realme แม้จะใกล้สิ้นปีแล้วแต่ยังคงเป็นแบรนด์ที่ยังคงเปิดตัวอย่างต่อเนื่องและไม่ใช่รุ่นธรรมดาแต่เป็นรุ่นระดับเทพเรือธงเลยก็ว่าได้ พร้อมกับดีไซน์บางเบา แต่ได้พลังเรือธง MTK Dimensity 1000+ พร้อมกับเป็นรุ่นแรกที่ใช้งานหน้าจอ SuperAMOLED และได้ รีเฟรชเรท 120Hz บอกเลยว่าเป็นหน้าจอที่เทพที่สุดของค่ายแล้วในตอนนี้ อีกทั้งยังใช้งานรองรับ 5G รวมถึงงานออกแบบมีความสวยงาม ฝาหลังโดดเด่นและสเปกในส่วนอื่นๆนั้นจัดหนักอย่างมากทำให้แบรนด์นี้ต้องบอกว่าปี 2020 ยังคงเดินหน้าเปิดตัวกันเรียกได้ว่าทุกเดือน และเดือนละหลากหลายรุ่นจนตามไม่ทันกันเลยทีเดียว และหลังจากที่ได้ลองใช้งาน สัมผัสมาระยะนึงก่อนเปิดตัวนั้นเป็นรุ่นที่ค่อนข้างชอบอย่างมากครับ

realme X7 Pro 5g ตัวนี้มาพร้อมกับการใช้งาน MTK Dimensity 1000+ ตัวแรงล่าสุดของทางค่ายมาพร้อมกับ RAM 8GB STORAGE 128GB การ์ดจอที่มาพร้อมตัวชิปนั้นคือ Mali G77 MP9  และแน่นอนว่า รองรับ 5G Dual Stanby ด้วยเช่นกันครับ ทางด้านหน้าจอนั้นบอกเลยว่าเป็นหน้าจอที่เทพที่สุดของทางค่ายแล้วในตอนนี้ มาพร้อมกับหน้าจอ แบบ Super AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว การใช้งานลื่นไหลด้วยอัตรา Refresh Rate 120 Hz รองรับสแกนนิ้วบนหน้าจอ และ สีสวย และสู้แสงได้ดีรวมถึงเป็นหน้าจอแบบเจาะรูเช่นกันในความ ละเอียด 2400x 1080 FHD+  และ สัดส่วน Screen-to-body ratio 91.6% สัมผัสสูงถึง  240Hz และที่น่าสนใจคือรองรับความสว่างสูงมากๆถึง 1,200 nit และค่าสี 100% DCI-P3, 103% NTSC รวมถึงใช้งาน Corning Gorilla Glass 5 จากสเปกที่บอกมากล้าพูดว่าหน้าจอที่ดีที่สุดของค่ายนี้ในตอนนี้เลยนั้นเอง มาพร้อมกับ ลำโพงคู่ และ รองรับ Dolby Atmos รวมถึง Hi-Res ผ่านทางหูฟัง ทางด้านกล้องนั้นจัดเต็มมาให้ในกล้องหลัง 4 ตัว เลนส์หลัก ความละเอียด 64 MP ด้วยเซนเซอร์ Sony IMX 686 พร้อมกับ F1.8 ส่วนเลนส์มุมกว้าง 119 องศา ที่ 8MP F2.2 และ 2MP เลนส์ขาวดำ สำหรับจับระยะ และ มาโคร 2MP ระยะ 4 เซนติเมตรนั้นเอง ส่วนกล้องหน้าให้มาที่ 32MP F2.4 รองรับการใช้งานได้ดี และแน่นอนว่า แบตให้มาที่ 4,500 mAh รองรับ SuperDart 65W จัดเต็ม

ทางด้าน realme X7 PRO  นั้นเปิดราคาในไทยมาพร้อมกับ 2 สีด้วยกัน คือ Aerolite Black และ Iridescent ซึ่งสีที่ค่อนข้างโดดเด่นนั้นจะเป็น  Iridescent ในตัวที่เรารีวิว ที่มีการเล่นแสงสีสวยงาม และเปิดมาพร้อมกับ RAM 8GB STORAGE 128GB ในราคา 16,990 บาทไทยครับ 

UNBOX

ตัวกล่องนั้นยังคงออกแบบที่มีความคล้ายกับรุ่นอื่นๆเป็นโทนสีเหลืองทั้งหมด และเขียนชื่อรุ่นปกติไม่มีรูปตัวเครื่องครับ ส่วนอุปกรณ์ในกล่องค่ายนี้ยังคงจัดเต็มมาให้เช่นเดิม ไม่ได้มีการตัดอะไรออกไปครับ แต่จะมีสายแปลงแถมมา

  • ตัวเครื่อง realme X7 Pro 5G
  • เคส realme X7 Pro ใส TPU
  • Adaptor 65W SuperDart
  • สายชาร์จ USB-C SuperDart
  • สายแปลง USB-C ไปยัง 3.5 มม.
  • คู่มือ และ ที่จิ้มซิม
  • ฟิล์มกันรอยติดมาให้บนหน้าจอ

เคสนั้นจะมีความหนาเป็นสีเทาๆเข้มๆเล็กน้อยใส่แล้วฝาหลังสะท้อนน้อยลงไปแบบชัดเจน การปกป้องนั้นในทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตัวขอบกินเข้ามาบนหน้าจอ และมีความหนาสูงกว่าหน้าจอทำให้วางคว่ำได้สบาย คล้ายๆกับเคสรุ่นก่อน ส่วนฝาหลังนั้นก็คลุมได้หมด รวมถึงตัวเลนส์กล้องนั้นก็ทำออกมาปิดได้ดีมีความหนาขึ้นมาปกป้องได้เวลาวางต่างๆใช้งานทั่วไปคล้ายกับรุ่นก่อนๆของทาง realme  หรือ ในรุ่นก่อนหน้านี้ถือว่าปกป้องได้ดีใช้งานได้จริง

จะเห็นได้ว่าตัวเคสนั้นมีความนูนขึ้นมาปกป้องตัวเลนส์และหน้าจอขึ้นมาอีก และ ทั้ง 4 มุมนั้นในด้านหน้าจะทำความสูงพิเศษขึ้นมาเพื่อที่จะปกป้องหน้าจอให้ดีขึ้นไปอีกเวลาตกหรือวางคว่ำ ซึ่งเคสปกติทั่วไปจะไม่มีมุมพิเศษขึ้นมา ระดับเดียวกับเคสแถมในตัวอื่นๆที่ออกมาในปีเดียวกันของทาง realme ครับถือว่าใช้งานไปได้ดีวางคว่ำอะไรได้ไม่ต้องเป็นห่วง ก็ยังคงเป็นค่ายที่ให้เคสอะไรมาให้พร้อม และมีติดตั้งฟิล์มกันรอยหน้าจอแบบปกติมาให้ใช้งานช่วงแรกๆ

DESIGN

งานออกแบบรุ่นนี้ยังคงทำได้ดีและมีความคล้ายกับ realme 7 5G พอสมควรทั้งตัวเครื่องสีสันสวยงามและดารเล่นลวดลายอักษรแต่ถ้ามองการเล่นกับแสงสีบอกเลยว่า realme X7 Pro โดดเด่นกว่ามาเล่นแสงสีรุ้งสวยงามจริงๆ และตัวเครื่องทำได้ บาง และ เบา น้ำหนัก 184 กรัมเท่านั้น ส่วนตัวเครื่องบาง 8.5 มม.  เมื่อเทียบกับเรือธงรุ่นก่อน พิมพ์ลายนิ้วมือมีความบางลงถึง 91% หน้าจอบางลง 29.4% ถือว่าทำได้ดี ส่วนฝาหลังนั้นออกแบบมาในสีเงิน IRIDESCENT นั้นจะใช้กลยุทธ์ 2 + 2 + 1 ที่เราเรียกว่า Double-Grain, Double-Pated และ Anti-Glare Glass อย่างแรกพื้นผิวที่แตกต่างกันสองแบบจะถูกรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างพื้นผิวหลายชั้น จากนั้นหุ้มด้วยสารเคลือบสองชั้นเพื่อให้เกิดการไหลเวียนของสี ทำให้โดดเด่นมากขึ้น และในขั้นตอนสุดท้ายใช้เทคโนโลยี AG เพื่อปรับปรุงพื้นผิวสัมผัสตัวเครื่อง ทำให้แสงสีเล่นกับแสงเป็นสีรุ้ง ตามมุมกระทบและฝาหลังด้านแบบกระจกพรีเมี่ยมมากๆครับ

ทางด้านหน้าจอบอกเลยว่ามีการใช้งานหน้าจอแบบใหม่ 6.5 นิ้วเทคโนโลยี COP ทำให้ขอบหน้าจอบางขึ้น และใช้งานหน้าจอ SuperAMOLED 120Hz เป็นตัวแรกของทางค่ายเช่นกันถือว่าล้ำมากๆ ความละเอียด 2400×1080 FHD+ และ สัดส่วน Screen-to-body ratio 91.6% สัมผัสสูงถึง  240Hz และที่น่าสนใจคือรองรับความสว่างสูงมากๆถึง 1,200 nit และค่าสี 100% DCI-P3, 103% NTSC รวมถึงใช้งาน Corning Gorilla Glass 5

หน้าจอขอบบนนั้นยังคงใช้งานหน้าจอแบบเจาะรู กล้องหน้า 32MP พร้อมกับ ลำโพงตัวที่ 2 และ เซนเซอร์ต่างๆในส่วนบนครับ แน่นอนว่าตัวขอบหน้าจอถือว่าทำได้บางกำลังดี และยังคงติดฟิล์มกันรอยใส่เข้ามาให้ด้วยเช่นกันครับ

ขอบล่างหน้าจอได้ใช้งานเทคโนโลยี COP ในการจัดการทำให้ขอบล่างนั้นบางขึ้นและเอาจริงๆก็ถือว่าบางขึ้นกว่ารุ่นอื่นๆครับ ส่วนการควบคุมนั้นรองรับการใช้งานแบบเต็มหน้าจอ หรือแบบปุ่ม 3 ปุ่มปกติได้เลยอันนี้เป็นมาตรฐานครับ

ขอบเครื่องในด้านล่างนั้นเราจะเห็นว่ามี ลำโพงหลักของเครื่องตัวแรก และ USB-C พร้อมกับ รูไมค์ และถาดซิมแบบ DualSIM แต่ไม่รองรับการเพิ่มความจุด้วย Micro-SD นะครับแต่ในถาดซิมนั้นรองรับซีลยางกันน้ำใส่เข้ามาด้วย

ขอบเครื่องด้านขวานั้นเป็นที่อยู่ของปุ่มเปิด/ปิดเท่านั้น ไม่ได้มีปุ่ม เพิ่ม-ลดเสียงอะไรใส่เข้ามาพร้อมกับปุ่มเล่นสีสันนิดๆหน่อยเป็นขีดๆครับไม่ได้มีอะไรเยอะ ส่วนขอบเครื่องนั้นเป็นวัสดุพลาสติกนะครับแอบน่าเสียดายตรงนี้นิดหน่อย

ส่วนขอบเครื่องด้านบนนั้นจะเป็น รูไมค์ ตัดเสียงยังคงใส่เข้ามาพร้อมกับฝาหลังแบบโค้งลงมาเล็กน้อยทำให้การจับถือนั้นสะดวกมากขึ้น และจะเห็นว่าตัวเลนส์กล้องนั้นแอบนูนขึ้นมานิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้เยอะหรือเกะกะอะไรมากครับ

ขอบเครื่องทางด้านซ้ายนั้นจะเป็น ปุ่ม เพิ่ม-ลด เสียง แค่นั้นพร้อมถาดซิมได้ย้ายไปขอบล่างทั้งหมดแล้วนั้นเอง

ส่วนฝาหลังนั้นออกแบบมาในสีเงิน IRIDESCENT นั้นจะใช้กลยุทธ์ 2 + 2 + 1 ที่เราเรียกว่า Double-Grain, Double-Pated และ Anti-Glare Glass อย่างแรกพื้นผิวที่แตกต่างกันสองแบบจะถูกรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างพื้นผิวหลายชั้น จากนั้นหุ้มด้วยสารเคลือบสองชั้นเพื่อให้เกิดการไหลเวียนของสี ทำให้โดดเด่นมากขึ้น และในขั้นตอนสุดท้ายใช้เทคโนโลยี AG เพื่อปรับปรุงพื้นผิวสัมผัสตัวเครื่อง ทำให้แสงสีเล่นกับแสงเป็นสีรุ้ง ตามมุมกระทบและฝาหลังด้านแบบคล้ายกระจกพรีเมี่ยม จะเห็นว่าตัวอักษรนั้นจะเป็นอีกมุมกระทบทำให้เด่นขึ้นมาตัดกับฝาหลังได้ดี ส่วนกล้องวางดีไซน์คล้ายกับรุ่นอื่นๆของทางค่ายครับ แต่ที่ชอบคือมีความบาง และ เบา แต่วัสดุสัมผัสทำได้ดีมากๆครับ

กล้องหลังยังคงใช้งานออกแบบการวางเรียงคล้ายๆกับรุ่นอื่นของค่ายหรือถ้ามองไปง่ายๆคือตัว realme 7 5G นั้นเองครับ แต่ระยะเลนส์อะไรก็มีความแตกต่างกันเช่นเดิม ตัวนี้จะมาพร้อมกับเลนส์หลัก 64MP และใช้งาน เซนเซอร์ Sony IMX 686 พร้อมกับ F1.8 ส่วนเลนส์มุมกว้าง 119 องศา ที่ 8MP F2.2 และ 2MP เลนส์ขาวดำ สำหรับจับระยะ และ มาโคร 2MP ระยะ 4 เซนติเมตรนั้นเอง ก็ยังคงใช้ 3 เลนส์รองคล้ายตัวอื่นแต่เปลี่ยนแค่เลนส์หลักเท่านั้น แต่ฟีเจอร์การถ่ายอะไรนั้นบอกเลยว่าจัดเต็ม ทั้งโหมด โปร โหมดกลางคืน Portrait ดูดสี และอีกมายมายให้ใช้งาน

SPEC

  • หน้าจอ AMOLED 2.5D ขนาด 6.55 นิ้ว (2400 × 1080 pixels) Full HD+, รีเฟรชเรท 120Hz, ความสว่าง 1200nits, ใช้กระจก Corning Gorilla Glass 5
  • ชิบประมวลผล Dimensity 1000+ 7nm
  • การ์ดจอ Mali-G77 MC9
  • RAM LPDDR4x 8GB + storage (UFS 2.1) 128GB
  • Android 10 ที่ครอบด้วย realme UI
  • ซิมคู่
  • กล้องหลัง 64MP (f/1.8) ที่ใช้เซนเซอร์ Sony IMX686 + กล้อง Ultra Wide 119° 8MP (f/2.25) + กล้อง retro portrait 2MP + กล้องมาโครขนาด 4cm 2MP (f/2.4) + LED flash
  • กล้องหน้า 32MP (f/2.45)
  • เซนเซอร์สแกนนิ้วใต้หน้าจอ
  • ลำโพง Super linear Stereo, รองรับ Dolby Atmos,
  • คุณภาพเสียง Hi-Res
  • ขนาดตัวเครื่อง: 160.8×75.1×8.5mm;
  • น้ำหนัก: 184กรัม
  • รองรับเครือข่าย 5G SA/ NSA, Dual 4G VoLTE, Wi-Fi 6 802.11 ax, Bluetooth 5, GPS (L1 + L5)/GLONASS/Beidou, NFC
  • ใช้พอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh ที่รองรับชาร์จเร็ว  65W SuperDart

PERFORMANCE

ทางด้านประสิทธิภาพนั้นรุ่นนี้ยังคงใช้งานค่าย MTK กันอย่างต่อเนื่องเพราะต้องบอกว่ารุ่นหลังๆนั้นพัฒนาขึ้นมาเยอะมาก และในตัว Dimensity 1000+ บอกเลยว่าคะแนน ใช้งานโหดมากๆรองรับ 5G สบายๆ และไม่กินแบต มาพร้อมกับ RAM 8GB และใช้งานหน่วยความจำแบบ UFS 2.1 128GB ตัวนี้คือเร็วใช้งานได้ดีเลยทีเดียว และทำคะแนนในส่วนของ Antutu ไปได้ 511562 คะแนน และ Geekbench ได้ไป 764/2754 รวมถึงหน่วยความจำอ่านเขียนไปได้สูงมากๆ ทำความเร็วไปได้ 960MB/s และ DRM L3 แต่เมื่ออัปเดตแล้วจะได้ L1 ปกติครับ เพราะว่าอันนี้เป็น ก่อนขายจริงนะครับทำให้สำหรับการดู NETFLIX รองรับสูงสุด HD ครับการใช้งานทั่วไปนั้นสบายๆเลย

SYSTEM UI

realme UI นั้นเริ่มใส่เข้ามาแล้วในหลากหลายรุ่นพัฒนาขึ้นให้มีความแตกต่างความลื่นไหลและมี อนิเมชั่นมากกว่าเดิม รวมถึงยังคงอิงความเรียบง่ายที่จะไปคล้ายๆ Pure Android มากขึ้นครับ ในรุ่นนี้ยังใช้งานบนพื้นฐาน Android 10 และใช้ realme UI แล้วไม่ได้ใช้งาน Color OS แล้วนั้นเอง  การแจ้งเตือนใช้ได้ มีเลขมุมแอปอะไรปกติครับไอคอนเป็นทรงกลมซะส่วนใหญ่ ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป ลงตัวกับขนาดหน้าจอของตัวเครื่องครับสวยงามเลยและเมื่อใช้งาน AMOLED 120HZ บอกเลยว่าหน้าตา UI ตอบสนองต่อการใช้งานแบบนี้ได้ดีอย่างมาก

หน้าการแจ้งเตือนและ Quick Setting นั้นเป็นอีกจุดที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ ไอคอนการตั้งค่าอะไรเปลี่ยนไปทั้งหมดเป็นวงกลม และ คลีนขึ้นครับ การกดเข้าอะไรต่างๆนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดรวมถึงไอคอนรูปเฟืองก็เปลี่ยนไปด้วย เมื่อลากลงมาก็เป็นการตั้งค่าแบบเต็ม รวมถึงแบ่งหน้าจออะไรนั้นยังมีมาให้ปกติ

ทางด้านแป้นพิมพ์นั้นเป็นของ Google ที่คุ้นเคยกันดีครับใช้ง่าย ดีงามเลยแหละ ส่วนหน่วยความจำพื้นที่ตัวเครื่อง มาให้ 128GB นั้นเหลือใช้งานได้ 110 หลังจากหักระบบออกไป และ RAM นั้นใช้งานเหลือ 3.7 จาก 8 GB ครับ

Gesture นั้นยังมีมาให้ครบทั้งการวาด การใช้งานท่าทางต่างๆครับ และการสแกนใบหน้า สแกนนิ้วก็ให้มาครบเลย ส่วนทางด้าน Smart Sidebar แถบหน้าจอด้านข้างก็ รองรับการแชร์ไฟล์ที่เพิ่งเปิดขึ้นได้ เพิ่มเครื่องมือหรือแอปพลิเคชัน บันทึกหน้าจอในรูปแบบวิดีโอ และ จับภาพหน้าจอ นอกจากนี้ Smart Sidebar ยังมีโฟลเดอร์การจัดการให้เพิ่มรายการโปรดเข้าไปเพื่อดูรายการโปรดได้สบาย

การใช้งานทั้งเรื่องของการจัดการแอป การโคลนแอปต่างๆ รวมถึงโหมดเกม และการแบ่งหน้าจอ และการควบคุมทั้งการแคปหน้าจอ และ การรับสายต่างๆก็ทำได้ด้วยเป็นพื้นฐานครับ รวมถึงการตั้งค่าการควบคุมหลักๆนั้นสามารถปรับใช้งานแบบเต็มจอหรือจะใช้งานแบบ 3 ปุ่มปกติสลับตำแหน่งได้ด้วย

SCREEN

หน้าจอแบบ SuperAMOLED ยังคงเป็นหน้าจอที่ลูกค้าทุกคนชอบกันทั้งเรื่องของความสวย การสู้แสง การสัมผัสรวมถึงการรองรับสแกนนิ้วต่างๆ และในรุ่นนี้เป็นหน้าจอที่ต้องบอกเลยว่าเทพมากตัวนึงของค่ายและดีที่สุดเท่าที่เคยทำมาจริงๆเป็นหน้าจอที่ สวย สู้แสงได้ดี สัมผัสลื่นไหล และ 120Hz มาพร้อมกับหน้าจอสเปก  ขนาด 6.5 นิ้ว การใช้งานลื่นไหลด้วยอัตรา Refresh Rate 120 Hz รองรับสแกนนิ้วบนหน้าจอ และ สีสวย และสู้แสงได้ดีรวมถึงเป็นหน้าจอแบบเจาะรูเช่นกันในความ ละเอียด 2400x 1080 FHD+  และ สัดส่วน Screen-to-body ratio 91.6% สัมผัสสูงถึง  240Hz และที่น่าสนใจคือรองรับความสว่างสูงมากๆถึง 1,200 nit และค่าสี 100% DCI-P3, 103% NTSC รวมถึงใช้งาน Corning Gorilla Glass 5 ถือว่าเกินพอต่อการใช้งานและความสวยงามของสีหน้าจอ มุมมองตรงๆแสดงผลได้ดีเลยทีเดียว และสีดำนั้นดำสนิท ใช้งานกลางวันกลางคืนได้สวยงามและมีความเข้มชัดเจน และ รองรับการสัมผัสใช้งานได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าเยอะมาก และสีสันสวยงาม ตรงอีกทั้งมิติทำได้ดีมากๆ

ในเรื่องของมุมมองของตัวภาพนั้นต้องบอกว่ารุ่นนี้ถือว่าทำได้ดีเลยแหละเพราะว่าครั้งนี้ยกระดับไปอีกครั้งเลยแหละทั้งเรื่องของ สีสัน มุมมอง การสัมผัส รองรับการใช้งานกลางแจ้งได้สบายมากๆรองรับการใช้งาน 1,200nits ที่สู้แสงดีมากๆตัวนึง และอีกทั้งยังให้สีที่มีมิติพอสมควร และเนียนตา มุมมองเอียงๆยังไงสียังไม่ดรอปเลย แต่เรื่องของความละเอียดอาจจะแค่ FHD+ และที่บอกว่าเป็นหน้าจอที่เทพมากๆตัวนึงคือเป็น AMOLED 120Hz ที่ลื่นไหล สัมผัสติดนิ้ง และครอบทับด้วย Gorilla Glass 5 ทำให้ลงตัวจริงๆครับ  ทางด้านหน้าจอนอกเหนือจาก ความละเอียดแล้วนั้นไม่มีจุดไหนให้ต้องกังวลเลย สบายๆ เป็นหน้าจอที่ดีอีกรุ่นเลย เป็นหน้าจอที่ชอบและใช้งานได้ดีมากๆตั้งแต่ 7 pro จนมาถึงรุ่นนี้ เป็นรุ่นที่ทำออกมาทดแทนได้เต็มที่และสมบูรณ์แบบที่สุดเลยก็ว่าได้ที่เคยทำมา และเป็นรุ่นแรกที่ใช้งาน Super AMOLED แบบ 120Hz ด้วยเช่นกัน และการใช้งานทำให้รองรับฟีเจอร์สแกนนิ้วและ AOD แบบใหม่ได้

ALWAYS ON DISPLAY

ทางด้านหน้าจอ Always On นั้นต้องบอกว่าพัฒนาขึ้นหลากหลายเท่าตัวอันนี้ต้องบอกกันตรงๆว่าในรุ่นก่อนๆนั้นไม่ได้รองรับการเปลี่ยนแปลงอะไรเท่าไรนักแต่พอมาในรุ่น realme X7 Pro ตัวนี้บอกเลยว่าเปลี่ยนแปลงได้หลากหลายมากและรองรับการใช้งานแบบเต็มรูปแบบ ทั้งการเปลี่ยนแปลงหน้าตา ดิจิทัล แอนะล็อก หรือจะเป็นการเขียนข้อความส่วนตัวและจัดการอะไรได้ทั้งหมด เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและไปในทางที่ดีรองรับการดูได้ชัดเจนมาก

หน้าจอสามารถตั้งค่าได้เยอะและหลากหลายอย่างมากในการใช้งานทั้งหมด ทั้งสามารถเปลี่ยน นาฬิกาได้ทั้งหมด เปลี่ยนเป็นแบบ แนวตั้ง แนวนอน รวมถึงตั้งค่าได้ทั้งหมดว่า วันที่ เวลา เปอร์เซนต์แบต รวมถึง ไอคอนการแจ้งเตือนได้ด้วยเช่นกัน รวมถึงโทนสีในการเขียนอะไรก็ปรับตั้งค่าได้ทั้งหมดและแน่นอนว่าเวลาการแสดงได้ทั้งหมดเลยครับผม

 

FINGERPRINT 

แน่นอนว่าการปรับมาใช้งานหน้าจอ AMOLED นั้นทำให้สแกนนิ้วบนหน้าจอได้ และ การสแกนนิ้ว ถือว่าน่าสนใจเลย รุ่นนี้คือไวมากจริงๆ ใช้เซนเซอร์ รุ่นใหม่แน่นอนว่าเป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากรุ่นก่อนๆ บางขึ้นด้วยเช่นกัน จะเห็นว่าตัวแสงไฟนั้นเป็นสีขาวส้มตรงกลาง เป็นแบบเดียวกับรุ่นใหม่ๆที่ออกมาปีนี้ มาแทนที่พวกแสงสีฟ้า เขียว และจากที่ลองนั้นแสงสีขาวทำได้ดีกว่าพอสมควรเลย และเป็นหน้าจอที่ดีที่สุดเท่าที่เคยทำมาก็ว่าได้ของทาง realme ในรอบนี้ครับโหดมากๆ และการออกแบบเซนเซอร์อะไรบางขึ้นทำให้ตัวเครื่องในภาพรวมนั้นบางและใช้งานได้ดีขึ้นด้วยนะ

SOUND

ใส่ระบบเสียงที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาให้ด้วยเพราะรองรับการอ่านไฟล์เสียงคุณภาพสูงหรือไฟล์ Hi-Res นั้นเองเท่าที่ได้ลองฟังนั้นต้องบอกว่าเสียงขับออกมาได้ดีหลักๆคือเรื่องของกำลังขับที่ชัดเจนมากขึ้น และรายละเอียดเสียงเพลงที่ดีขึ้นในไฟล์คุณภาพสูง ส่วนทางด้านเสียงก็รองรับการปรับแต่งผ่านทาง Software ได้ด้วยทั้งระบบเสียง Dolby Atmos และปรับ EQ ได้ แต่ถ้าทดสอบนั้นทางเราจะปิดตัวช่วยทั้งหมดและเท่าที่ลองฟังนั้น รายละเอียดเสียงออกมาดีระดับนึง และเสียงเวทีเสียงนั้นกว้างกว่ารุ่นก่อนแบบรู้สึกได้ เสียงเบสมาแบบกลางๆกำลังดีแต่อาจจะไม่ได้สะใจอะไรมากนัก

ส่วนกำลังขับนั้นมากขึ้นจากรุ่นที่ไม่ได้มีรองรับ Hi-Res ด้วยเช่นกันในระดับเสียงเดียวกันแต่ถ้าเทียบกับเรทราคาก็ถือว่าทำได้ดี แม้จะยังสู้ของชิพเสียงระดับเรือธงยังไม่ได้ก็ตาม แต่ถ้ามองในเรทของมัน แค่นี้ก็ถือว่าเพียงพอต่อการฟังเพลงคุณภาพที่ดีกว่าทั่วไปได้ชัดเจนมากนั้นเองสำหรับตัวนี้ แต่ถ้าเทียบกับรุ่นเรือธงก่อนหน้าถือว่าเสียงกำลังขับทำได้ดีขึ้น แต่น่าเสียดายแค่ไม่มีรูหูฟังแล้วนั้นเอง แต่ก็มองเป็นข้อดีว่าหาตัวแปลงเทพๆมาใส่ได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกันนั้นเอง

SPEAKER

ทางด้านลำโพงรุ่นนี้มาพร้อมกับลำโพงคู่รองรับการใช้งานได้ดีและบอกเลยว่ากำลังขับอะไรนั้นทำออกมาได้สบายๆในการใช้งานรองรับการทำงานได้ทั้งหมดรวมถึงไม่ติดปัญหาเรื่องเสียง จริงๆนั้นเสียงถือว่าดังสะใจเช่นกับเน้นเสียงแน่นและมิติเสียง แต่เรื่องของความใส หรือ ความเคลียร์นั้นอาจจะไม่ได้โหดเท่าไรนัก แต่ก็จะเป็นแนวเสียงคนละแนวกันเลยถ้าเทียบกับในคลิปนั้นเอง ส่วนถ้ามองเทียบกับรุ่นก่อนๆถือว่าลำโพงในรุ่นนี้พัฒนากว่าเดิมเยอะมากครับ

5G DUAL STANDBY 

realme X7 PRO  5G รองรับ Dual 5G SIM สามารถเชื่อมต่อ 5G ผ่านซิมการ์ดใดก็ได้เพื่อประสบการณ์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นอกจากนี้ยังรองรับ 5G-CA (2CC 5G Carrier Aggregation) การนำความถี่หลายย่านมารวมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการรับสัญญาณ และสามารถรองรับ รองรับ 12 คลื่นความถี่ 5G ทั่วโลก (n1, n3, n5, n7, n8, n20, n28, n38, n40, n41, n77, n78) เรียกได้ว่าพร้อมใช้งานทันที และใช้งานได้ทั้ง 2 ซิมครับ จากที่ทดสอบใส่ของ AIS ก็ขึ้นทันที และสามารถเลือกใช้งานได้เลย ทำการทดสอบในใจกลางเมืองเป็นแหล่งที่คนค่อนข้างหนาแน่นก็ถือว่าทำได้ไวกว่า 4G หลายเท่าตัวในแพ็กเกจเดียวกันครับพุ่ง 300+ ได้ตลอด

สำหรับการใช้งาน 5G นั้นจะเด่นๆคือ Download เพิ่มขึ้น 300 – 700 Mbps ได้แล้วแต่สถานที่และช่วงเวลานั้นๆ และ Ping น้อยลงอย่างมากครับ และ ความเร็วในบางช่วงหรือบางสถานที่ทำได้ 800+ ได้เลยทำให้การดูหนังหรือว่าโหลดข้อมูล การโอนย้ายไฟล์ต่างๆนั้นส่งผลต่อการใช้งานที่ลื่นไหลมากขึ้น เข้าดู Youtube 4K ได้แบบสบายไม่ต้องรอโหลดเลยนั้นเอง หรือจะเป็นการดู Steaming จะลื่นไหล และสามารถโหลดทำงานอย่างอื่นพร้อมกันไปได้

GPS

ในการนำทางนั้นทำได้ดีต่อเนื่องจากรุ่นเดิมแม้จะใช้งาน MTK Dimensity 1000+ แต่ก็ทำออกมาได้ประทับใจครับจริงๆตั้งแต่ตัว 800U ก็ทำได้ดีแล้วนะทำงานร่วมกับ 5G สบายๆครับ และจากที่ใช้งานจริงและใช้แอปทดสอบเช่นเคย ก็จับได้ทั้งหมด 39 ดวง จากทั้งหมด 64 ดวง ที่อับทึบเช่นใต้ทางด่วนพวกนี้ ส่วนของกลางแจ้งจับได้ทั้งหมด 42-41 ดวง จากทั้งหมด 64 ดวง ใกล้ๆ กับเรือธงในหลายๆค่าย และใช้งานได้ดี ส่วนการเรียกใช้งานแอป หรือ เวลาหลังจากเปิดแอป นั้นก็ทำได้ค่อนข้างไว ถือว่าทำได้แม่นยำดี ในการนำทางใครที่เน้นในเรื่องนี้ จุดนี้นั้นสบายๆครับ

BATTERY

แบตเตอรี่ตัวนี้ให้มาที่ความจุ 4,500 mAh การจัดการพลังงานมันทำได้ดี จากที่เคยทดสอบแบรนด์นี้มาพอสมควร แม้จะใช้งาน MTK DIMENSITY 1000+ ถือว่าประหยัดเอาเรื่องเลยทีเดียว และแน่นอนว่ายังได้ใช้งานเทคโนโลยีชาร์จไว 65W ที่เร็วและแรงมากๆเลยทีเดียวถือว่าเร็วแรงสุดในเรทราคานี้แล้ว และ ในการทดสอบนั้นต้องบอกว่าทั้งวันได้ จากที่ลองใช้งานหนักๆ ใช้งานนำทางต่อเนื่อง 1-2 ชั่วโมงเต็มๆ และ เปิดเพลง ถ่ายรูป วีดีโอ เล่นเกมไป 1 ชั่วโมงกว่า ถือว่าทำได้ดีนะ และ แบตเหลือ 9 % ครับ ซึ่งหน้าจอเปิดทั้งหมด 5 ชั่วโมง และ ใช้งานทั้งหมด 10 ชั่วโมงถือว่าอึดมากๆ แต่ถ้าจอเปิดโหดๆยังไงก็ทั้งวันสบายๆรุ่นนี้ยังคงไว้ใจได้ครับ อีกทั้งการชาร์จเข้าถือว่าไวมากๆ

CHARGING 65W SUPERDART 

แน่นอนว่าจุดเด่นหรือตัวชูโรงในรุ่นนี้คงหนีไม่พ้น เทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge ชาร์จเต็ม 100% ภายใน 40 นาที ที่ระบบนั้นสามารถทำงานได้แม้กระทั่งในขณะเล่นเกมอย่างหนักหน่วง 65W SuperDart Charge สามารถชาร์จแบตได้ 80% ภายในระยะเวลาเพียง 30 นาที นอกจากนี้ ยังใช้เวลาเพียง 3 นาที ในการชาร์จได้ถึง 13% และสามารถเล่นเกม PUBG ได้ 3 เกม (ชาร์จ 3 นาที เล่น PUBG ได้ 3 เกม) นอกจากนี้ยังสแตนด์บายเครื่องได้เป็นระยะเวลา 4 วันแบตเตอรี่แบบ Dual 3C Cells จะแบ่งเซลล์หลักเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 2250 mAh ผ่านการชาร์จแบตเตอรี่โดยตรงด้วยอะแดปเตอร์ 10V 6.5A ภายใต้การควบคุมด้วย อัลกอริธึมการชาร์จเร็ว สำหรับกระบวนการปล่อยไฟของการชาร์จเร็ว SuperDart ใช้วงจรอัดประจุเพื่อลดแรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่สองเซลล์ลงครึ่งหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจถึงความเร็วในการชาร์จและการควบคุมอุณภูมิ + 10 เซนเซอร์ ในการตรวจจับอุณหภูมิ + มาพร้อมการป้องกัน 5 ชั้น ตั้งแต่อะแดปเตอร์ไปยังตัวเครื่อง ถือว่าเป็นระบบชาร์จไวที่ปลอดภัย

CAMERA

กล้องหลังมาพร้อมกับ เลนส์หลัก 64MP และที่เด่นๆเลยนั้นตัวนี้จะใช้งานเซนเซอร์ Sony IMX 686 พร้อมกับ F1.8 ส่วนเลนส์มุมกว้าง 119 องศา ที่ 8MP F2.2 และ 2MP เลนส์ขาวดำ สำหรับจับระยะ และ มาโคร 2MP ระยะ 4 เซนติเมตรนั้นเอง ก็ยังคงใช้ 3 เลนส์รองคล้ายตัวอื่นแต่เปลี่ยนแค่เลนส์หลักเท่านั้น แต่ฟีเจอร์การถ่ายอะไรนั้นบอกเลยว่าจัดเต็ม ทั้งโหมด โปร โหมดกลางคืน Portrait ดูดสี และอีกมายมายให้ใช้งาน และได้พัฒนาเลนส์หลักให้รองรับการใช้งานมากขึ้นต้องบอกว่าคุณภาพถือว่าทำได้ดีทั้งกลางวัน และ กลางคืน รวมถึง Super Nightscape 4.0 realme ได้จัดเรียงโซลูชันใหม่สำหรับการถ่ายภาพกลางคืนและแยกความแตกต่างออกเป็นสี่โหมดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่ซับซ้อน และรวมถึงโหมด Pro และ รองรับเลนส์มุมกว้าง และแน่นอนว่ายังคงมี Filter โทนสีใส่เข้ามาให้เช่นกันทั้ง Cyberpunk และ สีอื่นๆ และที่ค่อนข้างชอบคือ widw Angle Mode & Portrait Distortion Correction เพิ่มฟังก์ชันป้องกันการบิดเบือนใบหน้าใหม่ เมื่อใบหน้าปรากฏที่ขอบเลนส์ รูปทรงของใบหน้าจะถูกปรับให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ เพื่อให้การถ่ายภาพบุคคลมุมกว้างดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เหมาะสำหรับการถ่ายภาพหมู่เป็นอย่างมาก ถือว่าช่วยลดมุมมองของภาพหรือคนที่อยู่ขอบภาพและหน้าจะแปลกๆไปได้เยอะครับ

PORTRAIT

SELFIES

กล้องหน้าในรุ่นนี้มาให้ตัวเดียวและสเปกอาจจะไม่ได้เด่นเท่าไรนักมาพร้อมกับเลนส์ 32MP รูรับแสง f2.4 แน่นอนว่าค่อนข้างแคบทำให้เวลาถ่ายกลางคืนนั้นไม่เด่นเท่าไรและคุณภาพโดยรวมนั้นแอบธรรมดาไปนิดหน่อย รวมถึงงานวีดีโอนั้นไม่รองรับการถ่าย 4K ในกล้องหน้าด้วยเช่นกันแอบเสียดายประสิทธิภาพของตัว CPU อย่างมากจริงๆ ส่วนกล้องหน้าภาพนิ่งนั้นยังคงทำได้ดีในแง่ของ โทนสีผิว ฟีเจอร์การถ่ายต่างๆ แต่เรื่องของมุมมองอะไรนั้นแอบธรรมดาไปนิดหน่อย และ กลางคืนอาจจะไม่ได้เด่นโหดมากนัก แต่ถ้าถ่ายแสงกลางวันอะไรนั้นถือว่าจัดการได้ค่อนข้างดีครับ

PORTRAIT

VIDEO 

งานวีดีโอนั้นถือว่าพัฒนาขึ้นทั้งเรื่องของฟีเจอร์ คุณภาพและแน่นอนว่าการรองรับได้สูงสุดถึง 4K 60FPS และยังมีโหมดการถ่ายวีดีโอกลางคืน และ การกันสั่นพิเศษ UIS UIS MAX รวมถึงการดูดสี และ Portrait Video ใส่เข้ามาให้ด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังใส่ Pro Video เสริมเข้ามาให้ใช้งาน ทำให้การถ่ายวีดีโอนั้นยืดหยุ่นมากๆในการถ่ายทั้งหมดในกล้องหลัง แต่เรื่องของการกันสั่นนั้นถือว่าใช้งานได้ดีในความละเอียดทั่วไป แต่ถ้า 4K 60FPS นั้นอาจจะไม่ได้นิ่งเท่าไรนัก ส่วนในความละเอียดอื่นๆถือว่าพัฒนาขึ้นมาเยอะและรองรับการกันสั่น คุณภาพวีดีโอทำได้ดีมากๆเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน และ ฟีเจอร์ยังคงใช้งานได้จริง แต่กล้องหน้านั้นน่าเสียดายว่ายังไม่เด่นเท่าไรในการถ่ายวีดีโอ รวมถึงการรองรับได้แค่ FHD 30FPS เท่านั้น แม้จะได้ใช้งานประสิทธิภาพ cpu แบบเรือธงจริงๆน่าจะรองรับได้มากกว่านี้ เรื่องกล้องหน้าเลยทำให้ไม่เด่นเท่าที่ควร แต่ส่วนของกล้องหลังเมื่อเทียบกับราคา บอกเลยว่าทำได้ดีครับ

REALME X7 PRO 5G

” ตัวเครื่องบางเบา สเปกเรือธง หน้าจอเด่น sAMOLED ดีไซน์สวยงาม ชาร์จไวสุด “

realme ในรอบนี้ต้องบอกว่าเด่นๆที่พัฒนาขึ้นมานั้นเป็นหน้าจอ superAMOLED 120Hz ที่มีความลื่นไหลมากๆพร้อมกับรองรับการสัมผัสได้ดี สู้แสงได้โหด อีกทั้งในเรื่องของมิติภาพ สีสันสวยงามต้องบอกว่าเป็นอันดับต้นๆของค่ายแล้วในตอนนี้และเป็นครั้งแรกที่ใช้งานหน้าจอแบบนี้ครับ นอกเหนือจากหน้าจอส่วนอื่นๆทั้ง สเปก MTK Dimensity 1000+ ใช้งานได้สบายๆพร้อมกับ กล้องหลังทำได้ดีทั้งเลนส์หลัก เลนส์มุมกว้าง และ ฟีเจอร์จัดเต็ม รวมถึงในเรื่องของการชาร์จไว 65W รองรับการชาร์จไวโหดที่สุด อีกทั้ง ดีไซน์ตัวเครื่อง บางเบา ฝาหลังเล่นแสงสีสวยทำให้เป็นอีกรุ่นที่น่าเล่นในงบ 15-16K แต่ก็มีจุดที่แอบเสียดายเรื่องกล้องหน้าไม่เด่นเท่าไรกับ Storage นั้นน่าจะใส่ 256GB มาให้เมื่อเทียบกับราคาและทำให้มีความคุ้มค่ามากขึ้นครับเพราะเพิ่มความจุไม่ได้ด้วยในรุ่นนี้ แต่ก็รองรับ 5G ทำได้ดีมากๆตัวนึงและจัดการเรื่องของพลังงานได้ดีครับถือว่าประหยัดแบตกว่าที่คิดไว้เลยสำหรับรุ่นนี้

ข้อดี

  • หน้าจอที่ดีที่สุดของค่ายพร้อมกับรองรับการใช้งาน 120Hz
  • สามารถสู้แสงได้ 1200Nits ถือว่าทำได้ดีอย่างมาก
  • ตัวเครื่องบาง เบา พร้อมกับงานออกแบบที่สวย
  • ลำโพงคู่เสียงดังใช้งานได้ดี
  • รองรับการชาร์จไว 65W SuperDart
  • ประสิทธิภาพทำงานได้ดี ในการใช้งาน MTK Dimensity1000+
  • แบตรองรับการใช้งานทั้งวันแม้จะเปิด 5G
  • กล้องหลัง ฟีเจอร์ใช้งานได้เยอะ คุณภาพในการถ่ายค่อนข้างดี
  • ระบบสั่นทำได้ดีขึ้น ในการใช้งาน
  • รองรับ 5G Dual Stanby

ข้อสังเกต

  • วัสดุยังไม่ได้ใช้งาน อลูมิเนียม กับ กระจก
  • Storage 128GB ยังแอบน้อยไปนิด
  • กล้องหน้าไม่รองรับ 4K ในการถ่ายวีดีโอ

สำหรับรีวิวนี้ผมก็ต้องขอตัวลาไปก่อนสำหรับรุ่นอื่นๆก็ติดตามกันได้เลย ถูกใจฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะครับ  มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ  เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกผมรีวิวรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ
ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

Review by Nineztr 

Comments กันได้เลย !

Comments

0 Shares