สถิติการขายรถยนต์ในปี 2568
ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2568 ยังคงเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายจากสภาวะโดยรวมของเศรษฐกิจในประเทศและทิศทางของตลาดในปีที่ผ่านมา สะท้อนมายังตลาดรถยนต์ในประเทศที่ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตัวเลขยอดขายรวมในปี 2568 อยู่ที่ 621,166 คัน หรือเพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับ ปี 2567
| สถิติการขายรถยนต์ในปี 2568 | ยอดขายปี 2568 | การเปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2567 |
| ปริมาณการขายรวม | 621,166 คัน | +8.5% |
| รถยนต์นั่ง | 239,236 คัน | +6.7% |
| รถเพื่อการพาณิชย์ | 381,930 คัน | +9.6% |
| รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) | 187,733 คัน | -6.2% |
| รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) | 143,817 คัน | -12.0% |
ตลาดรถยนต์ในปี 2568 มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากแรงสนับสนุนของมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการฟื้นตัวยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเผชิญข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่
ในส่วนตลาดรถยนต์นั่งที่เติบโตขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการตอบรับมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐโดยเฉพาะช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตามสำหรับตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะรถกระบะ ยังคงเผชิญความท้าทายเนื่องจากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับความเข้มงวดของเงื่อนไขสินเชื่อ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อการตัดสินใจซื้อและการฟื้นตัวของตลาดในกลุ่มดังกล่าว
สำหรับยอดขายของโตโยต้าในปี 2568 มียอดขายโดยรวมอยู่ที่ 230,038 คัน หรือเพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยยังคงความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 หรือเท่ากับ 37.0% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด และสามารถครองความเป็นอันดับ 1 ได้ทั้ง 7 ตลาดหลัก โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์นั่ง โตโยต้ายังคงสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ที่ 34.4% จากความนิยมของรถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์ (ECO Car) ที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 48.7% และในกลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV) ของโตโยต้าที่ยังคงได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจในคุณภาพ สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้สูงถึง 47.4% จากตลาดรถเครื่องยนต์ไฮบริดทั้งหมด
ในขณะที่สัดส่วนยอดขายของตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ยังคงครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 38.7% จากความนิยมของรถกระบะไฮลักซ์ที่รองรับการใช้งานที่หลากหลายและครอบคลุมทุกรูปแบบ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค ตลอดจนความสำเร็จของ Toyota Hilux TRAVO ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของไฮลักซ์ในตลาดรถกระบะสูงที่สุด 48.7% (ตั้งแต่เปิดตัวโครงการ IMV) และจะมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์เพื่อการพานิชย์ของไทยในปีนี้
นอกจากนี้ การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการมีผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่หลากหลายของโตโยต้า รวมถึงการมีเครือข่ายงานบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งผู้แทนจำหน่ายกว่า 153 ราย และศูนย์บริการกว่า 451 แห่ง ทำให้ลูกค้าอุ่นใจและไว้วางใจที่จะใช้รถโตโยต้า และมีส่วนทำให้โตโยต้าสามารถเข้าถึงและใกล้ชิดกับลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายต่างๆได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
| สถิติการขายรถยนต์ของโตโยต้าในปี 2568 | ยอดขายปี 2568 | การเปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2567 | ส่วนแบ่งตลาด |
| ปริมาณการขายโตโยต้า | 230,038 คัน | +4.4% | 37.0% |
| รถยนต์นั่ง | 82,258 คัน | +22.9% | 34.4% |
| รถเพื่อการพาณิชย์ | 147,780 คัน | -3.7% | 38.7% |
| รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) | 84,754 คัน | -6.9% | 45.1% |
| รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) | 70,098 คัน | -10.1% | 48.7% |
แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569
แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569 คาดว่าจะยังคงอยู่ในสภาวะทรงตัว โดยยังคงต้องเฝ้าดูสถานการณ์เศรษฐกิจและทิศทางการเมืองภายในประเทศ รวมถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลต่อปริมาณการขายและการส่งออกรถยนต์ ตลอดจนการที่ทางสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และทิศทางของนโยบายอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากความกังวลต่อความสามารถในการชำระหนี้จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง
อย่างไรก็ดี เชื่อว่ายังพอมีแรงหนุนด้านอุปสงค์จากกิจกรรมในภาคธุรกิจและการลงทุน นโยบายของภาครัฐที่จะสนับสนุนการใช้จ่ายให้เร่งตัวขึ้น การขยายตัวของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมภายในประเทศและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ตลอดจนการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับกลยุทธการส่งเสริมการขายจากผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ต่างๆ ทำให้คาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ในปี 2569 จะอยู่ที่ 630,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
| ประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2569 | ยอดขายประมาณการ ปี 2569 | เปลี่ยนแปลงเทียบกับ ปี 2568 |
| ปริมาณการขายรวม | 630,000 คัน | +1.4% |
| รถยนต์นั่ง | 224,500 คัน | -6.2% |
| รถเพื่อการพาณิชย์ | 405,500 คัน | +6.2% |
สำหรับโตโยต้า ตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 243,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 6% โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 38.6%
| ประมาณการยอดขายรถยนต์โตโยต้าในปี 2569 | ยอดขายประมาณการ ปี 2569 | เปลี่ยนแปลง เทียบกับปี 2568 | ส่วนแบ่งตลาด |
| ปริมาณการขายโตโยต้า | 243,000 คัน | +6.0% | 38.6% |
| รถยนต์นั่ง | 80,550 คัน | -2.0% | 35.9% |
| รถเพื่อการพาณิชย์ | 162,450 คัน | +10.0% | 40.1% |
| รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) | 99,800 คัน | +18.0% | 48.3% |
| รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) | 81,800 คัน | +17.0% | 51.4% |
ปริมาณการส่งออกรถยนต์และการผลิตของโตโยต้าในปี 2568
ในปี 2568 โตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปไปจำนวน 358,135 คัน เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2567 โดยยอดรวมการผลิตรถยนต์สำหรับการขายภายในประเทศและการส่งออกในปี 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 564,933 คัน หรือเพิ่มขึ้น 5 % จากปี 2567
| ปริมาณการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปและการผลิตของ โตโยต้าในปี 2568 | ปริมาณในปี 2568 | เปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2567 |
| ปริมาณการส่งออก | 358,135 คัน | +6% |
| ยอดผลิตรวมทั้งส่งออกและการขายในประเทศ | 564,933 คัน | +5% |
เป้าหมายการส่งออกรถยนต์และการผลิตของโตโยต้าในปี 2569
สำหรับเป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของโตโยต้าในปี2569คาดการณ์ว่ายังต้องเผชิญกับภาวะทรงตัวสอดคล้องกับสถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจโลกหากแต่ยังพอมีสัญญานบวกจากแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มประเทศคู่ค้าในโซนเอเชียและตะวันออกกลางส่งผลให้โตโยต้าตั้งเป้าปริมาณการส่งออกรถยนต์อยู่ที่425,000คันหรือเพิ่มขึ้น19% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาและได้ตั้งเป้าการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของปี2569อยู่ที่ราว633,850คันหรือเพิ่มขึ้น12% จากปีที่ผ่านมา
| เป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปและการผลิตของโตโยต้าปี 2569 | ปริมาณในปี 2569 | เปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2568 |
| ปริมาณการส่งออก | 425,000 คัน | +19% |
| ยอดผลิตรวมทั้งส่งออกและการขายในประเทศ | 633,850 คัน | +12% |
แนวทางในการดำเนินงานด้านอื่นๆของโตโยต้าในประเทศไทย

โตโยต้ายึดมั่นในแนวคิด “Best in Town” โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า รวมถึงการส่งมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายตลอดวงจรชีวิตการใช้งานยานพาหนะและบริการ ทำให้รถยนต์โตโยต้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตลูกค้าในระยะยาว พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต ตลอดจนพัฒนาการบริการทั้งในด้านการขาย การดูแลหลังการขาย และการซ่อมบำรุง เพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ
แคมเปญ “Trusted by Toyota” เป็นแคมเปญที่เปิดตัวโดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ในปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเสริมภาพลักษณ์ด้านความน่าเชื่อถือให้แก่แบรนด์โตโยต้าในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับการให้บริการ รวมถึงสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกซื้อรถยนต์ การบริการหลังการขาย และการดูแลลูกค้าผ่านความใส่ใจในทุกมิติ
- การยกระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานที่โปร่งใส และการมอบบริการที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางด้านผลิตภัณฑ์และการบริการแก่ลูกค้าคนไทย
- การนำเสนอสินค้าและนวัตกรรมด้านยานยนต์ที่เหมาะสมต่อความต้องการของคนไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เสนอทางเลือกที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นผู้นำในรถยนต์พลังงานไฮบริด (HEV) ของประเทศไทย หรือการเดินหน้าส่งเสริมนโยบายพลังงานสะอาด โดยการเปิดตัวรถ EV ใหม่ในประเทศไทย เช่น Toyota bZ4X และ Hilux TRAVO-e ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% เจาะกลุ่มตลาดผู้ที่มองหาเทคโนโลยีอนาคต ขณะเดียวกัน โตโยต้ายังคงยึดมั่นในแนวทาง Multi-Pathway ที่มุ่งมั่น “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับการใช้งานที่แตกต่างและตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุม
- การพัฒนาบริการหลังการขายสู่มาตรฐานระดับสูง เพื่อยกระดับคุณภาพควบคู่กับความสะดวกและรวดเร็ว ด้วยเครือข่ายศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลกว่า 451 แห่งทั่วประเทศ พร้อมบริการ T-Connect แอปพลิเคชันสำหรับลูกค้าโตโยต้า ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการนัดหมายเช็คระยะ ตรวจสอบสถานะรถยนต์ และแจ้งขอความช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาและขยายศูนย์บริการซ่อมรถยนต์ทางเลือกใหม่ฟิกซ์ฟิต (FIXFIT) ภายใต้การควบคุมมาตรฐานการดำเนินงานโดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ซึ่งเปิดให้บริการรถยนต์ทุกยี่ห้อ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้านอกระยะเวลารับประกันที่ต้องการความสะดวก คุ้มค่า และคุณภาพที่เชื่อถือได้ ด้วยทีมช่างผู้ชำนาญและอะไหล่คุณภาพ โดยปัจจุบันมีสาขาให้บริการแล้ว 21 สาขา ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ และตั้งเป้าหมายในการเปิดให้บริการมากกว่า 40 สาขา ภายในปี 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดบริการหลังการขาย และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
ยิ่งไปกว่านั้น โตโยต้ายังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่ดี ผ่านการดำเนินกิจกรรมและขยายผลการดำเนินงานในโครงการต่างๆอย่างต่อเนื่อง อาทิ
• การรณรงค์ด้านการขับขี่ปลอดภัยกับ “โครงการโตโยต้าถนนสีขาว“ เพื่อสร้างสังคมคนขับรถดี โดยมุ่งเป้าลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บของผู้ใช้รถใช้ถนน ผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยให้ครอบคลุม ทุกวัย ตลอดจนการร่วมมือกับมูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ และพันธมิตรอื่น ๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้โครงการ TRUST (Thailand Road Users Safety through Technology) โดยมีแนวทางในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงระบบและการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ลดการเสียชีวิต และการบาดเจ็บในกลุ่มผู้ใช้ถนนในประเทศไทย
• การรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนผ่านโครงการต่างๆ อาทิ “โครงการลดเปลี่ยนโลกและ “โครงการรถเปลี่ยนโลก”
• การดำเนินโครงการ “โตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์” โดยถ่ายทอดและแบ่งปันองค์ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนไทย ภายใต้แนวคิด “วิถีชุมชนพัฒน์… TSI Way”
• การดำเนินโครงการ “Toyota GIVING ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” ซึ่งเป็นพันธกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านการให้ในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ ภูมิปัญญา และการศึกษา รวมถึงการเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ฟื้นฟูความเป็นอยู่ และส่งต่อกำลังใจให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน







