เปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับหูฟังรุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์สุดติสท์สัญชาติอังกฤษ อย่าง Nothing ที่รอบนี้มาในรูปแบบหูฟังแบบเปิด หรือ Open Wearable Stereo (OWS) ในชื่อรุ่น Nothing Ear (open) นั่นเองครับ! ขอบอกเลยว่าในรุ่นนี้มาพร้อมกับคอนเซปต์ Open Sound Technology ที่ไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นแค่ Gadget สำหรับฟังเพลงทั่วไป แต่เป็น accessory แฟชั่นไอเทมชิ้นหนึ่งที่เบลนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้แบบ effortless สุดๆ นี่คือหูฟังแบบโอเพ่นสัญชาติอังกฤษที่ใช้คำว่า “เท่” ได้เปลืองสุดๆ ไปเลย โดยทาง Nothing ตั้งใจพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึกสนุกไปกับดีไซน์ ในขณะที่ยังสามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้อย่างอิสระ ไม่ต้องถูกตัดขาดจากสิ่งรอบข้าง เราไปอ่านรีวิวเจาะลึกกันเลยดีกว่าว่าจะมีจุดเด่นไหน สเปกภายในจะเป็นอย่างไร และจะน่าใช้งานแค่ไหน เราไปชมพร้อมๆ กันเลย

PRICE

  • สำหรับราคาและโปรโมชั่นของ Nothing Ear (open) รุ่นนี้ ราคา 4,499 บาท และราคา โปรโมชั้นเมื่อซื้อพร้อม สมาร์ทโฟน Nothing ราคาพิเศษ 3,599 บาท และมีแก้วน้ำเท่ๆ (Thermal Cup มูลค่า 999บาท) แถมมาด้วย สนใจสามารถไปกดสั่งซื้อที่ TikTok shop (เฉพาะ วันที่ 5-7 มิ.ย. 69) เท่านั้น
  • และในส่วนเรื่องบริการหลังการขาย (After Service) ของ Nothing Thailand เขาจัดหนักจัดเต็มมากๆ เพราะมีบริการ Call Center โทรฟรี ที่คอยช่วยเหลือและรับเรื่อง ผ่านหมายเลข 1800 018 320 และ 1800 013 896
  • มีศูนย์บริการรองรับลูกค้ามากถึง 10 สาขาทั่วประเทศ
  • และที่ว้าวสุดๆ คือเขารองรับบริการ SPEED-D ทำให้เราสามารถส่งซ่อมหรือรับเครื่องคืนผ่านร้าน 7-Eleven ใกล้บ้านได้เลย สะดวกและเข้าถึงง่ายแบบสุดๆ ครับ

UNBOX

เรามาดูอุปกรณ์ภายในกล่องกันบ้างครับว่าทางแบรนด์ให้อะไรมาบ้าง

  • หูฟัง Ear (open) ดีไซน์สุดล้ำ จำนวน 1 คู่
  • เคสชาร์จ (Charging case) แบบใสสุดพรีเมียม
  • สายชาร์จแบบ USB-C สำหรับเติมพลังงาน
  • คู่มือการใช้งาน (User guide)
  • เอกสารข้อมูลความปลอดภัยและการรับประกัน (Safety and warranty information)

DESIGN

แค่เห็นดีไซน์ก็กินขาดแล้ว! ทางด้านของการออกแบบ Nothing Ear (open) ยังคงเอกลักษณ์สไตล์ British design ที่เน้นความโปร่งใส (Transparent) เผยให้เห็นโครงสร้างแผงวงจรภายในที่จัดวางอย่างสวยงาม ในรุ่นนี้มีการปรับโทนสีใหม่เป็นเฉดสีน้ำเงิน (New Blue) ที่อ้างอิงจากแม่สีเดิม แต่นำมาปรับให้ดู softer และลดความอิ่มสีลง ได้แรงบันดาลใจจากเทคโนโลยียุควินเทจและงานศิลปะร่วมสมัย ทำให้มู้ดแอนด์โทนดูอบอุ่น เข้าถึงง่าย แต่ยังคงความเท่แบบ Playful และ Mature ไปพร้อมๆ กัน เป็นการเปลี่ยนลุคให้ดูเป็นสตรีทไอเทมที่สวมใส่ได้ในทุกโอกาส ไม่จำกัดแค่เฉพาะตอนออกกำลังกายเท่านั้น

เรื่องความสบายตอนสวมใส่คือดีเกินคาดมาก ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาหวิวเพียง 7.3 กรัม (เมื่อใช้ตาชั่งเทียบเอง) ต่อข้าง (ขนาด 51.3 x 41.4 x 14.4 มม.) เทียบน้ำหนักกับเหรียญ10 แล้วจะเห็นได้ว่ามันเบากว่ามากเลย และใช้วัสดุพรีเมียมอย่างลวดนิกเกิล-ไทเทเนียมบริเวณตะขอเกี่ยวหู ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงและทนทาน หุ้มด้วยซิลิโคนที่ไล่ระดับจากบางไปหนา ให้สัมผัสที่อ่อนโยนต่อผิว ไม่เกิดแรงกดทับ ทางแบรนด์ได้ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เอียงทำมุม 50 องศา วางตำแหน่งลำโพงอยู่เหนือใบหูพอดี โดยอาศัยระบบสมดุลแบบสามจุด (ด้านหน้า ด้านบน และด้านหลัง) วางพาดระหว่างโคนใบหู (helix root) และกระดูกอ่อนด้านหน้า (tragus) ทำให้ใส่กระชับ แน่นหนา แต่ให้ความรู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่อะไรเลย (Feels like Nothing) จะใส่วิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน หรือเล่นสเก็ตก็ไม่มีหลุดครับ

ส่วนเคสชาร์จก็จัดว่าเด็ด เพราะมาในรูปทรงแคปซูลใสที่บางเฉียบเพียง 19 มิลลิเมตรเท่านั้น (ขนาด 125.9 x 44.0 x 19.0 มม. น้ำหนัก 62.4 กรัม) ถือเป็นหนึ่งในเคสที่บางที่สุดในกลุ่ม OWS เลยก็ว่าได้ พกพาสะดวก หยิบใส่กระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง หรือถือในมือก็ลงตัว การจัดวางหูฟังในเคสก็ทำมาอย่างประณีต แค่เปิด หยิบ แล้วใช้งานได้ทันทีแบบไม่ต้องเล็งให้วุ่นวายครับ

SPEC & FEATURES

สเปกจัดหนักจัดเต็มตามสไตล์รีวิวไอทีครับ! หูฟังรุ่นนี้รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth เวอร์ชัน 5.3 มาพร้อม Codec เสียงมาตรฐานอย่าง AAC และ SBC รวมถึงโปรไฟล์การเชื่อมต่อที่ครบครัน สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ตโฟนระบบ iOS 13 ขึ้นไป และ Android 5.0 ขึ้นไปได้อย่างไร้รอยต่อ ครบจบในตัวเดียวด้วยฟีเจอร์ Dual Connection ที่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 เครื่องพร้อมกันแบบ Seamless สมมติว่าเรากำลังฟังเพลงจากแล็ปท็อปอยู่ แล้วมีสายเรียกเข้าจากมือถือ หูฟังก็จะสลับสเตตัสให้เราคุยสายได้ทันที และเมื่อวางสายเพลงก็จะเล่นต่อจากจุดเดิมอัตโนมัติครับ นอกจากนี้ยังมี Low Lag Mode ที่ช่วยลดความหน่วงต่ำกว่า 120 มิลลิวินาที ทำให้เอาไปเล่นเกมได้ลื่นไหล (ถ้าใช้มือถือ Nothing Phone จะสลับเข้าโหมดนี้ให้เองเมื่อเข้าเกม ส่วนผู้ใช้แบรนด์อื่นกดเปิดผ่านแอป Nothing X ได้เลย)

แบตเตอรี่ในรุ่นนี้ให้มาอึดมากๆ ตัวหูฟังมีความจุ 64 mAh สามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้ยาวนานสูงสุดถึง 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเมื่อใช้งานร่วมกับเคสชาร์จ (ความจุ 635 mAh) จะสามารถใช้งานรวมได้สูงสุดถึง 30 ชั่วโมง ส่วนใครที่เน้นคุยสาย หูฟังสามารถสแตนด์บายคุยต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง และรวมเคสเป็น 24 ชั่วโมงครับ มีระบบชาร์จเร็วผ่านพอร์ต USB-C เสียบสายชาร์จแค่ 10 นาที ก็สามารถสามารถฟังเพลงได้ต่ออีก 10 ชั่วโมง / (ใช้งานสูงสุด 10 ชั่วโมง) ตัวหูฟังและเคสยังผ่านการทดสอบมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นที่ IP54 ใส่ลุยฝนปรอยๆ หรือใส่ออกกำลังกายเหงื่อชุ่มๆ ที่เคยผ่านการทดสอบอุณหภูมิระดับ 55 องศาเซลเซียสมาแล้ว ก็ทำได้สบายหายห่วงครับ

จุดเด่นด้าน Smart Feature ที่ล้ำสุดๆ คือการรองรับการทำงานร่วมกับ AI อย่าง ChatGPT โดยตรง เมื่อใช้งานร่วมกับสมาร์ตโฟนที่มี Nothing OS เราสามารถใช้คำสั่งเสียงผ่านหูฟังถามตอบกับ ChatGPT ได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาเลย ส่วนการควบคุมหูฟังจะเป็นระบบบีบ (Pinch Controls) ที่ก้านหูฟัง บีบ 1 ครั้งเพื่อเล่น/หยุดเพลงหรือรับ/วางสาย, บีบ 2 ครั้งเพื่อเปลี่ยนเพลงถัดไปหรือตัดสาย, บีบ 3 ครั้งเพื่อย้อนเพลง และบีบค้างไว้เพื่อปรับลด/เพิ่มระดับเสียง ซึ่งทั้งหมดนี้เราสามารถเข้าไป Customise controls เพิ่มเติมได้ในแอปพลิเคชัน Nothing X รวมถึงมีฟีเจอร์ Find My Earbuds ไว้ตามหาหูฟังเวลาลืมวางไว้ด้วยครับ

SOUND

มาเจาะลึกทางด้านของเสียงกันครับ เนื่องจาก Ear (open) เป็นหูฟังแบบเปิดเวทีเสียง (Open Soundstage) จึงไม่ได้มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน (ANC) แบบหูฟังอินเอียร์ทั่วไป เพราะเขาดีไซน์มาให้เป็น Blissfully aware คือเน้นให้เรารับรู้เสียงรอบข้างได้อย่างเป็นธรรมชาติ เดินถนนได้ยินเสียงรถ หรืออยู่ในออฟฟิศได้ยินเสียงเพื่อนเรียกโดยไม่ต้องคอยถอดหูฟังหรือหยุดเพลง (No pausing) แต่ทุกคนไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวนะครับ เพราะเขามีระบบ Sound Seal System ที่ใช้ลำโพงแบบกำหนดทิศทาง พร้อมสร้างคลื่นเสียงย้อนกลับ (Anti-phase) ที่ช่องอะคูสติกด้านหลัง เพื่อมาหักล้างเสียงที่เล็ดลอดออกไป ทำให้ลดปัญหาเสียงรั่ว (Sound leakage) คนข้างๆ แทบจะไม่ได้ยินสิ่งที่เรากำลังฟังอยู่เลยครับ ได้ Privacy ในพื้นที่สาธารณะแบบเต็มๆ

ในด้านคุณภาพเสียง Nothing ยังคงเลือกใช้การปรับจูนเสียงร่วมกับ Dirac ซึ่งเป็นบริษัทด้าน Audio Technology จากสวีเดน ช่วยให้ตัวหูฟังมีการถ่ายทอดรายละเอียดเสียงที่ดีขึ้น ทั้งในเรื่องของมิติเสียง ความชัดของเสียงร้อง และความสมดุลของแต่ละย่านความถี่ ทำให้ Ear (open) ยังคงให้คุณภาพเสียงที่น่าสนใจ แม้จะเป็นหูฟังในรูปแบบ Open-Ear ก็ตาม

คุณภาพเสียงเมื่อเทียบกับหูฟังทรงโอเพ่นทั่วไปถือว่าจัดจ้านและดีเทลดีมาก! ภายในขับเคลื่อนด้วยไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 14.2 มิลลิเมตร ที่ออกแบบมาในลักษณะลดหลั่นกัน (Stepped driver) เพื่อขยับตำแหน่งเสียงให้เข้าใกล้รูหูมากยิ่งขึ้น ลดการสูญเสียของเสียงโดยไม่ลดทอนความสบาย ตัวไดอะแฟรมก็ถูกปรับแต่งรูปทรงเฉพาะ (Custom diaphragm) ให้โค้งและแบนลงตรงกลาง ซึ่งเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Nothing ช่วยลดความเพี้ยนของเสียงและเพิ่มมิติย่านความถี่ต่ำ แถมยังเคลือบด้วยไทเทเนียม (Titanium coating) ทำให้มีความแข็งแรง น้ำหนักเบากว่าชิ้นส่วนทั่วไป 30% ช่วยขับเสียงย่านความถี่สูง (Treble) ให้มีความคมชัดและแม่นยำขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 3 dB ในย่านเสียง 12 kHz ขึ้นไป เมื่อเทียบกับไดอะแฟรมกระดาษครับ

ส่วนใครที่กลัวว่าหูฟังโอเพ่นเบสจะหาย บอกเลยว่ารุ่นนี้มี Bass Enhance Algorithm ที่จะคอยตรวจจับย่านความถี่ต่ำแบบเรียลไทม์ แล้วปรับชดเชยเสียงเบสให้มีความลึกและหนักแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ หรือถ้ายังไม่สะใจก็สามารถเข้าไปใช้ Advanced Equaliser ในแอป Nothing X ที่เป็นแบบ 8-band ปรับความถี่และ Q Factor ได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง สร้างโปรไฟล์เสียงตามแนวเพลงที่ชอบ จะเซฟเก็บไว้, แชร์ให้เพื่อน, หรือดาวน์โหลด EQ Profile ของคนในคอมมูนิตี้ผ่าน QR Code มาใช้งานก็ทำได้ง่ายๆ สร้าง Sound Signature ของตัวเองได้เลยครับ

ด้านคุณภาพไมโครโฟนสำหรับคุยโทรศัพท์ ในรุ่นนี้ให้ไมโครโฟนมาถึง 2 ตัว พร้อมเทคโนโลยี Clear Voice ที่เสริมพลังด้วย AI ซึ่งผ่านการเทรนจาก 28 ล้านสถานการณ์ ทางแบรนด์ออกแบบช่องรับเสียงสนทนาให้เป็นรูปตัว L เพื่อหลบการปะทะของลมโดยตรง ทำให้ตัดเสียงสะท้อนและเสียงรบกวนได้เนียนกริบ ไม่ว่าจะเดินคุยริมถนนหรือเจอสภาพลมแรง เสียงคุยโทรศัพท์ก็ยังคมชัดเคลียร์ใสครับ

สรุป

Nothing Ear (open) ถือเป็นหูฟังโอเพ่นสไตล์สตรีทที่ ครบจบในตัวเดียว จริงๆ ครับ! ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ส่งตรงจากอังกฤษที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ใส่ออกไปข้างนอกก็ดูเป็นแฟชั่นไอเทมสุดเท่แบบ effortless เรื่องความสบายก็สอบผ่านฉลุย น้ำหนักเบาเพียง 8.1 กรัม ใส่นานๆ ได้แบบไร้อาการล้า ส่วนสเปกภายในและคุณภาพเสียงก็อัปเกรดมาแก้จุดอ่อนของหูฟังโอเพ่นแบบดั้งเดิมได้ดีเยี่ยม ทั้งเบสที่สัมผัสได้จริงจาก Bass Enhance และการกันเสียงรั่วไหลจากระบบ Sound Seal รวมถึงฟีเจอร์การควบคุมที่ครบครัน แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานถึง 30 ชั่วโมง และบริการหลังการขายของ Nothing Thailand ที่พร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจุดส่งซ่อม SPEED-D ที่ 7-Eleven ถือว่าคุ้มค่ามากๆ สำหรับใครที่กำลังมองหาหูฟังคู่ใจตัวใหม่ที่ใส่สบายตลอดวัน ให้เสียงดีเทลเยี่ยม และยังเชื่อมต่อกับสิ่งรอบตัวได้แบบไร้รอยต่อ รุ่นนี้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่แบบสุดๆ ครับ!