกครั้งแทรกเข้ามาในเรื่องของหน้าจอสี และ การทำงานที่ครบเครื่องกว่าเดิม จนทำให้รุ่นนี้แทบจะไม่มีจุดที่ควรปรับปรุงอะไรมากนัก จะมีแค่เรื่องของ ภาษา หรือฟีเจอร์นิดหน่อยที่อาจจะทำให้ครบเครื่องกว่านี้ครับ แต่แค่นี้ก็ถือว่าทำได้คุ้มราคามากๆแล้ว ใครที่กำลังเริ่มต้นออกกำลังหรือหาอะไรมาใช้งานจับชีพจร นับก้าวออกกำลังได้แม่นๆเลยแหละ ในงบไม่แพงเกินไปอีกทั้งยังแจ้งเตือนได้และรองรับการควบคุมเพลงอะไรทั้งหลายได้สบายๆ ถือว่าคุ้มราคาและน่าเล่นอีกตัวในงบประมาณ 1300

ข้อดี

  • สายสามารถใช้งานได้กับรุ่น  3
  • สามารถปรับแต่งการสั่นได้ค่อนข้างอิสระ
  • หน้าจอสู้แสงได้ดี ปรับระดับได้ สูงสุด  4  ระดับ
  • รองรับการใช้งาน ผ่านตัว Band ได้อิสระมากขึ้น
  • วัดชีพจร ทำได้ค่อนข้างดี และ มีเซนเซอร์
  • รองรับการออกกำลังกายที่ เยอะหลากหลายขึ้นรวมถึงว่ายน้ำ
  • สามารถควบคุมเพลงได้แล้วในตัว ทั้ง  Spotify Youtube  และอื่นๆ
  • แบตยังคงทำได้อึดมากๆแม้จะเป็นหน้าจอแบบสี

ข้อสังเกต 

  • ไม่รองรับภาษาไทยในตอนนี้ ยกเว้นจะเปลี่ยนภาษาเครื่องมือถือเป็น สเปน
  • หน้าจอพลิกข้อมือมาแล้วดีเลย์นิดหน่อยกว่าจะติด
  • ยังปรับแต่งหน้าตา หน้าจอเองไม่ได้ผ่านทางแอพ เช่นปรับสี ออกแบบเองต่างๆ **ต้องโมเอาเองซึ่งยุ่งยาก
  • วัดชีพจรแบบ Realtime ที่จะให้หน้าจอติดตลอดไว้ไม่ได้ครับ

สำหรับรีวิวนี้ผมก็ต้องขอตัวลาไปก่อนสำหรับรุ่นอื่นๆก็ติดตามกันได้เลย ถูกใจฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะครับ  มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ  เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกผมรีวิวรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ

ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

Review by Nineztr