OPPO ได้เปิดตัวน้องเล็ก OPPO A15 พร้อมกับการสานต่อจากรุ่น OPPO A12 มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทุกๆด้านของทางด้านตระกูล A เริ่มต้นแบบนี้ มาพร้อมกับงานออกแบบใหม่ทั้งหมดและสเปกการใช้งานอะไรก็ถือว่าดีขึ้นด้วยเช่นกันมาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ 6.52 นิ้ว HD+ และการใช้งานกล้องหลัง 3 ตัว AI พร้อมกับความละเอียดสูง 13MP  แน่นอนว่าทางด้านดีไซน์ถือว่าเป็นการเปลี่ยนหลักๆ มาพร้อมการออกแบบกล้องหลังแบบใหม่ ดีไซน์เครื่องแบบใหม่บาง เบาสวยงามพร้อมกับดีไซน์ที่อิงคล้ายรุ่นพี่ OPPO Reno4 Z 5G ด้วยนะเรียกได้ว่าหรูหราเลยทีเดียว  ส่วนทางด้านขุมพลังนั้นแน่นอนว่ามาพร้อมกับ HELIO P35 จากค่าย MTK และในไทยก็ได้เอาเข้ามาเรียบร้อยแล้ว

OPPO A15 รุ่นนี้จะมาพร้อมกับ การใช้งาน CPU MTK Helio P35 แบบ octa-core  มี RAM 3GB และ  STORAGE 32GB  นอกจากนี้ยังมีที่เสียบการ์ด MicroSD ที่สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บ ข้อมูลได้สูงสุดถึง 256GB พร้อมกับใช้งานหน้าจอขนาดใหญ่ 6.52 นิ้ว IPS LCD พร้อมกับ Screen-to-body Ratio: 89% และใช้งานความละเอียด  720*1600  HD+ นั้นเอง เป็นการออกแแบบติ่งหยดน้ำเช่นเดิมเลย ส่วนทางด้านกล้องหลังนั้นถือว่าเป็นการให้กล้องหลังจัดเต็มมากถึง 3 กล้องหลังพร้อมกับ AI แน่นอนว่าไม่ธรรมดา กล้องหลัก 13MP f/2.2 ที่ช่วยให้ภาพถ่ายของคุณมีความคมชัด พร้อมเลนส์ Macro 2MP f/2.4 ระยะใกล้เพียง 4 ซม.ช่วยเก็บรายละเอียดในระยะใกล้ และกล้อง Depth 2MP f/2.4 ให้ ถ่ายภาพภาพ Portrait อย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่ามาพร้อมกับ Dazzle Color Mode และ AI Scene Recognition ในการแยกฉากต่างๆ และมี ฟิลเตอร์มาให้เล่นด้วย ส่วนทางด้านกล้องหน้าให้มาที่ 8MP  รับแสง f/2.0 เลนส์ 5P AI beauty 2.0 รองรับการถ่ายแบบ Portrait ด้วยเช่นกันและใช้งานถ่ายได้ค่อนข้างดี มาพร้อมกับ แบต  4,230 mAh รองรับการชาร์จ 10W และตัวเครื่องนั้นออกแบบมาได้บางเบาพอสมควร มาพร้อมกับ ความบาง 7.9mm น้ำหนัก 175g เท่านั้นบางมากๆ

OPPO A15 มาพร้อมกับ MTK HELIO P35 RAM 3GB STORAGE 32GB มาพร้อมกับสีขาว Fancy White และ สีดำ Dynamic Black ราคาเปิดตัวที่  4,299 บาท

UNBOX

โทนกล่องที่เป็นสีขาว ด้านหน้ามีตัวเครื่องของ OPPO A15 พร้อมกับ โลโก้ OPPO สลักเอาไว้  แน่นอนว่าเป็นการออกแบบยุคนี้ของทาง OPPO ตระกูล  A นั้นเองด้านหลังจะมีรายละเอียดต่างๆ ส่วนอุปกรณ์ที่เเถมก็จะมีดังต่อไปนี้

  • ตัวเครื่อง OPPO A15
  • อะแดปเตอร์ชาร์จ 10W
  • สายชาร์จ Micro-USB
  • เคสใสแบบ TPU
  • คู่มือการใช้งาน
  • เข็มจิ้มถาดใส่ซิม

ตัวเคสที่แถมมานั้นต้องบอกว่ายังคงเป็นเคสใสนิ่มปกติ พร้อมกับคลุมทั้งตัวเครื่องด้านหลังทั้งหมด ส่วนขอบเครื่องในส่วนหน้าจอนั้นทั้ง 4 มุมมีการนูนขึ้นมาปกป้องหน้าจอ รวมถึงมีเว้าตรงขอบลำโพงด้านบน ความหนาของเคสกลางๆกำลังดี ไม่ได้ทำให้ตัวเครื่องหนักเกินไป และ ไม่ได้หนาเกินจำเป็นด้วย ตัวเคสนั้นในเรื่องของตามขอบกล้องและหน้าจอสามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดในส่วนของด้านหน้านั้นจะมีขอบเครื่องทั้ง 4 มุมโผล่ขึ้นมาทำให้ปกป้องได้ดีเวลาวางหน้าคว่ำ และช่วยในการตกกระแทกได้ดี เป็นเคสแถมที่ดีและใช้งานได้ยาวๆเลย

DESIGN 

งานออกแบบนั้น OPPO A15 มีความบางเพียง 7.9 มม. และน้ำหนักเบาเพียง 175 กรัม อีกทั้งยังมาพร้อมตัวเครื่องดีไซน์โค้ง 3 มิติที่บางลง ให้คุณถือได้ อย่างถนัดมือสะดวกสบาย ฝาหลังนั้นเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนชัดเจนมากๆ ด้วยการเคลือบชั้นผิวสุญญากาศแบบ 3 มิติ ที่นอกจากจะให้ความเงางามแล้ว พื้นผิวแบบด้านให้ความรู้สึกเหมือนโลหะเลยนั้นเอง ส่วนการวางกล้องการออกแบบกล้องนั้นเปลี่ยนแปลงสวยงามมากขึ้น และสีสันพรีเมี่ยมขึ้นมากพร้อมกับหน้าจอที่ขนาดใหญ่มากขึ้นจากเดิม และเต็มตามากขึ้นด้วยเช่นกันถือว่าเป็นตระกูล A ที่สวยงามขึ้นเยอะมาก

หน้าจอใช้งาน IPS LCD ขนาด 6.52 นิ้ว ความละเอียด HD+ ( 720 x 1600 พิกเซล), อัตราส่วนหน้าจอ 20:9 พร้อมติ่งหยดน้ำ HD+ ความละเอียดหน้าจอ 169PPI Contrast Ratio: TYPE 1500:1 ความสว่างจอ 480nit

หน้าจอขอบบนนั้นเป็นแบบเดิม มาพร้อมกล้องหน้า พร้อมติ่งหยดน้ำ และมีการแทรกเซนเซอร์ไว้ข้างๆกล้อง รวมถึงขอบลำโพงอยู่เหนือกล้องหน้า กล้องหน้าให้มาที่ 8MP รูรับแสง f/2.0 อันนี้พัฒนาดีขึ้นกว่าเดิมเยอะมากครับ

ในส่วนขอบล่างหน้าจอนั้นปุ่มควบคุมนั้นจะอยู่ในหน้าจอ สามารถใช้งานเต็มหน้าจอได้แบบไม่มีปุ่ม ส่วนขอบข้างๆนั้นก็ทำได้บางพอๆกับรุ่นก่อนหน้านี้เลย หนาเป็นปกติของมือถือในเรทราคานี้

ขอบเครื่องด้านล่างนั้นจะเป็น ลำโพงหลัก ช่อง Micro-USB 2.0 และ รูไมค์  รวมถึงรูหูฟัง 3.5 มม. นั้นยังอยู่นะครับ ดีไซน์ Layout ต่างๆยังคงเหมือนกับรุ่นอื่นๆ

ในขอบเครื่องด้านข้างขวานั้นจะเป็นที่อยู่ของปุ่ม Power  กับ เพิ่ม/ลด เสียง  ส่วนสีขอบเครื่องนั้นจะเป็นสีเดียวสีเงินทั้งหมดไม่มีการไล่สี  ส่วนงานออกแบบตามขอบนั้นเหมือนกับรุ่นก่อนหน้า ตรงฝาหลังนั้นจะเป็นสีขาวสวยงาม

ในส่วนของด้านบนนั้นไม่มีรูไมค์ตัดเสียงมาให้ เป็นสีเงินตัดกับฝาหลังได้กำลังดีครับ และในส่วนวัสดุขอบเครื่องทั้งหมดจะเป็นพลาสติกด้าน แต่ฝาหลังนั้นจะยังโค้งมารับมือเหมือนกับรุ่นก่อนๆอยู่เหมือนเดิมนิดๆครับ

ส่วนของด้านซ้ายนั้นจะเห็นว่ามีช่องใส่ถาดซิม เป็นแบบ Triple Slot ฝาหลังนั้นจะโค้งลงมาตรงขอบข้างๆเล็กน้อยเหมือนกับรุ่นก่อนหน้านี้ทำให้จับถือได้ง่าย และเข้ากับมือได้มากกว่า และการใช้งาน 2 สีวัสดุแบบนี้ดูคล้ายกระจกครับ

ฝาหลังนั้นเปลี่ยนแปลงชัดเจนทั้งเรื่องของการออกแบบ วัสดุ การเล่นวัสดุต่างๆแน่นอนว่าฝาหลังนั้นพรีเมี่ยมมากขึ้นใช้งานฝาหลังแบบเงาและทำให้ขอบเครื่องเป็นสีเงินแบบด้านคล้ายกับโลหะสวยงาม ส่วนฝาหลังก็ยังเล่นแสงสีได้เพราะเป็นวัสดุแบบเงาและเล่นสีด้านแปลกตา สีขาวสวยงามดูคลีนและเรียบมากขึ้น จากที่รุ่นก่อนเป็นแบบพลาสติกด้านนั้นเองครับ เป็นโทนสีขาวแบบเดียวกับหิมะเลยนั้นเองบอกเลยว่ามีความโดดเด่นและสวย ตัดกับทรงกล้อง 4เหลี่ยมได้ชัดเจน และมีการเล่นขอบโครเมี่ยมรอบกล้องเข้ามาให้ดูแพงขึ้นเช่นกัน จุดนี้ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีครับ

กล้องหลังนั้นเปลี่ยนแปลงงานออกแบบทั้งหมดจากรุ่น A12 พร้อมกับ ได้เพิ่มเลนส์มาโครเข้ามาด้วยเช่นกันครับ ส่วนตัวกล้องหลักนั้นยังคงให้มาที่ ความละเอียด 13MP f/2.2 PDAF กล้องตัวที่ 2 กล้อง Dept สำหรับถ่าย Portrait  ความละเอียด 2 MP f/2.4 กล้องตัวที่ 3  Macro 2MP f/2.4 ระยะ 4 เซนติเมตร พร้อมกับสแกนนิ้วมือในด้านหลังรองรับการสั่งงานถ่ายรูปได้ ฝาหลังแบบเงาสวยงามและเล่นกับแสงสีได้ดีเช่นกัน ดูพรีเมี่ยมกว่าเดิมเยอะมากๆครับตรงนี้

SPEC 

  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 6.52 นิ้ว (720 × 160P พิกเซล) ความสว่าง 480 nits
  • ชิบประมวลผล MediaTek Helio P35 (12nm)
  • การ์ดจอ PowerVR GE8320
  • RAM 3GB + ความจำ 32GB
  • Android 10 ที่ครอบด้วย ColorOS 7.2
  • ซิมคู่
  • กล้องหลังมุมกว้าง 13MP (f/2.2), LED flash + กล้องมาโคร 2MP (f/2.4) + กล้องจับความลึก 2MP (f/2.4)
  • กล้องหน้ามุมกว้าง 8MP (f/2.0)
  • เซ็นเซอร์สแกนนิ้วด้านหลัง
  • ขนาดตัวเครื่อง:164×75.4×7.9mm;
  • น้ำหนัก: 175กรัม
  • รูแจ็ค 3.5mm รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 802.11 b/g/n,
  • Bluetooth 5.0, GPS/GLONASS
  • ใช้พอร์ต microUSB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 4,230mAh ความเร็วในการชาร์จ 10W
  • สีขาว Fancy White และ สีดำ Dynamic Blac

PERFORMANCE

ประสิทธิภาพของรุ่นนี้ยังคงใช้งาน MTK P35 เช่นเดิม มาพร้อมกับ RAM 3GB, STORAGE 32GB เท่ากันเลยนั้นเอง ทั้งนี้ในเรื่องคะแนนเลยไม่ได้มีจุดเปลี่ยนหรือแตกต่างกันมาก แต่จะไปเน้นหน้าจอใหญ่ขึ้นมาก และกล้องหลัง 3 ตัว และ ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ทำให้ส่วนคะแนน Antutu ทำไปได้ 110881 คะแนน และ Geekbench ทำไปได้  163/968 คะแนน และ ทางด้านการอ่านเขียนนั้นเป็น eMMC5.1 ทำได้ 279 MB/s และ เขียน 75MB/s รองรับ Netflix SD L3 นะครับ ตามระดับถือว่า ใกล้เคียงกับรุ่นก่อน แต่ก็ไม่ได้ด้อยกว่าคู่แข่งตัวอื่นๆเท่าไรครับผม

SYSTEM UI

ในตัวระบบนั้นเองจะเป็น ColorOS ที่เราคุ้นเคยกันดีแต่พัฒนาขึ้นในหลายๆด้านการใช้งาน ทำงานบนพื้นฐาน Android 10 สวมทับด้วย ColorOS 7.2 ตัวล่าสุด Darkmode ก็มา แน่นอนว่าในการใช้งานหน้าตาอะไรดูดีขึ้นพอสมควรครับ แต่ก็ยังมีเอกลักษณ์ของแบรนด์อยู่ ในแง่ของการใช้งานเร็วลื่นขึ้นตอบสนองต่อหน้าจอได้ดี ตัวเลขแอป การแจ้งเตือนอะไรต่างๆทำได้ดีครับและจะไม่มี App Drawer ครับเป็นหน้าหลักเลยแอปรวมทั้งหมดจะอยู่หน้าหลัก

ในส่วนของหน้าตาการตั้งค่า Quick Setting นั้นเป็นโทนสีเขียวขาว พร้อมไอคอนเหลี่ยมทั้งหมดรวมถึงสามารถปรับ ความสว่างหน้าจออะไรได้ และเมื่อลากลงมาอีกก็จะเป็นหน้าตาตั้งค่าเต็มรูปแบบ พร้อมเลื่อนไปซ้ายได้อีก  และแน่นอนว่า ยังคงแบ่งหน้าจอได้ โดยการเข้าแอปและกดปุ่มเคลียร์แอปค้างไว้ ก็เลือกแอปที่จะแบ่งได้เลย

ทางด้านของแป้นพิมพ์นั้น ใช้งานของ Google Keyboard เลยถือว่าเป็นคีย์บอร์ดที่ใช้งานได้ดีที่สุดอันนึงเท่าที่เคยลองมาและยังประทับใจที่สุดสำหรับตัวแอดมินเองครับ ส่วนตัว RAM 3 GB ใช้งานไป 2 กว่าๆ ครับและในตัวความจำนั้นมาให้ 32GB เหลือกใช้งาน 18 โดยประมาณจากทั้งหมด ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน ระดับเริ่มต้น แต่ก็เพิ่ม Micro-SD ได้แน่นอนครับสำหรับรุ่นนี้พร้อมใช้งานสูงสุด 256GB นั้นเอง

ส่วนตัวการนำทางนั้นรองรับการใช้งานแบบเต็มจอและปุ่มปกติครับ และแน่นอนว่ารองรับได้เป็นมาตรฐาน รวมถึง Smart Sidebar ในรุ่นนี้ยังคงใส่เข้ามาและรองรับการใช้งานอยู่ครับเลือกปรับแต่งได้เหมือนกันในรุ่นก่อนๆเพียงปัดนิ้วที่ด้านข้างหน้าจอ โดยจะปรากฎหน้าต่างแบบลอยขึ้นมาให้ใช้งาน เพื่อให้คุณสามารถเข้าถึงแอปที่ชื่นชอบหรือใช้งาน มากที่สุด โดยไม่ต้องค้นหาบนหน้าจอหลัก อันนี้ถือว่าตอบโจทย์เลยนั้นเอง

Gesture นั้นรองรับการใช้งานปกติเลย ทั้งหลากหลายการใช้งานในหน้าจอเปิด และ หน้าจอปิดรวมถึงการแคปหน้าจอและการรับสายวางสายได้ทั้งหมด และสามารถ ยกขึ้นและหน้าจอจะติดได้ด้วยทำให้ไม่ต้องกดปุ่มเวลาจะใช้งาน

SCREEN

ทางด้านหน้าจอนั้นมาพร้อมกับ หน้าจอกว้าง 6.52 นิ้ว อัตราส่วนหน้าจอ 89% ความละเอียดหน้าจอ 1600×720 HD+ อัตราการรีเฟรชหน้าจอ สูงสุด 60Hz อัตราความไวหน้าจอสัมผัส สูงสุด 60Hz Color Gamut: TYPE 71% NTSC ความละเอียดหน้าจอ 169PPI Contrast Ratio: TYPE 1500:1 ความสว่างจอ 480nit ขนาดถือว่าทำได้ดีครับ และรองรับการใช้งานได้ดีสำหรับการดูหนัง เล่นเกม หรือจะเป็นการดูภาพ ใช้งานทั่วไป มาพร้อมกับฟีเจอร์ Eye Comfort Filters และ แน่นอนว่าในภาพรวมหน้าจอโอเคเลย ถ้ามองตรงๆ สู้แสงได้ระดับนึงแต่ไม่ได้โหดมากนัก ส่วนมุมมองนั้นกำลังดีแต่ถ้าเริ่มเอียงๆอาจจะมีมืดไปหน่อย และเร่งแสงสุดยังไม่สว่างมากเท่าไร ส่วนในตัวการสัมผัสนั้นต้องบอกเลยว่าเหมือนกับรุ่น A12 ก่อนหน้านี้ครับมีความหน่วงอยู่บ้าง ไม่ได้ติดนิ้วมากเท่าไร แต่ส่วนตัวนั้นก็พอเข้าใจว่าตามระดับเรทราคาของตระกูลนี้ ส่วนงานออกแบบนั้นจะยังคงใช้งานติ่งหยดน้ำเช่นเดิมอยู่นั้นเอง

แน่นอนว่าเรื่องของขนาดอะไรนั้นทำออกมาได้ดีและรองรับการดูหนัง เล่นเกมได้ดีครับ แต่การที่เป็นจอ LCD มุมมองบางครั้งอาจจะไม่ได้โหดมาก ถ้าเจอฉากสีดำเยอะๆ และเอียงมองจะออกไปทางสีเทาๆซะมากกว่ากว่าไม่ได้ดำสนิท ส่วนเรื่องความดรอปลงในมุมมองอื่นๆนั้นก็เจอบ้าง ถ้าเป็นโทนสีเข้มจะดรอปลงพอสมควร และความสว่างในมุมมองเอียงๆนั้นไม่เท่ากับมองตรงๆเท่าไร ซึ่งเมื่อเทียบกับเรทราคานี้อาจจะเป็นเรื่องปกติครับ แน่นอนว่าดีกว่าจอหลายๆรุ่นของคู่แข่งในระดับเดียวกันอยู่นะ และในรุ่นนี้ได้หน้าจอที่ใหญ่กว่าเดิมด้วยเป็น 6.52 นิ้ว เต็มตาสะใจกว่าเดิมเช่นกัน

FINGERPRINT / FACE UNLOCK

มาพร้อมกับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือและ AI ปลดล็อกด้วยใบหน้า และใช้งานสแกนนิ้วในด้านหลังเครื่องครับแน่นอนว่าเป็นตำแหน่งที่พอดีเวลาจับใช้งาน และเป็นท่าปกติเวลาใช้งานด้วยเช่นกัน ส่วนระยะเวลาปลดล็อกนั้นทำได้ดีเช่นกันครับและรองรับได้หลากหลายนิ้ว ส่วนการสแกนใบหน้านั้น ใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าที่ซับซ้อนของ OPPO วิเคราะห์ลักษณะใบหน้าได้มากถึง 128 รูปแบบ และทำให้เวลายกมือถือขึ้นมาก็สามารถสแกนใบหน้าได้ไวมากๆครับ

SOUND SPEAKER

เสียงลำโพงนั้นแน่นอนว่าในเรทราคาประมาณนี้อาจจะไม่ได้เน้นมากนัก แต่ก็ได้เรื่องของความดังเข้ามาพร้อมกับความใสชัดของเสียงเรียกเข้า หรือว่าจะเป็นเสียงคนร้อง คนพูดนั้นเองแต่มิติเสียงด้านอื่นๆอาจจะไม่ได้เด่นซักเท่าไรครับเป็นปกติของตระกูล A รุ่นเลข 1 ประมาณนี้ก็ถือว่าดังตามเรทราคา แต่ก็พัฒนาดีขึ้นจาก A12 แบบชัดเจนจุดนี้ถือว่าดีครับ ส่วนเรื่องของเสียงจากหูฟังแน่นอนว่า มีรู 3.5มม.พร้อมใช้งาน เน้นฟังเพลงทั่วไป คุยโทรศัพท์ต่างๆใช้งานได้แต่ถ้าเสียงนั้นจะออกมากำลังขับกลางๆ เน้นความชัดของเสียงร้อง แต่เบสย่านต่ำอะไรก็ไม่ได้เยอะเท่าไรนัก

GPS

ใช้แอปทดสอบเช่นเคยครับตัวนี้จากที่เคยลองตัวก่อนๆนั้นถือว่าค่ายนี้จะมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้แม่นขึ้นและแน่นอนว่าการใช้ CPU ตัวใหม่ๆก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบนำทางพวกนี้ได้แม่นยำมากขึ้นเยอะมาก แม้จะเป็น MTK แต่ในรุ่นนี้เมื่อเทียบกับการใช้งาน และ เรทราคาของมันถือว่ารองรับได้สบายและใช้งานได้ดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนั้นเอง ส่วนในการใช้แอปทดสอบนั้นก็จับได้ทั้งหมด 19 ดวง จากทั้งหมด 48 ดวงครับทั้งบนรถ และ ทางเดินเท้าปกติ กลางแจ้งนะครับ และ ในที่ร่มนั้นทำได้ 15 ดวง จาก 47 ดวงนะครับ ไม่ได้หนีกันมากนักและนำทางได้ดี

BATTERY

แบตเตอรี่รุ่นนี้มาพร้อมกับความจุแบตเตอรี่ 4,230 mAh รองรับชาร์จ 10W แน่นอนว่าตัวแบตให้มาเยอะพอสมควรในการใช้งานจริงๆ และด้วยสเปกที่เน้นการใช้งานยาวๆบอกเลยว่าอึดสบายๆ ทดสอบอายุแบตในการใช้งานจริงนั้น จากการใช้งานทั้งวัน ดู Netflix อยู่บ้านยาวๆ 3-4 ชั่วโมง  รวมถึง เล่น Facebook ทั่วไป และเล่นเกมไป 1 ชั่วโมง และจอเปิด 8 ชั่วโมง ใช้งานได้ทั้งหมด 15 ชั่วโมง อันนี้คือเปิดหนักหน่วงมาก บอกเลยว่าเรื่องแบตนั้นไว้ใจได้สบายๆครับและรองรับการใช้งานได้ดีมากๆตัวนึง ถ้าใครเน้นสมาร์ทโฟนใช้งานทั่วไปนำทาง เข้าแอปตัวนี้สบายมากๆทั้งวันได้แบบไม่ต้องหาที่ชาร์จแบตอะไรทั้งนั้นเลยครับ รวมถึงการ Stanby ที่ฉลาดและ Super Nighttime Standby เรียนรู้การนอนหลับเพราะว่าเมื่อเรานอนนั้นโทรศัพท์จะลดการใช้พลังงานลงอัตโนมัติ

GAMING

เรื่องของการทดสอบเล่นเกมรุ่นนี้เท่าที่ได้ทดสอบก็ต้องขอบอกว่าโดยรวมถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว มาพร้อมกับHyperBoost 2.1 ช่วยในเรื่องของ FPS ได้ดีครับ การปรับภาพกราฟิกอาจจะปรับได้ไม่สูงเท่าไร ใครที่เน้นเล่นเกมปรับภาพสูงๆสุดรุ่นอาจจะยังไม่เหมาะ เเต่เรื่องของการทัชต้องบอกเลยว่าทัชได้ดี เเละ เเม่นยำมากๆ เรื่องของการเล่นเกม เท่าที่ทดสอบ ภาพทำออกมาได้เนียนตา เเบตเตอรี่ ทดสอบ 1 ชั่วโมง จะลดประมาณ 16% ส่วนเรื่องของความร้อนเท่าที่ทดสอบสูงสุดจะอยู่ที่ 43 องศา

CAMERA

กล้องหลังในรุ่นนี้เป็นการเปลี่ยนจากรุ่นก่อนหน้าที่มี 2 ตัวมาเป็น 3 ตัว แน่นอว่าที่เสริมเข้ามาเป็นเลนส์ถ่ายระยะใกล้หรือมาโคร 4 เซนติเมตรนั้นเอง แต่ตัวเลนส์หลังยังคงเหมือนเดิมกับรุ่นก่อน แต่ก็ปรับปรุง Software มาให้ดีขึ้นกว่าเดิมรองรับการถ่ายกลางคืนได้ด้วยเช่นกัน ตัวเลนส์นั้นมาพร้อมกับสเปก ความละเอียด 13MP f/2.2 PDAF กล้องตัวที่ 2 ความละเอียด 2 MP f/2.4 จับระยะ กล้องตัวที่ 3 Super Macro 2MP f/2.4 ระยะ 4 เซนติเมตร และที่เด่นกว่าเดิมคือการรองรับการถ่ายโหมดกลางคืน + Portrait Bokeh ส่วนตัวคุณภาพนั้นถือว่าทำได้ดีในหลายๆสภาพแสงครับ และมาพร้อมกับโหมดกลางคืนช่วยให้การถ่ายกลางคืนมีคุณภาพความสว่างที่ดีขึ้นครับ ถือว่าทำได้ดีตามเรทราคาของรุ่นนี้ แต่ก็ถือว่าดีกว่าตอนที่ยังไม่ได้ใส่โหมดนี้เข้ามาส่วนกล้องหน้านั้นทำได้ดีในสภาพแสงเพียงพอครับ และมาพร้อมกับการถ่ายละลายหลังด้วยถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว จากที่ทดสอบหลายๆสภาพแสงนั้นทำได้ดีเลยนั้นเอง

PORTRAIT 

SELFIES

กล้องหน้านั้นถือว่ามีการพัฒนาขึ้นจากเดิม แน่นอนว่าในรุ่นก่อนหน้านั้นเป็นกล้องหน้า 5MP แต่ในรุ่นนี้ปรับมาใช้งานกล้องหน้า 8MP F2.0 AI beauty 2.0 รองรับการใช้งานได้ดีกว่าเดิมทั้งเรื่องของคุณภาพ โทนสีผิว และการใช้งานถ่ายละลายหลังจัดการได้ดีกว่าเดิมครับ แต่ที่ค่อนข้างชอบคือเรื่องของ สีผิวใบหน้ามีความสว่าง เคลียร์ชัด และย้อนแสงอะไรก็สามารถจัดการได้ดี ยังคงโดดเด่นเรื่องของกล้องหน้าเช่นเดิมเลยทีเดียว AI Beauty 2.0 ในกล้องหน้า จะช่วยปรับโทนสีผิว พร้อมให้ผิวเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ และมี เอฟเฟกต์แต่งหน้าเฉพาะบุคคล โดยอิงจากอายุและเพศ พร้อมฟีเจอร์ Smart Lip Color ที่จะช่วยปรับ ความสมดุลของเมคอัพบนใบหน้า ซึ่งปรับจากการวัดความแดงของริมฝีปาก อันนี้ถือว่าดีเลยทีเดียวครับลองไปชมตัวอย่างภาพถ่ายจากรุ่นนี้กันได้เลย

OPPO A15

” น้องเล็ก ดีไซน์ใหม่ สวยขึ้น หน้าจอใหญ่เต็มตา พร้อมกล้องหลัง 3 ตัว AI จัดเต็ม” 

น้องเล็กพัฒนาขึ้นทั้งเรื่องของ งานออกแบบ เบา บาง สวยงามพรีเมี่ยมมากขึ้น ดีไซน์กล้องหลังแบบใหม่ ฝาหลังแบบใหม่ทำให้ดูดีขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก อีกทั้งหน้าจอมาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ 6.52 นิ้วพร้อมรองรับการใช้งานเต็มตามากขึ้นกว่าเดิม แน่นอนว่ากล้องหลังก็พัฒนาขึ้นเยอะมากเมื่อเทียบกัน มาพร้อม 3 ตัว AI รองรับการถ่าย Portrait Bokeh รวมถึงมีโหมดกลางคืนใส่เข้ามาให้ใช้งานและการถ่ายบุคคลนั้นแสงสี สกินโทนทำออกมาได้ดีตามแบบฉบับของค่าย OPPO เลยนั้นเอง อีกทั้งเรื่องของกล้องหน้าเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด 8MP รองรับการถ่ายได้ดีขึ้นเช่นกัน และการจัดการแบตนั้นรองรับได้สบายๆ ทั้งวันแบบไม่ต้องชาร์จอะไรทั้งนั้น ส่วนเรื่อง Micro USB / Wifi 2.4Ghz ก็ยังคงตามระดับเรทราคาของรุ่นนี้ ก็พอเข้าใจได้ครับ แต่แจ้งกันไว้เผื่อหลายๆคนยังไม่ทราบกันนั้นเอง

ข้อดี

  • มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 6.52 นิ้ว ออกแบบติ่งหยดน้ำ
  • กล้องหลัง 3 ตัวจัดเต็ม พร้อม AI รองรับการถ่ายได้ดี รองรับโหมดกลางคืน
  • งานออกแบบ พรีเมี่ยมสวยงาม ฝาหลัง และ การจัดวางกล้องทำได้ดี
  • ตัวเครื่องบาง และ เบากว่าที่คิดไว้
  • สแกนนิ้วด้านหลังยังคงใส่เข้ามาตำแหน่งใช้งานดี
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นานทั้งวัน และ อึดมากๆทำได้ดีเกินคาด
  • Colour OS 7.2 ทำงานได้ดี
  • กล้องหน้าจัดการแสงสีได้ดี โทนสีผิวสวย มีละลายหลัง  + AI Beauty 2.0
  • กล้องหน้าพัฒนามาเป็น 8MP ทำได้ดีกว่าเดิม
  • กล้องหลังถ่าย บุคคลแอบทำได้ดีกว่าที่คิด

ข้อสังเกต

  • ยังใช้งาน Micro-USB
  • รองรับแค่ Wifi 2.4Ghz
  • สเปกใช้งานทั่วไปได้ แต่สายเกมอาจจะไม่เน้น

สำหรับรีวิวนี้ผมก็ต้องขอตัวลาไปก่อนสำหรับรุ่นอื่นๆก็ติดตามกันได้เลย ถูกใจฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะครับ  มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ  เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกผมรีวิวรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ
ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

Review by Nineztr 

Comments กันได้เลย !

Comments

0 Shares