Aston Martin นั้นถือว่าเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากๆแบรนด์นึงจากประเทศอังกฤษ และมีความเป็นมาที่ค่อนข้างน่าสนใจครับแน่นอนว่าหลายๆคนนั้นคงจะทราบกันดีในแง่ของตัวแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์และค่อนข้างโดดเด่นในเรื่องของงานออกแบบ และจะได้พบเห็นตัวรถยนต์คันนี้แบรนด์นี้ที่คุ้นเคยกันดีในภาพยนต์ชุด 007 ที่ใช้แบรนด์รถยนต์ยี่ห้อนี้มายาวนานตั้งแต่สมัยแรกๆ คือเจ้า Aston Martin DB5 รุ่นคลาสสิคที่เราก็ยังเจอรุ่นนี้มาโลดแล่นบนภาพยนต์ชุดใหม่ๆ และ รวมถึงภาคล่าสุดก็มีเจ้าตัว DB5 มาด้วยเช่นกันถ้าหากใครติดตามและรวมถึงยังมีรุ่นพิเศษ DB10 และ ในภาพยนต์ก็มี DBS Superleggera ตัวล่าสุด รวมถึงรุ่นอื่นๆด้วยก็ต้องรอติดตามกัน ก็ถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์คู่ชุดหนังภาพยนต์เลยก็ไม่แปลกครับ ส่วนตัวแบรนด์นั้นประวัติความเป็นมาต้องบอกว่าด้วยชื่อแบรนด์นั้นแต่ก่อนจะเป็น Bamford & Martin และ หลังจากที่ชนะในการแข่งขันครั้งแรกในการไต่เขาแข่งขัน Aston Hills จนได้รับชัยชนะ และตั้งแต่ตอนนั้นจึงได้มีการเริ่มนำชื่อและเอกลักษณ์ของเทือกเขา Aston มาใช้จนถึงทุกวันนี้ และการใช้ชื่อ Aston นำหน้ายังส่งผลในยุคสมัยก่อนเวลาเปิดสมุดโทรศัพท์จะขึ้นเป็นชื่อแรกอีกด้วยเช่นกัน และในครั้งนี้จะเป็นการทำ SUV ครั้งแรกของประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์มาในชื่อ DBX พัฒนาใหม่ทั้งหมดนั้นทาง Aston Martin ได้มีความตั้งใจให้ SUV คันนี้เป็นรุ่นที่ขับสนุก และ รู้สึกไม่ต่างกับตัวอื่นในค่ายเลยทีเดียวครับ

EXTERIOR

งานออกแบบภายนอกนั้นต้องบอกว่าทาง Aston Martin มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ประจำตัวที่ชัดเจนมานานตั้งแต่ในส่วนตัวกระจังหน้าทรง S Curved ที่เด่นและมีความใหญ่รวมถึงไปถึงรูปทรงและส่วนโค้งเว้าที่เด่นชัดเจนและในครั้งนี้เป็นการพัฒนา Platform ใหม่ทั้งหมดเพื่อ DBX เท่านั้นทำให้มันมีความพิเศษแบบชัดเจนที่จะส่งผลให้ในเรื่องของการขับขี่ งานออกแบบทั้งหมด เป็น SUV ที่มีรูปทรงแบนและเตี้ยอย่างมาก  และ ยังอิงการออกแบบ Golden Ratio ในหลายๆส่วนของตัวรถทั้งในสัดส่วนด้านข้าง และกระจังหน้าส่วนด้านหน้าก็จะเห็นอัตราส่วน 1:3 หรือ 2:3 ทั้งหมดทำให้รูปทรงในค่ายนี้หลายๆรุ่นมีความสวยงามที่อมตะและดูได้ยาวนานเหนือกาลเวลาพอสมควร

รูปทรงของตัวรถนั้นถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นพื้นฐานใหม่ทั้งหมดแน่นอนว่าทำให้ในการออกแบบนั้นในรุ่นนี้จะเน้นเป็นพิเศษในเรื่องของการยืดฐานล้อให้มีความยาวที่สุดและแน่นอนว่าการยืดฐานล้อแบบนี้ส่งผลทำให้การขึ้นลง ระยะพื้นที่ข้างในรวมถึง การขับขี่นั้นทำได้ดีกว่าตัวอื่นชัดเจนครับเพราะ  Platform นี้ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเพื่อรุ่นนี้โดยเฉพาะครับ จะเห็นว่าในส่วนของด้านหน้านั้น ไฟหน้า รูปทรงช่องดักลมข้างหน้านั้นมีความแปลกใหม่พอสมควรรวมถึงกระจังหน้าขนาดใหญ่และมีความเอียงลงแบบชัดเจน และในภาพที่เห็นนั้นจะเป็นการยกระดับสูงสุดครับของช่วงล่าง ส่วนเส้นสายนั้นถือว่ามีความสวยงามและเน้นชัดเจนมา และเมื่อเรามองมาด้านหลังนั้นเราจะเห็น ว่าเอกลักษณ์ของไฟท้ายนั้นมีความโดดเด่นกว่ารุ่นอื่นๆมันจะไปคล้ายกับ Vantage รุ่นใหม่ชัดเจนมากๆและมีขนาดใหญ่มากขึ้นรวมถึงการออกแบบ Ducktail ที่ใหญ่ชัดเจนทำให้กดท้ายได้ดีขึ้น มี Downforce มากขึ้นแบบไม่ต้องมีสปอยเลอร์พิเศษครับ และหลังคาค่อนข้างลาดมาเยอะจนไปคล้ายกับพวกแนว Coupe ได้เลย ส่วนด้านข้างนั้นจะเห็นว่าแนวเส้นสายบ่าของตัวรถสูงและหลังคาเตี้ยพอสมควรแต่พื้นที่ข้างในนั้นกลับทำได้ดีกว่าที่เห็นอยู่เช่นกัน และกระจกด้านหลังนั้นจะไม่มีใบปัดน้ำฝนนะครับ เพราะเป็นการออกแบบไล่อากาศจากหลังคามาเพื่อเอาคราบน้ำหรือฝุ่นออกแทนนั้นเอง

ตัวล้อรุ่นนี้มีความพิเศษชัดเจนทั้งในเรื่องของลายล้อและขนาดในรุ่นนี้จะเป็นลายล้อพิเศษ 21 นิ้วซึ่งลายล้อพิเศษนี้จะต้องเพิ่มเงินประมาณ 500,000 บาท เพราะถ้าลายปกตินั้นจะเป็นอีกลายนึงและจะเป็นสีเดียวไม่ได้เล่น 2 สีแบบนี้ ตัวล้อให้มาในขนาด 22 นิ้ว พร้อมยาง Pirelli P Zero ที่พัฒนามาเป็นพิเศษเพื่อรุ่นนี้โดยเฉพาะ นั้นเองส่วนทางด้านคาริปเปอร์เบรคนั้นในรุ่นนี้จะเป็นสีแดงส่วนปกตินั้นจะเป็นสีดำครับ ในเรื่องของราคานั้นจะประมาณ 180,000 บาท แต่ทางด้านสเปคนั้นจะไม่ได้แตกต่างกันเป็นราคาพิเศษที่เพิ่มในส่วนของสีเท่านั้นส่วนวัสดุอะไรนั้นจะเหมือนกัน

ส่วนงานออกแบบในด้านข้างนั้นเราจะเห็นส่วนของช่องลมด้านข้างนั้นมีการออกแบบที่เป็น ชิ้นส่วนคาร์บอนพร้อมกับช่องลมขนาดใหญ่ที่จะระบายอากาศบริเวณหลังล้อหน้าให้เป็นระเบียบมากขึ้นแต่ชิ้นส่วนคาร์บอนที่เห็นนั้นจะเป็นออพชั่นเสริมพิเศษทั้งหมดที่ต้องเพิ่มเงินจากราคาพื้นฐานของตัวรถนะครับในส่วนคาร์บอนที่เห็นในภาพและรวมถึงกระจกมองข้างด้วยจะเป็นวัสดุคาร์บอนทั้งหมดเลย และมีไฟเลี้ยวในตัวในด้านหน้าและด้านข้างรวมถึงมีกล้องรอบคัน 360 องศา มาให้ด้วย ในฝากระโปรงนั้นจะเป็นช่องลมซ้ายขวา และมีชิ้นส่วนคาร์บอนเสริมเข้ามาด้วยครับในจุดนี้

มือจับประตูทางด้านแอสตันมาร์ตินนั้นยังคงเอกลักษณ์เหมือนกับรุ่นอื่นๆครับบเป็นประตูแบบ ShakeHand door ซึ่งจะเป็นการเปิดที่คล้ายๆกับการจับมือนั้นเองโดยเราจะเจอที่เปิดประตูแบบนี้ในหลายๆรุ่นของค่ายนี้วิธีการเปิดนั้นจะสามารถกดเปิดโดยเอานิ้วจิ้มในส่วนข้างหน้าและมันจะเด้งขึ้นและเราก็สามารถดึงประตูออกมาได้เลยครับและแน่นอนว่ารองรับระบบ Smart Entry ไม่ต้องกดอะไรแค่แตะแล้วมันจะปลดล็อคเองครับก็ถือว่าดีไซน์เรียบๆแต่แปลกตา

ทางด้านเสา B ของตัวรถหรือเรียกง่ายๆว่าเสาระหว่างประตูหน้าและหลังครับทางจุดนี้นั้น Aston Martin ใส่ใจในงานออกแบบอย่างมากเพราะว่าได้ตั้งใจ้ให้มีความเรียบเนียนไปกับกระจกประตูหน้าหลังให้มากที่สุดจนใช้กระจกจริงๆในส่วนของเสาตรงนี้จะเห็นได้จากด้านข้างว่ามันเรียบเนียนไปทั้งหมดและไม่มีส่วนนูนออกมาแบบรุ่นอื่นที่เราเคยเห็นกันมาและยังใส่ใจในเรื่องงานออกแบบไปอีกขั้นโดยจะเห็นว่าตรงขอบประตูขอบกระจกเราจะไม่เห็นขอบยางเลยแม้แต่น้อยเพื่อลดแลงเสียดทานให้ได้มากที่สุดและเน้นเรื่องของการไหลเวียนลมให้ลื่นไหลที่สุดในการขับขี่ความเร็วสูง

ไฟท้ายและไฟหน้านั้นถือว่ามีความสวยงามและยังคงโดดเด่นครับ ไฟหน้านั้นเป็น Bi-LED ปรับสูงต่ำอัตโนมัติแต่ไม่มีระบบ Matrix LED อะไรนะครับในตัวนี้แต่ก็มีระบบตรวจจับรบสวนมาเปิดปิดไฟสูงให้เองครับ ทางด้านตัวไฟหน้านั้นแยกกันชัดเจนไฟหน้าด้านบนนั้นจะเป็นแค่ไฟหลักเท่านั้นพร้อมกับดวงโคมขนาดใหญ่รวมถึงหลอดไฟที่ใหญ่มากๆกินแสงไปถึงด้านข้างได้เลยด้วยการออกแบบรูปทรงตัวโคมแบบนี้ ส่วนด้านล่างนั้นน่าสนใจครับจะเป็นช่องลมจริงๆไม่ใช่ช่องลมหลอกแบบตัวอื่นๆที่เรามักจะเห็นว่าเป็นแค่งานออกแบบ แต่ในรุ่นนี้ใส่เข้ามาจริงๆพร้อมกับออกแบบส่วนไฟเลี้ยว และ ไฟ  DRL ไปในตัวและมีความลึกเข้าไปแบบ 3 มิติสวยงามและรายละเอียดสวยงามมากๆครับตรงนี้  และทางด้านไปท้ายในคันนี้เราจะเห็นการดึงงานออกแบบของทางรุ่น Aston Martin Vantage มาและปรับให้เข้ากับคันนี้มากขึ้น รวมถึงมีความโดดเด่นและดึงดูดสายตาได้อย่างมากครับ ไฟเบรคไฟหรี่ เส้นโค้งยาวสวยงาม และไฟเลี้ยวนั้นจะอยู่ขอบซ็ายขวาเป็น 2 แถบตามภาพล่างสุดครับ ส่วนไฟเบรคนั้นจะสว่างตรงกลางใหญ่ชัดเจนเลยแหละ เป็นไฟเบรคดวงที่ 3 ไปในตัวได้เลย และไฟถอย LED จะแทรกอยู่ตรงใต้ป้ายทะเบียนครับ ตรงกันชนล่างสุดตรงกลางตัวรถ

ทางด้านชายกันชนล่างท้ายรถนั้นเราจะเห็นชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ขนาดมหึมาติดตั้งอยู่และแน่นอนว่าเป็นออพชั่นเสริมนะครับในคันนี้รวมถึงจะเห็น ครีดรีดอากาศในส่วนของตัวชายล่างในการจัดระเบียบอากาศเวลาทำความเร็วสูงและยังส่งผลถึงการขับขี่ และ การควบคุมที่ดีกว่าเดิมทั้งนี้ ด้านท้ายเราจะเห็นป้ายทะเบียน และ ท่อคู่ซ้ายขวา และงานออกแบบลวดลายเล็กน้อยรอบๆท่อไอเสียและยังมีการหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์อีก 1 ชั้นถือว่าจัดเต็มและสวยงามพอสมควร อีกทั้งยังมีส่วนของทับทิมไฟท้ายสำหรับการสะท้อนแสงและไฟถอยนั้นจะอยู่ใต้ป้ายทะเบียนตรงชายล่าง

การเข้าออกประตูนั้นอีกจุดที่ชอบคือการออกแบบประตูให้หุ่มไปถึงใต้ตัวถังอย่างที่เราเห็นในภาพครับว่าขอบประตูมันลงไปลึกและโค้งเข้าไปข้างในแน่นอนว่าการออกแบบแบบนี้ทำให้ไม่มีโคลนเลอะหรือฝุ่นลอดเข้ามาข้างขอบประตูส่วนล่างทำให้เวลาเราก้าวขึ้นลงนั้นชายขากางเกงจะไม่เลอะฝุ่นโคลน ถือว่าเป็นการออกแบบที่ใส่ใจอย่างมาก และจะเห็นในภาพข้างบนว่ามันขึ้นลงได้ง่ายและสะดวกอีกทั้งประตูหลังนั้นเราจะเห็นว่าซุ้มล้อค่อนข้างหลบไปข้างหลังเป้นผลมาจากการออกแบบ Platform ใหม่ทั้งหมด ฐานล้อยาวที่สุดในบรรดา SUV ทำให้ไม่มีส่วนโค้งมาเกะกะทำให้ขึ้นลงได้ง่ายและสะดวกไม่เหมือนกับ SUV คันอื่นและมีพื้นที่การขึ้นลงที่สะดวกอย่างมากและกว้างขวางพอสมควร และประตูยังมีการยกขึ้นแบบ ปีกหงส์แบบรุ่นอื่นๆและใช้กระจกแบบ 2 ชั้นเป็น Frameless ทั้งหมดไม่มีขอบประตูนั้นเอง

INTERIOR

งานออกแบบภายในนั้นยังคงใช้โทนสีแดงที่เป็นโทนเข้มและดูดีพอสมควรและการวางตำแหน่งในเรื่องของปุ่มเกียร์และหน้าจอการใช้งานยังคงมีกลิ่นอายของภายในยุคก่อนพอสมควรครับ แต่เมื่อมาอยู่ในร่างของ SUV นั้นทำให้มีความอลังการมากที่สุดหน้าจอโดนย้ายลงมาข้างลางและย้ายปุ่มเกียร์ สตาร์ทเครื่องยนต์ไปข้างบนสุดครับและผสมผสามงานออกแบบยุคใหม่เข้ามาทั้งปุ่มการควบคุมอะไรแต่ยังคงความหรูหรามากกว่าตัว Vantage อีกทั้งยังมความความสสิคผสมอยู่ ตัวภายในเข้ามานั้นเราจะเจอเลยว่าเป็นหนังทุกส่วนของตัวรถและเย็บมืองานสวยเนียนอย่างมาก

งานออกแบบภายในห้องโดยสารเวลานั่งจะรู้สึกถึงความโปร่งกว้างและยังได้หลังคากระจกแบบเต็มตาไม่มีอะไรมากั้นรวมถึงใหญ่มากที่สุดเท่าที่เคยทำมาและแน่นอนว่าจะไม่เห็นคานอะไรมากั้นเลยอันนี้ต้องยกความดีของการออกแบบตัวรถได้อย่างดีแต่การออกแบบแบบนี้ทำให้เราไม่สามารถปรับเปิดรับอากาศจากภายนอกรถได้เลยเป็นแค่เปิดปิดม่านบังแดดเท่านั้นครับแต่ก็แลกกับความโปร่งของห้องโดยสารมาแทนนั้นเอง และพื้นที่ข้างหลังนั้นถือว่ากว้างขวางและสะดวกสบายมากพอสมควรสามารถนั่ง 3 คนได้แบบกำลังดีและมี Headroom Legroom กว้างขวางอย่างมาก

ภายในห้องโดยสารตอนหน้านั้นถือว่ามีความโอ่โถงและกว้างขวางที่ค่อนข้างชอบนั้นจะเป็นในส่วนของตำแหน่งการนั่งที่แม้จะเป็น SUV แต่พอได้เข้ามานั่งนั้นทำให้รู้สึกเลยว่าไม่มีความแตกต่างกับรถทั่วไปหรือจะให้รู้สึกค่อนข้างเตี้ยและไม่ได้โดดจากตัวรถนั้นเองครับ ส่วนตำแหน่งการวางปุ่มอะไรอยู่ในระยะกำลังดีเอื้อมถึงได้ง่ายและวัสดุหนังในทุกส่วนที่เราสัมผัสจริงๆมีความเป็นผู้ดีอังกฤษได้เต็มที่ที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา ตัวหนังทำได้นุ่มและเรียบเนียบทั้งตัวเบาะและพวงมาลัย อีกทั้งตัวเบาะยังมีความโอบกระชับกำลังดีและพื้นที่วางขาอะไรสบาย คอนโซลกลางสูงแต่ก็ไม่เบียดขา รวมถึงแม้จะดันเบาะมาสูงก็ไม่ติดในส่วนของพื้นที่เหนือศรีษะอะไรเลยแม้แต่น้อยสำหรับตำแหน่งการใช้งานคันนี้

ตำแหน่งการนั่งของเบาะหลังนั้นต้องบอกว่าที่ชอบอย่างที่ทางเราเขียนไปนั้นจะเป็นการขยายฐานล้อที่กว้างยาวที่สุดทำให้ไม่มีซุ้มล้อเวลาขึ้นลงอีกทั้งยังทำให้มีพื้นที่วางขาได้กว้างมากแม้จะเห็นว่ารูปทรงนั้นมีความกระชับในบอดี้ของตัวรถก็ตามและแม้จะดูหลังคาเตี้ยแต่ก็มีพื้นที่เหนือศรีษะเยอะมากๆอีกทั้งได้หลังคากระจกกว้างๆเข้ามาช่วยตอบโจทย์ได้ดี ตัวเบาะนั้นรองรับส่วนขาได้ดีมีความนุ่มกำลังดีและพนักผิงหัวนั้นทำได้ดีเช่นกันแต่จะต้องยกขึ้นมาระดับนึงที่วางแขนตรงกลางมีมาให้พร้อมกับมีช่องแอร์ตรงเสาประตูและะตรงกลางพร้อมกับที่ชาร์จไฟมือถือได้ด้วยครับ แต่ไม่มีหน้าจอส่วนตัวอะไรมาให้ในข้างหลังหรือที่วางแก้วนั้นไม่มีที่ปิดหรือที่เก็บของเพิ่มเติมมาให้เท่าไร ส่วนตัวเบาะนั้นพับได้ 3ชิ้นแยกเลยครับ  40:20:40 เลยนั้นเอง และสามารถกดได้จากปุ่มหลังเบาะหรือหลังตัวรถที่เก็บของได้ทั้งหมดครับ

 ที่เก็บสัมภาระด้านท้าย ขนาด 632 ลิตร ถือว่ามีความกว้างขวางอย่างมากและฝาท้ายเปิดปิดด้วยไฟฟ้านะครับแน่นอนว่าด้วยทรงหลังคาทำให้ความสูงเวลาเปิดไปแล้วอาจจะไม่ได้สูงมากนัก ต้องระวังเวลาเก็บของพอสมควรส่วนในเรื่องของที่เก็บของนั้นมีความลุกและสูงรวมถึงมีวัสดุหนังแท้และหนัง Alcantara ผสมกันไปและโทนสีเดียวกับห้องโดยสารครับแน่นอนว่ามีไฟมาให้ 2 มุมและปุ่มด้านขวาสำหรับ กดพับเบาะและด้านซ้ายสำหรับกดท้ายให้ต่ำลงเวลาขนของนั้นเองก็ถือว่าเป็นห้องสัมภาระที่กว้างขวางพอสมควรครับและสามารถพับเบาะแยกได้อิสระ 40-20-40

หน้าจอตรงกลางนั้นให้มาในขนาด 12.3 นิ้วระบบสัมผัสครับและปุ่มควบคุมแอร์นั้นจะอยุ่ในโซนข้างล่างยังคงใช้งานปุ่มแบบธรรมดาไม่ใช่ระบบสัมผัส แต่ที่ชอบคือการออกแบบนั้นค่อนข้างแบ่ง 50/50ได้เป๊ะ ย้ายซ้ายขวาสำหรับพวงมาลัยได้แบบไม่ต้องมาแตะต้องคอนโซลกลางเลยแม้แต่น้อยรวมถึง ปุ่มสตาร์ทและ เกียร์ยังคงโดดเด่นอย่างมาก

งานออกแบบพวงมาลัยนั้นมีความสวยงามหนาและวัสดุที่เอามาใช้งานนั้นมีความพรีเมี่ยมไม่ต่างกับส่วนอื่นๆรวมถึงปุ่มกดความรู้สึกเวลากดสัมผัสนั้นให้ความพรีเมี่ยมอย่างมาก เล่นกับโทนสีดำแดงได้อย่างลงตัวพร้อมกับพวงมาลัยแบบหนานุ่มพิเศษที่ต้องเพิ่มเงินเรียกว่าพวงมาลัย Comfort นั้นเองครับ และแน่นอนว่าคอนโซลกลางเป็นที่อยู่ของปุ่มการควบคุมทั้งหมด ไฟระบบจอดหรือว่าจะเป็นช่วงล่างนั้นเองและที่ควบคุมระบบ สัมผัสและปุ่มต่างๆที่ระบบนั้นยกมาจากทาง Mercedes ที่เป็นเครือเดียวกันก็จะใช้งานแบบเดียวกันแต่เสริมด้วยการตกแต่งหนังแท้ที่พรีเมี่ยมมากขึ้นและเป็นที่วางกุญแจด้วยนั้นเองครับ ส่วนตัวเรือนไมล์นั้นมีขนาด 10.4 นิ้วจอดิจิตอลทั้งหมดเลยแต่หน้าตาตัวขายจริงนั้นอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงกว่านี้ครับในจุดนี้ และที่ชอบอย่างมากนั้นตัวคอนโซลกลางนั้นเป็นแบบลอยทำให้เรื่องช่องเก็บของด้านล่างมีใส่กระเป๋าถือได้รวมถึงใส่ที่ชาร์จไร้สายสำหรับมือถือมาให้ 1 ตำแหน่งด้วยครับในภาพล่างสุด

แอร์หลังให้มาพร้อมกับระบบแยกอิสระซ้ายขวาได้เลยรวมถึงการปรับอุ่นเบาะและแน่นอนว่ามีที่กดล็อคประตูมาให้และช่อง USB TYPE-A สำหรับเสียบชาร์จไฟมือถือนั้นเองครับแอร์หลังจะมีทั้งหมด 4 ตำแหน่งครับรวมถึงเสาประตูด้วย ส่วนที่วางแขนตรงกลางนั้นแอบดูธรรมดาไปนิดหน่อยเพราะไม่มีช่องปิดหรือช่องเก็บของอะไรเพิ่มเติมเท่าไรนักครับ

ENGINE

ทางด้านเครื่องยนต์นั้นจะหยิบใช้เครื่อง AMG ที่เป็นเครือเดียวกันโดยใช้ เบนซิน แบบ V8 ขนาด 4.0 ลิตร 3,982 ซีซี. พ่วงเทอร์โบคู่ กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 83.0 x 92.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 8.6 : 1  พละกำลังสูงสุด 550 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ที่ 2,200 – 5,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ  อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 4.5 วินาที Top Speed ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 291 km/h  ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อม Electronic Differential Lock  ช่วงล่างถุงลม Adaptive Triple Air Suspension โหมดการขับขี่ให้เลือก 5 รูปแบบ Terrain+ / Terrain / GT / Sport / Sport + พร้อมกับ Platform ทำจากอะลูมิเนียมทั้งหมด เช่นเดียวกับที่ Aston Martin นั้นใช้งานในรุ่นอื่นๆของตัวเองด้วย

PRICE 

สำหรับในเรื่องของราคานี่น ทาง Aston Martin DBX V8 4.0 Bi-Turbo  เปิดราคาเริ่มต้น  19,900,000 บาท และ ในคันที่เรามาพรีวิวในครั้งนี้เป็นรุ่นที่ออพชั่นจัดเต็มทุกส่วนทำให้ราคาคันที่เราพรีวิวนั้นจะเป็นราคา 28 ล้านบาทไทยโดยประมาณครับ และเป็นส่วนออพชั่นคาร์บอนที่เพิ่มเข้ามาทั้งหมดเลย ก็ถือว่าเป็นโอกาศครั้งสำคัญที่เราได้มาสัมผัสจับลองในรถยนต์ SUV ครั้งแรกของแบรนด์ในรอบ 100 กว่าปีเป็นรุ่นที่ตั้งใจทำออกมาอย่างมาก พัฒนาทุกอย่างใหม่หมดในแง่ของ Platform ครับและเป็น SUV ที่ออกแบบสวยงามมากตัวนึงเลยก็ว่าได้ยิ่งเห็นตัวจริงยิ่งโดดเด่นกว่าในรูปครับเพราะสัดส่วนเงามันลงตัวกว่ารูปที่เราเห็นโปรโมทกันและเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญจริงๆในการลงมาลุยตลาดนี้ครับและน่าติดตามว่าปีนี้จะมีอะไรน่าสนใจจากค่ายนี้กันอีกไหม และจะได้เห็น Aston Martin DBX ไปโลดแล่นในภาพยนต์ 007 ภาคใหม่ไหมนั้นต้องรอติดตามกันต่อไปครับ และในโอกาศครั้งนี้ทาง Techhangoout Auto ต้องขอขอบคุณทาง Aston Martin ประเทศไทยสำหรับโอกาศพิเศษครั้งนี้ครับผม

สำหรับพรีวิวนี้เป็นการทำบทความเกี่ยวกับรถยนต์ หรือ สายยานยนต์ของเรา และถ้าหาก มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ มีข้อเสนอแนะ หรือข้อเสนอแนะอะไร ยังไงสามารถแจ้งเราได้เสมอเพื่อการปรับปรุงที่ดีขึ้นครับ เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกเรารีวิวรถรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ จะพยายามจัดหามาให้อ่านกันเยอะๆ ขึ้นเรื่อยๆ ครับ … สำหรับ Techhangout Auto !

ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

0 Shares

Comments กันได้เลย !

Comments