OPPO ได้ทำการเปิดตัว OPPO Reno4 ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการไปไม่นานนี้ เป็นรุ่นที่เปิดมาลุยในตลาดราคาหมื่นต้นได้เป็นอย่างดี มาพร้อมกับเอกลักษณ์เน้นเรื่องของงานออกแบบ วัสดุฝาหลังที่สวยงามอย่างมากพร้อมกับกล้องหลังที่โดดเด่นพอสมควรครับ กับเทคโนโลยีต่างๆที่ใส่เข้ามา ซึ่งในรุ่นนี้จะใช้งาน Snapdragon 720G พร้อมกับเป็นดีไซน์ที่โดดเด่น ใช้งานหน้าจอ AMOLED แบบจอแบบ Dual Punch-hole Display ด้วยเช่นกัน ถือว่าในภาพรวมนั้นเด่นๆเรื่องของงานออกแบบ กล้อง พอสมควรเลยทีเดียวและยังคงเด่นเรื่องของฟีเจอร์ในการถ่ายภาพ วีดีโอที่ใส่เข้ามาเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งถ่ายกลางคืน ถ่ายคนละลายหลังที่ใส่ฟีเจอร์ใหม่ๆเข้ามา หรือจะเป็นกันสั่นวีดีโอก็ตามครับ ทาง OPPO ก็ถือว่าพัฒนามาอย่างต่อเนื่องทั้งเรื่องของระบบ ฟีเจอร์และการใช้งานให้สามารถตอบโจทย์ได้ง่าย และคนใช้งานทั่วไปใช้งานได้ง่าย ถ่ายรูปสวย ไม่ต้องปรับอะไรเยอะนั้นเองส่วนการใช้งานจริงนั้นจะเป็นยังไงไปอ่านกัน

OPPO Reno4 นั้นเปิดตัวมาในไทยด้วยสเปก Snapdragon 720G มาพร้อมกับ RAM 8GB และทางด้านความจำในตัวเครื่องให้มาที่ 128GB ทางด้านหน้าจอใช้งานหน้าจอ AMOLED 6.4 นิ้ว FHD+ จะเป็นตัว 60Hz นะครับ  Dual Punch-hole อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง 90.7%  และทางด้านกล้องหลัง 4 ตัวมาพร้อมกับ
กล้องหลัง 48MP Sony IMX586  f/1.7, ตัวที่ 2 นั้นจะเป็นกล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 8MP และ ตัวที่ 3 กล้อง Macro ความละเอียด 2MP และ สุดท้ายนั้นเป็นกล้อง Mono ความละเอียด 2MP ส่วนทางด้านกล้องหน้านั้นให้มา 1 ตัว กล้องหน้า 32MP Sony IMX616 พร้อมกับ รูรับแสง f/2.4 พร้อมกับ เซนเซอร์สำหรับจับระยะ และ ใช้งานโหมดอื่นๆนะครับ แต่ไม่ใช่กล้องคู่นะครับ ส่วนทางด้านแบตเตอร์รี่นั้นให้มาที่ 4,015 mAh พร้อมกับการรองรับการชาร์จไว 30W ในชื่อ 30W VOOC 4.0 นั้นเองสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ 50% ภายใน 20 นาที แต่ยังทำได้บางเบา ด้วยความบางแค่ 7.7 มม. เท่านั้นครับ และทางด้านการเชื่อมต่อก็รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1  มี 2 สี คือ Galactic Blue และ Space Black’

OPPO Reno4 เปิดราคาในไทยมาที่ 11,990 บาท มาพร้อมกับสี Galactic Blue และ Space Black เริ่มพรีออเดอร์ตั้งแต่ 24 กรกฎาคม – 5 สิงหาคมนี้ และ ขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 สิงหาคมเป็นต้นไป แต่สำหรับคนที่ จอง พรีออเดอร์ก่อนนั้นจะได้ กระเป๋าเป้ OPPO Reno Backpack และ OPPO E-VIP Card (เป็นแบบ Electronic) ประกันจอแตก 1 ปี มูลค่ารวมกว่า 7,490 บาทไปด้วยครับ ถ้าจองก่อน 5 สิงหาคมนี้นะครับ

  • พร้อมโปรโมชั่นเครือข่ายในราคาเริ่มเพียง 4,990 บาททั้ง AIS DTAC TRUE

UNBOX

  • ตัวเครื่อง OPPO Reno4
  • เคส OPPO Reno4 แบบ TPU ใส
  • Adaptor ชาร์จ 30W VOOC 4.0
  • สาย USB-C รองรับ VOOC 4.0
  • คู่มือ ที่จิ้มซิม
  • ฟิล์มกันรอยติดตั้งมาให้จากโรงงาน

ตัวเคสที่แถมมานั้นต้องบอกว่ายังคงเป็นเคสใสนิ่มปกติครับ พร้อมกับคลุมทั้งตัวเครื่องด้านหลังทั้งหมด ส่วนขอบเครื่องในส่วนหน้าจอนั้นทั้ง 4 มุมมีการนูนขึ้นมาปกป้องหน้าจอ รวมถึงมีเว้าตรงขอบลำโพงด้านบน ความหนาของเคสกลางๆกำลังดีครับไม่ได้ทำให้ตัวเครื่องหนักเกินไป และ ไม่ได้หนาเกินจำเป็นด้วยครับ ตัวเคสนั้นในเรื่องของตามขอบกล้องและหน้าจอสามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดในส่วนของด้านหน้านั้นจะมีขอบเครื่องทั้ง 4 มุมโผล่ขึ้นมาทำให้ปกป้องได้ดีเวลาวางหน้าคว่ำครับ และช่วยในการตกกระแทกได้ดีเป็นเคสแถมที่ดี แต่ในเรื่องของงานออกแบบยังเป็นเรียบๆไม่ได้ใช้วัสดุพิเศษแบบรุ่นก่อนรวมถึง ตัวกล้องหลังนั้นตัวเคสไม่ได้คลุมมาเกินตัวเลนส์เท่าไรครับ

DESIGN

งานออกแบบของทาง OPPO นั้นถือว่ารุ่นนี้มีความแปลกใหม่พอสมควรเด่นๆเลย คือเรื่องของฝาหลังแบบใหม่ที่เป็นแบบด้านครับแต่ก็เล่นกับแสงเงาได้ดีอย่างมากในสีนี้ เป็นด้วยเทคนิคการทำสีที่ชื่อว่า Reno Glow ในสี Galactic Blue นั้นเองครับและที่ชอบคือมันเล่นกับแสงไฟได้สวยมากๆ อีกทั้งเครื่องยังมีน้ำหนักเบามากๆ และ มีความบางมากเช่นเดียวกันแต่ก็ต้องยอมแลกกับวัสดุที่ไม่ใช่โลหะ หรือ กระจกแทนนั้นเองส่วนหน้าจอนั้นจะเป็นหน้าจอแบบเจาะรูเช่นเดิมพร้อมกับ ดีไซน์กล้องหลังแบบใหม่ที่เป็นกล้องวงแยกทั้งหมดแบบวงกลมนูนๆขึ้นมา

หน้าจอในรุ่นนี้ยังคงการออกแบบเป็นหน้าจอแบบ Dual Punch-hole Display เจาะรูตรงมุมซ้าย 2 ตำแหน่งครับ เป็นกล้องหน้า และ เซนเซอร์ และใช้หน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว FHD+ สัดส่วนเป็นแบบ 20:9 พร้อมกับมีฟิล์มกันรอยติดมาให้เรียบร้อยพร้อมใช้งานเลยครับ ถือว่าออกแบบสวยและขอบบางเช่นเดิมเลยในรุ่นนี้ครับ

หน้าจอ ขอบล่างนั้นจะเห็นว่ามีความหนากว่าด้านอื่นๆเป็นปกติของบรรดามือถือในเรทนี้ครับ พร้อมกับการควบคุมแบบ 3 ปุ่มนำทางและใช้งานแบบเต็มหน้าจอได้ตามสบายเลย

หน้าจอขอบบนนั้นเราจะเห็นว่ายังคงความบางได้เท่ากันทั้งหมดและตรงกล้องหน้านั้นเราจะเห็นว่ากล้องจริงๆจะอยู่ข้างเดียวอีกฝั่งนั้นจะเป็นเซนเซอร์สำหรับการจับท่าท่าง หรือ ป้องกันคนแอบมองพวกนี้นั้นเองครับ และ ลำโพงเซนเซอร์อื่นๆยังคงฝังไว้ตรงขอบด้านบนเช่นเดิมเลย กล้องหน้าให้มาเน้นๆที่ 32MP f/2.4 ครับในรุ่นนี้คมชัดเลยทีเดียว

ขอบเครื่องด้านล่างนั้นออกแบบใช้สีฟ้าเงาสวยงามโทนเดียวกับตัวเครื่องพร้อมกับ ลำโพงหลัก และ  USB-C รวมถึง รูไมค์ และ รูหูฟัง 3.5 มม. ให้มาด้วยจะเห็นว่าตัวเครื่องนั้นมีความบางมากจริงๆและเป็นวัสดุแบบเงาทั้งหมดเลย

ขอบในด้านซ้ายนั้นจะเป็นปุ่ม เพิ่ม ลดเสียง รวมถึง ถาดซิมครับจะรองรับการใช้งานได้เป็นแบบ Nano-SIM เป็นถาดแบบ Triple Slot นะครับ แต่จะไม่ได้มีซีลยางอะไรใส่เข้ามาในรุ่นนี้ตรงถาดซิม

ขอบเครื่องด้านบนนั้นเราจะเห็นว่าเป็นที่อยู่ของ ไมค์อีกตัวเป็นส่วนในการอัดเสียง และตัดเสียงอีกส่วนนึงนั้นเอง และจะเห็นว่ากล้องหลังนั้นไม่ได้นูนอะไรออกมาเยอะด้วยเช่นกันครับถือว่าทำออกมาได้ค่อยข้างดีเลยแหละ

ในส่วนของด้านขวาตัวเครื่องเราจะเห็นว่ามีเพียงปุ่ม Power เท่านั้นและฝาหลังมีการโค้งมาข้างๆด้วยนิดหน่อยให้จับถนัดมากขึ้นนั้นเองครับ และมีความบางมากๆเลยในบอดี้รุ่นนี้แค่ 7.7 มม. เท่านั้นและ 165 กรัมเท่านั้นครับ

ฝาหลังนั้นจะเห็นว่ามีการเล่นสีสวยงามครับเปลี่ยนสีแสงสะท้อนได้สวยเวลาเจอแสงแดดรวมถึงฝาหลังเป็นแบบ Reno Glow ทำให้มันเหมือนมีประกายๆอยู่รอบๆและเป็นแบบด้านๆครับทำให้สะท้อนแบบสวยไม่ได้สะท้อนแบบแยงตาอะไรด้วย แต่ก็จะเป็นส่วนแบบเงาๆตรงรอบกล้องก็ตัดกับพื้นผิวได้ค่อนข้างดี สีฟ้าผมเขียวนิดหน่อยตามสภาพแสง

กล้องหลังออกแบบแปลกตาครับสำหรับค่ายนี้ทุกครั้งจะออกแบบให้มีชิ้นกระจกครบทั้งหมดแต่ครั้งนี้แยกทั้งหมด 4 กล้องเลยครับและมีความนูนขึ้นแต่แยกเป็นตัวเลนส์เดี่ยวกันหมดเลยงานออกแบบแบบนี้ต้องบอกว่าดูแปลกตา และเด่นขึ้น แต่ข้อเสียมันคือจะทำให้ฝุ่นไปเกาะรอบๆเลนส์ได้ง่ายขึ้นและป้องกันยากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยแหละ ส่วนไฟแฟลชและ เลนส์อีกตัวนั้นจะอยู่ส่วนล่างครับ พร้อมกับกระจกรอบๆแบบเงาแตกต่างกับฝาหลัง ส่วนกล้องนั้นมาพร้อมกันทั้งหมด 4 ตัว เลนส์หลัก 48 MP f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586 + Ultra Wide Angle มุมกว้าง 119 องศา 8 MP f/2.2 + Macro 2 MP f/2.4 + Mono 2 MP f/2.4 นั้นเองครับ

SPEC

  • Android 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7.2
  • หน้าจอ Dual Punch-hole Display  AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว FHD+  20:9
  • Qualcomm Snapdragon 720G 2.3GHz
  • GPU Adreno 618
  • RAM  8GB
  • STORAGE 128GB  (UFS 2.1)
  • กล้องหลัง 4 ตัว เลนส์หลัก 48 MP f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586 + Ultra Wide Angle มุมกว้าง 8 MP f/2.2 + Macro 2 MP f/2.4 + Mono 2 MP f/2.4
  • Front Ultra Steady พร้อม  Ultra Steady Video 3.0
  • กล้องหน้า 32 MP f/2.4  Sony IMX616 + AI-enhanced Smart Sensor
  • รองรับ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac  Bluetooth 5.1
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
  • ช่องเชื่อมต่อ USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4015 mAh รองรับ 30W VOOC Flash Charge 4.0
  • ขนาดตัวเครื่อง 160.3 x 73.9 x 7.7 มม. น้ำหนัก 165 กรัม

PERFORMANCE

ทางด้านประสิทธิภาพของตัวเครื่องนั้นมาพร้อมกับ Snapdragon 720G ทางด้าน RAM นั้นมาให้ทั้งหมด 8GB LPDDR4X และในด้านความจุนั้นมาพร้อมกับ 128GB ใช้หน่วยความจุแบบ UFS2.1 ทำคะแนนไปได้ 280332 คะแนน ในตัว Antutu และในตัว Androbench การอ่านเขียน UFS 2.1 ครับทำการอ่านเขียนไปได้ 500 MB/s  และ 191 MB/s และในตัว Geekbench ทำได้ 566 / 1723 คะแนน ส่วนในเรื่องของความปลอดภัยนั้นแน่นอนว่ารองรับ L1 ดูหนังในความละเอียดสูงสุดได้เลยครับรุ่นนี้ ถือว่าประสิทธิภาพนั้นทำได้ดีเมื่อเทียบกับตัว CPU ครับ

SYSTEM UI

ในตัวระบบนั้นเองจะเป็น ColorOS ที่เราคุ้นเคยกันดีแต่พัฒนาขึ้นในหลายๆด้านการใช้งานครับ ทำงานบนพื้นฐาน Android 10 สวมทับด้วย ColorOS 7.2  ตัวล่าสุดเลยแน่นอนว่าในการใช้งานหน้าตาอะไรดูดีขึ้นพอสมควรครับแต่ก็ยังมีเอกลักษณ์ของแบรนด์อยู่ ในแง่ของการใช้งานเร็วลื่นขึ้นตอบสนองต่อหน้าจอได้ดี ตัวเลขแอป การแจ้งเตือนอะไรต่างๆทำได้ดีครับและจะไม่มี App Drawer นะครับเป็นหน้าหลักเลยแอปรวมทั้งหมดจะอยู่ในหน้านี้

ในส่วนของหน้าตาการตั้งค่า Quick Setting นั้นเป็นโทนสีเขียวขาว พร้อมไอคอนเหลี่ยมทั้งหมดรวมถึงสามารถปรับ ความสว่างหน้าจออะไรได้ และเมื่อลากลงมาอีกก็จะเป็นหน้าตาตั้งค่าแบบเต็มรูปแบบพร้อมเลื่อนไปซ้ายได้อีก  และแน่นอนว่า ยังคงแบ่งหน้าจอได้ โดยการเข้าแอปและกดปุ่มเคลียร์แอปค้างไว้ ก็เลือกแอปที่จะแบ่งได้เลยครับ

ทางด้านของแป้นพิมพ์นั้น ใช้งานของ Google Keyboard เลยถือว่าเป็นคีย์บอร์ดที่ใช้งานได้ดีที่สุดอันนึงเท่าที่เคยลองมาและยังประทับใจที่สุดสำหรับตัวแอดมินเองครับ ส่วนตัว RAM 8 GB ใช้งานไป และเหลือ 3.7 และในตัวความจำนั้นมาให้ 128GB เหลือกใช้งาน 108 โดยประมาณจากทั้งหมด

ส่วนตัวการนำทางนั้นรองรับการใช้งานแบบเต็มจอและปุ่มปกติครับและแน่นอนว่า หน้าจอสามารถปรับแต่งได้เลยในเรื่องของโทนสี และการลดความถี่ในที่แสงน้อยทำให้ถนอมสายตา  และ ตัว Gesture นั้นรองรับการใช้งานปกติเลย

ฟีเจอร์ AI-Enhanced Smart Sensor เป็นอีกฟีเจอร์ที่ใส่เข้ามาล่าสุดช่วยในการทำงานีท่ฉลาดมากขึ้นครับทั้ง การใช้งานโบกมือแบบไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ สำหรับเลื่อนหน้าจอ หรือจะเป็น รับสาย วางสาย และ มีโหมดป้องกันคนแอบดู รวมถึง หน้าจอหมุนตามสายตาเราไม่ต้องกลัวว่าเอียงมือถือแล้วจอภาพจะเอียงมั่วเลยนั้นเองครับรุ่นนี้ถือว่าดี

THEME

คลังธีมรุ่นนี้มีให้ปรับเยอะมากพอสมควรเลย ตัวการปรับแต่งธีมนั้นรองรับการเปลี่ยนพอสมควรครับซึ่งมีให้เลือกค่อนข้างเยอะจากที่รุ่นแรกๆนั้นปรับแต่งไม่ได้แต่ตอนนี้ปรับแต่งมาแล้ว ทำให้ใช้งานได้หลากหลายขึ้นและเปลี่ยนทั้งตัวหน้าตาไอคอน แอป และรวมถึงพื้นหลังต่างๆ และพื้นหลังงานออกแบบสวยงาม รวมถึงมีการเปลี่ยนตามเวลาได้ด้วย

SCREEN

หน้าจอในรุ่นนี้เป็นการออกแบบหน้าจอแบบเจาะรูคู่ Dual Punch-hole Display มาพร้อมกับขนาด 6.4″ ในอัตราส่วน 20:9 และสัดส่วนต่อตัวเครื่อง 91.5% จริงๆยังแอบคิดถึงหน้าจอเต็ม ของตระกูล Reno ก่อนๆเหมือนกันครับ หน้าจอใช้งาน Super AMOLED Display FHD+  ให้ความสว่างมากถึง 800 nit และความสว่างสูงสุด 1,200 nit รองรับการแสดงผลถนอมสายตา strobe flash-free ในเรื่องของการสัมผัสเวลาเล่นเกมหรืออะไรพวกนี้นั้นรองรับได้สบายครับความไวความหน่วงนั้นไม่มีเลยซึ่งถือว่าดีสำหรับใครที่เน้นในเรื่องนี้ ส่วนตัวหน้าจอจากที่ลองทั้งเรื่องของการสู้แสงและมุมมองถือว่าใช้งานได้ดีและรวมถึงโทนสีมิติ และความหนาแน่นประมาณ 409 PPI

ในเรื่องของการใช้งานมุมมองนั้นถือว่าตอบสนองต่อมุมมองได้ดีครับมุมมองเอียงๆก็ยังสามารถรองรับได้ภาพที่ได้ไม่มีดรอปหรือว่าเพี้ยนจากมุมมองปกติเท่าไร และแน่นอนว่าในเรื่องของการใช้งานรองรับเวลาเราตั้งดูหนังหรืออะไรแบบนี้ก็ไม่มีเพี้ยนหรือดรอปลงเท่าไร ส่วนเรื่องการสู้แสงหน้าจอตัวนี้รองรับได้สบายครับสู้แดดได้ยามใช้งานกลางแจ้งและสามารถหรี่แสงได้เยอะเวลาอยู่มืดๆ ส่วนในเรื่องของการสัมผัสใช้งานหน้าจอนั้นติดนิ้วอย่างมากเลยครับ ถือว่าในเรื่องของการใช้งานหน้าจอตัวนี้ไม่เจอจุดให้บ่นอะไร ส่วนตัวกล้องเจาะรูคู่นั้นก็ไม่ได้ใหญ่มากครับ แบบเดียวกับรุ่นก่อนๆเลยนั้นเอง ก็ถือว่าเป็นหน้าจอที่ทำได้สวยและออกแบบสานต่อจากรุ่น 3 ก่อนหน้านี้ได้ค่อนข้างดี

AI-Enhanced Smart Sensor

อีกฟีเจอร์ที่ทาง OPPO Reno4 รุ่นนี้ใส่เข้ามานั้นจะเป็น AI-Enhanced Smart Sensor ในด้านหน้าตัวเครื่องที่จะเป็นตัวที่สามารถคอยจับการเคลื่อนไหว ในการสั่งงานแบบไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ หรือว่าจะเป็นการใช้งานป้องกันคนแอบมอง และ รวมถึงการจับว่าหน้าจอจะไม่หมุนเวลาเราเอียงเครื่องถ้าเรามองอยู่นั้นเองครับถือว่าใช้งานได้จริงเลยทีเดียวเพราะจะมีหลายๆคนที่ใช้งานเวลานอนเล่นหรือเอียงเล่นนั้นหน้าจอจะชอบหมุนไปและไม่อิงตามใช้งานของเรา แต่ทาง OPPO นั้นคิดมาดีอย่างมากในจุดนี้และใช้งานเซนเซอร์ให้เป็นประโยชน์ที่สุดนั้นเอง และ Smart AirControl ในการควบคุม สามารถปัดมือขึ้นลง หรือ รับสายวางสายได้นั้นเองครับโดยที่เราไม่ต้องไปแตะหน้าจอตัวมือถือเลย

Smart Spying Prevention

ระบบนี้จะเป็นการตรวจจับว่ามีคนมองหน้าจอมือถือของเราหรือไม่ในการใช้งานข้างนอก ในฟีเจอร์นี้จะเป็นการใช้เซนเซอร์ด้านหน้าคอยดูหน้าของเราว่ามองหน้าจอหรือไม่และมีคนอื่นที่ไม่ใช่หน้าของเราอยู่ในระยะหรือไม่นั้นเองครับ และพวกข้อความต่างๆนั้นจะโดนปิดถ้าหากมีใบหน้าคนอื่นเข้ามาในระยะนั้นเอง ถือว่าเป็นระบบที่น่าสนใจอย่างมาก

Smart AirControl

ฟีเจอร์นี้จะเป็นการควบคุมแบบไม่ได้แตะหน้าจอครับ เป็นการตรวจจับฝ่ามือของเราด้วยซึ่งจะสามารถใช้งานเลื่อน หน้าจอ ขึ้นลง ในหลายๆแอพได้ทั้งหมดรวมถึงสามารถรับสายวางสายได้โดยที่เราไม่ต้องไปกด หรือ แตะหน้าจอเลยแม้แต่น้อยครับ สามารถเลื่อนได้ทั้ง แอพอื่นๆรวมถึงหน้าจอหลักได้ด้วยเช่นกันถือว่าช่วยเวลามือเปื้อนได้อย่างดีครับ

Smart Rotation

ถ้าหากใครเคยใช้งานมือถือเวลานอนเล่นมือถือนั้นจะเจออาการหน้าจอนั้นจะชอบหมุนไปตามแนวของโทรศัพท์ทั้งที่เราตั้งการจะดูแนวตั้งหรือเวลาใช้งานหลายๆส่วนนั้นเราจะเจออาการนี้แน่นอนครับ แต่ครั้งนี้ทาง OPPO ใส่ฟีเจอร์นี้เข้ามาให้ด้วยทำให้ระบบนั้นจะตรวจจับว่าใบหน้าของเรานั้นเอียงอยู่ในลักษณะไหนเมื่อเทียบกับตัวเครื่องนั้นเอง

Smart Always-on

หน้าจอจะไม่ดับถ้าหากเรามองหน้าจออยู่ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากๆในการใช้งานจริงเวลาเราเล่นอะไรแบบไม่ได้สัมผัสหน้าจอนานๆบางทีอาจจะดับไปแต่ถ้าเรามองไปที่มือถือเมื่อไรนั้นหน้าจอจะไม่ดับเลยนั้นเองเพราะสายตาเรามองอยู่ครับช่วยเวลาเราเปิดดู สูตรเมนูอาหาร หรือว่าจะเป็นการอ่านอะไรยาวๆและต้องมองไว้ตลอดแต่แตะหน้าจอไม่ได้นั้นเองครับ ถ้าเรามองไปนั้นจอจะติดไว้ตลอดเลยแหละถือว่าช่วยได้เยอะ หรือถ้าจอใกล้ดับแล้วเรามองไปก็จะติดให้เองเลย แต่ถ้าเรามองไว้ตลอดยังไงก็จะไม่ดับเลยครับในฟีเจอร์นี้

SOUND

ของคุณภาพเสียงในรุ่นนี้ยังคงมีรูหูฟัง 3.5มม.มาให้ครับและในด้านของ Software นั้นจะรองรับระบบเสียง Dolby atmos + Hi-Res แน่นอนว่าทำให้เสียงมันแตกต่างกับรุ่นก่อนๆทั้งหมด เรื่องของกำลังขับเสียงที่ดี มีกำลังมากขึ้นรวมถึงในแง่ของคุณภาพเสียงนั้นแตกต่างกันแบบรู้สึกได้ครับ เสียงที่ได้ลองฟังจากหูฟังประจำนั้นก็บอกได้ว่าเสียงมันปรับแต่งได้เยอะมีกำลังขับที่มากกว่าด้วยการดันเร่งเสียงของ Dolby Atmos ก็ช่วยได้ครับรวมถึงการจำลองเสียงทิศทางก็ช่วยเวลาดูหนังอะไรได้ด้วยนั้นเอง และในรุ่นนี้ก็ใส่ Hires เข้ามาแล้วครับเนื่องจากรุ่นที่แล้วบ่นไปในจุดนี้แต่ครั้งนี้ใส่เข้ามาแล้วแน่นอนว่ารองรับเสียงได้ดีขึ้นแน่นอนในเรื่องของลำลังขับที่ดีขึ้น เสียงชัดใสกว่าเดิมครับพวกนี้ถือว่าทำได้ดี เสียงภาพรวมเลยทำให้ไม่ได้ดรอปลงจากรุ่นก่อนแต่เป็นการพัฒนาขึ้นแบบรู้สึกได้ครับ

ส่วนหูฟังที่เเถมจะเป็นหูฟังสีขาวรูปทรงนั้นจะเหมือนกับตัวก่อนหน้าครับ และในด้านของโทนเสียงที่ได้ลองฟังก็อยู่ในระดับที่ฟังสบายเสียงที่ได้จากตัวเครื่องนั้นออกมามีเบสมาดีมาก เสียงย่านต่ำมาแบบนุ่มๆ และ เสียงมิติทำได้ค่อนข้างดี เวทีเสียงนั้นอาจจะไม่ได้กว้างมาก เสียงจะออกนุ่มๆฟังสบายๆเเละโทนเสียงไม่แหลมจนเกินไปครับ แต่ที่ชอบคือทรงแบบนี้มันใส่สบายและเหมาะสำหรับฟังเพลงนานๆหรือคุยโทรศัพท์อะไรพวกนี้ครับ ตัวหูฟังมีไมค์และปุ่มควบคุมมาให้ด้วย แต่ด้วยสีขาวอาจจะต้องรักษากันนิดหน่อยครับเป็นปกติเวลาใช้งาน รูปทรงนั้นจะเป็นแบบเดิมเช่นกันครับ

SPEAKER

ลำโพงในรุ่นนี้ยังคงเป็นลำโพงเดี่ยวอยู่ครับแน่นอนว่าแอบเสียดายน่าจะใส่เข้ามา 2 ตัวครับ ส่วนลำโพงเท่าที่ลองทดสอบนั้นเสียงดังระดับนึงไม้ได้หนีจากรุ่น Reno3 Pro ก่อนหน้านี้เท่าไรนัก แต่ก็ถือว่าเสียงมีความแน่นมากขึ้นครับเวลาเปิดเพลงหรือมีเสียงเบส และเสียงนั้นมีความนุ่มอยู่เช่นกัน แต่ถ้ามองในแง่ของความดัง ความกังวาลอาจจะไม่ได้โหดเท่าไรรวมถึง เสียงร้องเพลง หรือเสียงแหลมยังไม่ได้เด่นเท่าไรด้วยเช่นกัน แต่ส่วนอื่นๆนั้นใช้งานได้ค่อนข้างดี

GPS

การนำทางตัวนี้แอดมินทดสอบนำทางจริงๆ และ ใช้แอปทดสอบเช่นเคยครับตัวนี้จากที่เคยลองตัวก่อนๆนั้นถือว่าค่ายนี้จะมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเรื่อง Dual Frequency เข้ามาช่วยให้แม่นขึ้นและแน่นอนว่าการใช้ CPU ตัวใหม่ๆก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบนำทางพวกนี้ได้แม่นยำมากขึ้นเยอะมาก แต่ในรุ่นนี้เหมือนจะดรอปลงไปพอสมควรครับแต่ก็ไม่ถึงกับแย่นะ แต่แอบดรอปลงนิดหน่อย ส่วนในการใช้แอปทดสอบนั้นก็จับได้ทั้งหมด 17 ดวง จากทั้งหมด 33 ดวงครับทั้งบนรถ และ ทางเดินเท้าปกติ กลางแจ้งนะครับ และ ในที่ร่มนั้นทำได้ 10 ดวง จาก 30 ดวงนะครับ

BATTERY

แบตเตอรี่รุ่นนี้มาพร้อมกับความจุแบตเตอรี่ 4,015 mAh รองรับชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 ที่มีกำลังไฟ 30W และรองรับการชาร์จไว 50% ภายในเวลาประมาณ 20 นาที  แน่นอนว่าต้องขอทดสอบหน่อยครับว่าจริงแค่ไหน เลยมีการทดสอบชาร์จมาให้ชมกันด้วย และในรุ่นนี้ใช้งาน USB-C ด้วย จากที่ได้ลองชาร์จใช้งานนั้นจาก 0-100% นั้นสามารถทำให้เต็มได้ เร็วมาก 20 นาทีแบตขึ้นมามากถึง 39% เลยครับ และชาร์จเต็มภายใน 60 นาที และ แบตใช้งานได้อึดเลยแหละ จากการใช้งานทั้งวัน ดู Netflix แบบกักตัวอยู่บ้านยาวๆ 3 ชั่วโมง เล่นเกมด้วย รวมถึง เล่น Facebook ทั่วไปและมีทดสอบเปิดนำทางดูบ้าง ทำได้ หลายชั่วโมงพอสมควร และจอเปิด 5 ชั่วโมง ใช้งานได้ทั้งหมด 11 ชั่วโมง อันนี้คือเปิดหนักหน่วงมากครับ ถ้าปกติก็เพียงพอทั้งวันอยู่เหมือนกันครับตัวนี้

GAMING

เรื่องของการเล่นเกมรุ่นนี้ ต้องบอกเลยว่าเด็ดสุดๆ แน่นอนว่า Snap 720G ขึ้นชื่ออยู่เเล้วในเรื่องของการเล่นเกม เท่าที่ทดสอบโดยรวมถือว่าสอบผ่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับภาพ ค่า FPS ภายในเกม รวมถึงอุณหภูมิของตัวเครื่อง หลังจากที่ได้ทดสอบร้าวๆ 50 นาที รุ่นนี้จะกินแบตอยู่ร้าวๆ 14% ส่วนความร้อนสูงสุด 40 องศา เป็นอีก 1 รุ่นที่สายเกมไม่ควรพลาด

CAMERA

กล้องหลังในรุ่นนี้มาพร้อมกับ 4 ตัวพร้อมกับรองรับการถ่ายและฟีเจอร์ที่ค่อนข้างหลากหลายอย่างมาก กล้องหลัง 4 ตัว เลนส์หลัก 48 MP f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586 + Ultra Wide Angle  8 MP f/2.2 + Macro 2 MP f/2.4 + Mono 2 MP f/2.4 แน่นอนว่าตัวกล้องนั้นอัพในเรื่องของฟีเจอร์เข้ามาค่อนข้างเยอะขึ้นเด่นๆจะเป็นการแยกสีที่เก่งมากๆในการถ่ายภาพบุคคลรวมถึงการดูดสีที่แม่นยำมากด้วยเช่นกันครับ ในชื่อ AI Color Portrait  และยังมีการถ่าย portrait กลางคืนที่เทพขึ้นด้วยฟีเจอร์ โบเก้สวยๆแบบกล้องใหญ่ได้เลยในโหมด Night Flare Portrait ที่จะช่วยละลายหลังให้สวยขึ้นแต่หน้าคนนั้นยังคงสว่างด้วยการจับใบหน้าคนให้ด้วยครับ ถือว่าเป็น 2 โหมดหลักๆที่ใส่เข้ามาทำให้การถ่ายภาพนั้นสวยและมีลูกเล่นเยอะกว่าเดิมพอสมควร แต่โหมดการถ่ายปกติ เช่นโหมดกลางคืน หรือ ละลายหลังยังคงใส่เข้ามาและถ่ายกลางคืนนั้นยังคงเทพเช่นเดิมครับ

 

AI Color Portrait

Night Flare Portrait

SELFIES

กล้องหน้ารุ่นนี้ให้มา 1 ตัวนะครับ ส่วนข้างๆนั้นจะเป็นเซนเซอร์ในการจับระยะหรือใช้งาน AI-enhanced Smart Sensor ครับ กล้องหลังในรุ่นนี้ให้มา 32MP  รูรับแสง f/2.4 ถือว่าเป็นกล้องหน้าที่ทำได้ดีและในเรื่องของการถ่ายวีดีโอก็ทำได้ดีด้วยในรุ่นนี้ รวมถึงยังมีพวกฟีเจอร์ในการถ่ายแล้วสามารถเบลอข้างหลังได้ในกล้องหน้าด้วย จากที่ลองนั้นตัวกล้องหน้าถือว่าสวยสมจริงและไม่หลอกตารวมถึงในเวลากลางคืนก็ทำได้ดีมากๆมีแสงไฟช่วยเข้ามา รวมถึงมีโหมดกลางคืนในกล้องหน้าก็ช่วยในจุดนี้ได้ด้วยเช่นกันครับเมื่อเทียบกับสภาพแสงจริงๆคือมืดมากๆเลย และสามารถใช้งานได้ดีระยะมุมกว้างอะไรกำลังดีครับทำให้การถือถ่ายนั้นไม่ต้องไปยืดแขนให้สุดก็สามารถเก็บอะไรได้ดีในพื้นหลังด้วยครับ

VIDEO

การถ่ายวีดีโอรุ่นนี้รองรับการถ่ายวีดีโอสูงสุด 4K 30FPS ครับและมีเลนส์มุมกว้างมาให้ถ่ายในความละเอียด FHD ด้วยเช่นกัน ส่วนการถ่าย 60 FPS นั้นจะรองรับในตัว FHD ครับแน่นอนว่าในการถ่ายวิดีโอดีขึ้นจากเดิมพอสมควร และยังมีโหมดกันสั่นพิเศษมาให้เล่นใช้งานกันทั้ง มุมมองกว้าง และ มุมมองปกติถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวอีกทั้ง วิดีโอยังมีเรื่องการละลายหลังมาให้ใช้งานกันในการถ่ายวีดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอถือว่าเป็นลูกเล่นที่น่าสนใจ อีกทั้งยังมีโหมดการดูดสีของตัวแบบได้เลยครับจะสามารถแยกตัวคนออกจากพื้นหลังได้ทันทีด้วยเช่นกัน และในเรื่องของการถ่าย 960FPS นั้นใส่เข้ามาให้ด้วยในรุ่นนี้ทำให้การถ่ายโหมดการเคลื่อนไหวช้านั้นทำได้ดีกว่าเดิมเยอะมาก  และ ยังคงรองรับ [email protected],[email protected]และ[email protected]  และการใช้งาน Ultra Steady Video 3.0 ที่ดีขึ้น ทั้งมุมปกติ และมุมกว้าง รวมถึงกล้องหน้าด้วยเช่นกันครับ และยังมี โหมด AI Color Portrait, Monochrome Video เข้ามาด้วยในการดูดสี หรือ ว่าจะเน้นในแบบนั้นเด่นขึ้นมาครับ

OPPO Reno4 

” ปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ บางและเบา ฝาหลังเด่น พร้อมกับฟีเจอร์กล้องยังคงจัดเต็มเช่นเดิม “

ยังคงเป็นแบรนด์ที่เน้นเรื่องกล้องถ่ายง่ายถ่ายสวยได้ดี เหมาะสำหรับสาวๆที่ชอบถ่ายภาพและโทนของภาพมีความใสเคลียร์ พอสมควรส่วนทางด้านงานออกแบบนั้นมีความแตกต่างกับรุ่นก่อนๆเยอะพอสมควรทั้งดีไซน์กล้อง ฝาหลังและวัสดุที่นำมาใช้มีการสะท้อนแสงอะไรสวยงามพอสมควรครับแน่นอนว่าทางด้านระบบอะไรก็พัฒนาขึ้น ฟีเจอร์กล้องหลัง วีดีโอ ภาพนิ่งใส่เข้ามาเยอะมากๆ อันนี้ถือว่าดี รวมถึงเครื่องมีความบาง และ เบามากๆในการขับถือพกพา และทางด้านสเปคก็ใช้งานได้โอเคทั้งการทำงานทั่วไปหรือเล่นเกมครับสำหรับุร่นนี้ถือว่าโอเคมากๆ แต่ก็มีในเรื่องของหน้าจอที่ยังเป็นแค่ 60Hz และใช้ 4G ก็อาจจะเป็นจุดที่ต้องดูกันว่าเราเน้นอะไรมากน้อยแค่ไหนนั้นเองครับ รวมถึงดีไซน์กล้องหลังแบบนี้อาจจะรักษาได้ยากนิดหน่อยแต่ส่วนอื่นๆนั้นก็ถือว่าทำได้ดีเช่นเดิมเลยทีเดียว

ข้อดี

  • ดีไซน์สวยงามและโดดเด่น สะท้อนแสงได้ดี
  • วัสดุเล่นแสงสีสวย และ มีความบาง เบาอย่างมาก
  • มาพร้อม Snapdragon 720G
  • กล้องหน้า คุณภาพดี ทั้งงานวีดีโอ และ ภาพนิ่ง
  • กล้องหลัง 4 ตัวพร้อมกับฟีเจอร์อัดแน่นเช่นเดิม
  • กันสั้นพิเศษยังคงใช้งานได้จริง ทั้งกล้องหน้า และ หลัง
  • แบตเตอร์รี่อึดพอสมควร
  • รองรับชาร์จไว 30W VOOC 4.0
  • หน้าจอเจาะรูสวยงาม พร้อมกับสู้แสงได้ดี
  • Smart Sensor ใส่เข้ามา ใช้งานได้จริง
  • งานวีดีโอรองรับ 960FPS
  • Ultra Steady Video 3.0 ใส่มาให้ทั้งกล้องหน้าหลัง และ มุมกว้าง

ข้อสังเกต

  • หน้าจอยังเป็นแค่ 60Hz
  • ดีไซน์กล้องหลังอาจจะเก็บฝุ่นได้ง่าย
  • บอดี้ใช้งานวัสดุพลาสติก

สำหรับรีวิวนี้ผมก็ต้องขอตัวลาไปก่อนสำหรับรุ่นอื่นๆก็ติดตามกันได้เลย ถูกใจฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะครับ  มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ  เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกผมรีวิวรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ

ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

Review by Nineztr 

0 Shares

Comments กันได้เลย !

Comments