Nissan ได้ทำการเปิดตัว Nissan Kicks e-Power ในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย และมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ที่ทำตลาดในไทยเป็นครั้งแรกของทาง Nissan คือตัวระบบ e-Power นั้นเองและได้ให้คนรู้จักกับรถยนต์ Nissan Kicks เป็นครั้งแรกด้วยเช่นกันถือว่าเป็นรุ่นที่เปิดตัวในไทยเป็นที่แรกในโลกเลย ทางแบรนด์เองนั้นให้ความสำคัญกับตลาดไทยมากขึ้นไปอีกกับรถยนต์กลุ่มนี้ ระบบ e-Power ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนๆ แต่ใช้เครื่องยนต์ในการปั่นไฟ เป็นอีกระบบนึงของ Hybrid แต่จะไม่ได้มีการใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนนั้นเองครับ ซึ่งเทคโนโลยีนี้หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าในการขับทางไกล ระยะยาวๆขึ้นลงเขานั้น เครื่องยนต์จะปั่นไฟไหวไหม และ การขับขี่นั้นจะแตกต่างกับเครื่องยนต์ทั่วไป หรือ ระบบ Hybrid อื่นๆไหมจริงๆก็เป็นข้อที่หลายๆคนอยากทราบ และครั้งนี้ได้อยู่กับการใช้งานเต็มๆหลากหลายวันอย่างมาก ทั้งการขับขี่ในเมือง การขับทางไกล หรือใช้งานทั่วไปบอกเลยว่านอกเหนือจากความแรงที่อัตราเร่งแบบรถไฟฟ้าแล้วนั้นเรื่องของการประหยัดพลังงานก็ทำได้ดีจนน่าตกใจครับ

Nissan Kicks นั้นมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Normal โหมด, Smart โหมด, Eco โหมด, และ EV ทางด้านเครื่องยนต์และมอเตอร์นั้นสามารถใช้งานอัตราเร่ง 0-100 และ 0-120 ได้สบายเลยครับและแน่นอนว่าด้วยระบบของมันนั้นจะถูกติดตั้งระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า e-Power โดยใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร กำลังสูงสุด 79 แรงม้า เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าไปเก็บไว้ยังแบตเตอรี่ ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการขับเคลื่อนโดยตรง โดยมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 129 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 260 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์แบบ Single Speed รวมถึงมาพร้อมกับ และขับเคลื่อนล้อหน้า ทางด้านระบบ e-Power มีโหมดการขับขี่ (Drive Mode) ให้เลือก 4 รูปแบบ ได้แก่ EV Mode สำหรับขับเคลื่อนโดยใช้แบตเตอรี่ที่เหลือ เน้นความเงียบเป็นหลัก, S Mode ปรับการตอบสนองของอัตราเร่งให้ดียิ่งขึ้น และ ECO Mode ปรับการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง และ โหมด ปกติ และเส้นทางในที่เราทดสอบนั้นก็จะได้ลองทั้งหลากหลายรูปแบบเลยทีเดียวครับถือว่าจัดการเส้นทางได้ดีมากๆเลย  แน่นอนว่า ทางด้านตัวรถยนต์นั้นรองรับ การประกันแบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน เป็นระยะเวลาสูงสุด 10 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาและระยะทางที่ใช้งาน ขณะที่ระบบไฟฟ้า อี-พาวเวอร์ และ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ได้การรับประกันที่ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ซึ่งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้านี้ไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ของเหลว หรือไส้กรองใดๆ ตลอดอายุการใช้งาน ประมาณค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 19,560 บาท ซึ่งต่ำกว่ารถเซ็กเมนต์เดียวกัน ประเภทไฮบริดถึง 20% ถือว่าเน้นในเรื่องของประกัน และ ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาประหยัดกว่าเยอะ ส่วนทางด้านราคานั้น
Nissan Kicks e-Power 1.2 ลิตร รุ่น S 889,000 บาท
Nissan Kicks e-Power 1.2 ลิตร รุ่น E 949,000 บาท
Nissan Kicks e-Power 1.2 ลิตร รุ่น V 999,000 บาท
Nissan Kicks e-Power 1.2 ลิตร รุ่น VL 1,049,000 บาท

EXTERIOR

สำหรับในเรื่องของงานออกแบบตัวรถยนต์ Nissan Kicks Premiere Edition นั้นจะเป็นรุ่นตกแต่งพิเศษนั้นเป็นรุ่นที่ออกมาในเรทราคา 1.2 e-POWER VL Premiere Edition  1,099,000 บาท ที่แตกต่างกับ รุ่นปกติ 35,000 บาท ครับแต่จะได้ชุดแต่งรอบคันมาใหม่ทั้งหมดที่ออกแบบ และนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทั้งหมดเลยนั้นเอง หลักๆที่เราเห็นนั้นจะเป็น กระจังหน้า V-Motion สีดำเงา ชุดแต่งชาย สเกิร์ตหน้า ด้านหลัง และ ข้างๆนั้นใช้สีดำเงา พร้อมกับ สปอยเลอร์หลังสีดำเงา และมาพร้อมกับ ล้ออัลลอยรมดำขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ รวมถึงใช้งาน สัญลักษณ์โลโก้ PREMIERE EDITION บริเวณเสากลางตัวรถ และ คิ้วบันไดสเตนเลส โลโก้ PREMIERE EDITION รวมถึงมีการใส่ สัญลักษณ์โลโก้ PREMIERE EDITION บริเวณคอนโซลกลาง ล่างฐานเกียร์  พร้อมกับ แป้นวางเท้าทรงสปอร์ต แต่สำหรับรุ่นนี้นั้นจะมี สีตัวถังภายนอก มีให้เลือก 2 สี  สีส้ม Monarch Orange + Black Roof หลังคาดำ และมาพร้อมกับ สีขาว Storm White + Black Roof หลังคาดำ เท่านั้นนะครับ ถือว่าตัวรถเอาจริงๆนั้นออกแบบได้ลงตัว และสวยมากๆรุ่นนึงของทางค่ายนี้แม้จะเป็นรุ่นที่ออกมาเป็น Minorchange ใหญ่ๆแต่ก็ทำได้ดี

จะเห็นว่าตัวรถนั้นเมื่อใช้งานชุดแต่ง Premiere Edition บอกตรงๆว่าทำให้ตัวรถนั้นมีความลงตัวขึ้นเยอะมาก ในการเติมสำดำเข้ามารอบๆคัน ทั้งตัวล้อ ชายล่างรอบคัน และ สปอยเลอร์ด้านหลัง และกระจังหน้าแบบสีดำทำให้ตัวรถนั้นมีความดุดันขึ้นเยอะมาก ตัวรถดูสปอร์ตเพรียวบางมากขึ้นกว่าเดิมแบบชัดเจนอีกทั้งในด้านท้ายรถนั้นดูไม่อวบไม่อ้วนเท่ากับเวอร์ชันปกติ ในชายล่างอันนี้ถือว่าเป็นจุดหลักๆที่ทำให้ด้านท้ายรถนั้นมีความสวยและลงตัวกว่าเดิมเยอะมาก

ในส่วนของชุดแต่งชายล่างนั้นในรุ่นนี้มีการออกแบบที่แตกต่างกับรุ่นปกติชัดเจน ลิ้นกันชนด้านหน้าสวยงามพร้อมกับสีดำเงาวัสดุแข็งแรงมีความหนาระดับนึงนำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งหมด และเส้นสายขอบกระจังหน้าถ้ารุ่นปกตินั้นะจเป็นโครเมี่ยม แต่ถ้าเป็นรุ่นนี้จะเป็นสีดำทั้งหมดเลยทำให้ชิ้นส่วนด้านหน้ามีความดุดันมากกว่าเดิมและเป็นชิ้นเดียวกันมากขึ้น และทางด้านล้อนั้นจะเป็นลายใหม่ทั้งหมด พร้อมกับสีดำทั้งหมดตัดกับตัวรถสีขาวได้ดีแต่ในเรื่องของขนาดนั้นใช้งานล้อ 17 นิ้วอาจจะไม่ได้ใหญ่โตอะไรครับ เท่ากับกับรุ่นปกติครับ เน้นใช้งานจริงๆถ้าใส่ล้อ 18 เข้ามาน่าจะสวยและลงตัวมากกว่านี้ครับ แต่ถ้าถามกับขนาดตัวรถ และถนนเมืองไทยนั้น 17 นิ้วก็ถือว่าเพียงพอต่อการขับในเมืองแบบนั่งได้สบายอยู่ครับ ส่วนทางด้านชายล่างตรงกลางตัวรถนั้นเสริมเข้ามาทำให้แถบสีดำข้างรถนั้นใหญ่ขึ้นมาก

Premiere Edition นอกเหนือจากชุดแต่งยังคงมีเพลทในด้านข้างเสริมเข้ามาให้เขียนว่า Premiere Edition ครับในขอบประตู ซ้ายขวา ในด้านเสาของบานหน้า แต่น่าเสียดายว่าในด้านท้ายรถนั้นไม่มีส่วนไหนบอกเลยว่าเป็นรุ่นพิเศษครับ น่าจะติดมาให้นิดหน่อย และเนื่องจากจำนวนน้อย จริงๆถ้าใส่เลข 1/500 เข้ามาจะดูแพงกว่านี้เยอะมากครับ ส่วนอีกจุดที่ชอบคือเรื่องของ สปอยเลอร์หลังที่เป็นทรงสปอร์ตจัดเต็ม เป็นการกดด้านท้ายรถให้เกาะถนนมากขึ้น และไล่อากาศได้ดี รวมถึงมีทรงที่เราคุ้นเคยกันในหลายๆรุ่นของทาง Nissan ที่ต้องบอกว่าเป็นจุดที่เสริมให้บั้นท้ายของรถดูลงตัวและเท่ขึ้นเยอะมากจริงๆ และไม่ได้ยื่นเยอะมากกลางๆกำลังดีทำให้ขับทั่วไปก็ไม่ได้เขินอะไรมากครับ

และในด้านล่างของท้ายรถนั้นการเสริมชุดแต่งชายล่างมาทำให้สีดำนั้นเยอะขึ้นมากและทำให้ส่วนสีขาวตรงกันชนล่างนั้นโดนบังไปส่งผลทำให้ด้านท้ายตัวรถนั้นไม่ได้อวบแบบตอนแรกและมีความสปอร์ตมากขึ้น ถือว่าชุดแต่ง Premiere Edition ที่นำเข้ามานั้นออกแบบได้เรียบง่าย แต่มีความสปอร์ตเยอะขึ้นมาก แต่ก็ไม่ได้ดูรกมากเกินไปด้วยในจุดนี้และมีการออกแบบคล้ายๆครีบรีดอากาศด้วย แต่จริงๆนั้นก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนักเป็นการตกแต่งซะมากกว่าครับ และเมื่อมองท้ายตรงๆนั้นจะเห็นเลยว่างานออกแบบมีความลงตัวใช้ได้เลยแหละ ส่วนในด้านหน้าจะเป็นการตกแต่งสีดำเยอะทั้งขอบเส้นสายกระจังหน้า ชายล่างต่างๆนั้นทำให้ตัวรถตัดกับสีขาวได้ดีและมีความสวยงามากขึ้นจากรุ่นปกติครับ

ไฟหน้านั้นต้องบอกว่าทรงอะไรก็สวยงามขึ้นเป็นจุดหลักๆที่เปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ไฟหน้าเป็น LED ทั้งหมดทั้งไฟหลัก สีขาว ไฟ DRL มุมในสุดสีขาวสี่เหลี่ยม รวมถึงไฟเลี้ยวขอบล่าง และ ไฟสูงของตัวรถครับถือว่ามีความสวยและแน่นอนว่าเรื่องของความสว่างนั้นใช้งานได้ดี ส่วนไฟตัดหมอกก็เป็น LED ทั้งหมดในส่วนขอบชุดไฟตัดหมอกด้านล่าง ถือว่าไฟหน้านั้นให้มาแบบเดียวกันทั้งหมดไม่ว่าจะรุ่นล่างหรือรุ่นท็อปสุดสำหรับคันนี้ครับ ทางด้านไฟท้ายเองนั้นจะเห็นว่ามีทรงที่สวยงาม และเล่นเส้นสายของตัวรถได้ดี ตัวไฟเป็นเส้นสายแบบ Boomerrang สวยงามเป็นไฟเส้น และทางด้านไฟเบรกนั้นจะเป็นส่วนชุดข้างล่างแนวนอน และไฟเบรก ไฟถอยทั้งหมดอยู่ข้างล่าง LED ด้วยเช่นกัน

ในยามค่ำคืนนั้นถ้าเราปลดล็อกรถ ตัวไฟหน้าไฟท้ายก็จะติดให้เราด้วยนะ แต่พวกไฟส่องตามมือจับอะไรนั้นไม่มีมาให้เป็นปกติของรถยนต์ในเรทราคานี้ครับ ส่วนไฟท้ายยามค่ำคืนนั้นสวยกว่าตอนกลางวันเยอะมาก รวมถึงเส้นสายไฟสวยเลยแหละมีความสว่างชัดเจน แต่น่าเสียดายว่าไฟส่องป้ายนั้นยังคงเป็นแบบหลอดไส้ทั่วไปไม่ได้เป็นสีขาวนะครับ ส่วนในด้านหน้านั้นเป็นไฟ LED ทั้งหมดแล้วถือว่าเรื่องของความสว่างในการใช้งานกลางคืน เส้นตัดคมสวยสว่าง

INTERIOR

งานออกแบบภายในนั้นต้องบอกว่าดีไซน์เหมือนจะยกของทาง Almera  เข้ามาเยอะพอสมควรทั้งการวางตำแหน่งต่างๆ หน้าจอ สีสันภายในหรือจะเป็นวัสดุก็ตามจะบอกว่าดีไซน์นั้นไม่ได้แย่อะไร แต่ที่หลากหลายเสียงบ่นนั้นจะเป็นเรื่องของวัสดุมากกว่าที่เมื่อเทียบกับรถยนต์ในราคานี้ กลับได้ภายในที่วัสดุ เนื้อพลาสติกมีความแข็งนั้นเองอาจจะเป็นจุดที่ให้บ่นหลักๆเลยของคันนี้ครับ ส่วนการนั่งอะไรนั้นมุมมองทำได้ดีรอบคันมีความโปร่งโล่ง เก็นถนนชัดเจน สาวๆก็ขับได้ง่ายและไม่อึดอัด สามารถมองรอบคันได้สบายๆกะระยะอะไรไม่ได้ยากด้วยครับสำหรับเรื่องมุมมองการขับขี่ครับ

กุญแจนั้นยังคงใช้งานหน้าตาแบบเดียวกับ Nissan March ยุคก่อนแบบเป๊ะๆและส่วนตัวนั้นบอกเลยว่าน่าจะเปลี่ยนแปลงหน้าตากุญแจได้แล้วสำหรับค่ายนี้ ทั้งรูปทรง งานออกแบบรวมถึงดีเทลในการใช้งานหน้าตาควรจะปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยได้แล้วอันนี้แอบเสียดายครับ ส่วนการใช้งานนั้นกดเปิดปิด ผ่านตัวมือจับได้เลย กุญแจแค่พกไว้เฉยๆนั้นเองครับ ในการปลดล็อกอะไรกดปุ่มตรงมือจับได้ทั้งหมด แต่น่าเสียดายไม่มีเซนเซอร์ระบบเอื้อมมือเข้าไป

มุมมองของตัวรถในภาพรวมทั้งมุมมองจากคนที่นั่งแถว 2 หรือ มุมมองสายตาเวลานั่งจุดนี้ถือว่าทำได้ดีเพราะว่าด้วยตัวกระจกที่มีความกว้างมากๆและมีความใหญ่ ทำให้คนนั่งข้างหลังนั้นไม่อึดอัดเท่าคันอื่นๆที่เจอในเซ็กเมนต์นี้ครับ รวมถึงความโปร่งในการนั่งข้างหน้าก็ทำได้ดีเหมือนกันเลยแหละ งานออกแบบภาพรวมจะใช้สี ส้ม ดำ แต่ถ้าใครไม่ได้เพิ่มเงินนั้นก็จะเป็นสีดำล้วนทั้งหมด วัสดุคอนโซลหลักจะเป็นหนังเทียมบุนุ่มตรงสีส้มทั้งหมดเลย แต่วัสดุสีดำนั้นเป็นพลาสติกแข็งทั้งหมดอันนี้เลยแอบเสียดายมากๆ ตรงกลางนั้นมีที่วางแขน แต่ใช้งานจริงไม่ได้เท่าไรเพราะค่อนข้างต่ำมากๆและมีขนาดเล็ก รวมถึงห้องเก็บของใต้ที่วางแขนนั้น เล็กและตื้นมากๆ จุดนี้ค่อนข้างน่าเสียดายจริงๆครับ แต่ทาง Nissan นั้นจัดเต็มให้ในเรื่องของระบบความปลอดภัย ทั้งเตือนมุมบอด หรือจะเป็น กล้องรอบคัน และ Adaptive Cruise Control ก็ใส่เข้ามาให้ สามารถตามรถคันข้างหน้าจนจุดหยุดนิ่งได้เลย ถือว่าใช้งานได้สบายๆในการขับขี่

ทางด้านหน้าจอระบบสัมผัส 8 นิ้วรองรับการใช้งาน Apple Carplay และ ในอนาคตจะรองรับ Android Auto ด้วยเช่นกัน หน้าจอถือว่ามีความติดนิ้วและลื่นไหลกว่าที่คิดไว้เลย มีความสวยงามและใช้งานได้ง่ายครับ และยังคงมีปุ่มกดมาให้ใช้งานกัน ส่วนทางด้านจุดเด่นของระบบกระจกมองหลัง นอกเหนือจากการเป็นกระจกธรรมดาแล้วจริงๆนั้น  เป็นกล้องมองหลังแทนตัวกระจกไปได้เลย ซึ่งช่วยให้เวลาขับรถแล้วมีคนตัวสูงนั่งข้างหลัง หรือ ว่าขนของเยอะจนบังกระจกหลังก็ตามนั้น ตัวกล้องจะเข้ามาแทนที่ทำให้มองเห็นรถข้างหลังได้เหมือนเดิม แถมมาด้วยความชัด และการจัดการแสงสีได้ดีกว่าที่คิดไว้ ชดเชยแสงได้ดี แม้จะมีแดดลงมาตรงๆก็เกลี่ยแสงได้ดีเลยและภาพใช้งานได้จริงครับ ส่วนตัวเกียร์นั้นจะเป็น เกียร์เดียวนะครับ ทำให้ตัวเกียร์เป็นแบบรถไฟฟ้าทั้งหมด เลื่อนเข้าโหมดได้ง่ายๆและกด P เพื่อจอด ส่วนการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ต่างๆนั้นจะเป็นข้างบน และ ที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่งถัดลงมาด้านล่างครับ

ตำแหน่งเบาะนั่งคู่หน้านั้นถือว่ารองรับกับการนั่งได้กำลังดีตัวเบาะไม่ได้ใหญ่และไม่ได้เล็กมากนัก แต่ถ้าคนตัวใหญ่หลายๆคนที่นั่งแอบบ่นกันว่าปีกเบาะนั้นค่อนข้างบีบไปมากเนื่องด้วยตัวเบาะไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก ทำให้การออกแบบที่ปีกเบาะนั้นบีบเข้ามาอาจจะไม่ได้สบายเท่าไร นอกเหนือจากไม่กระชับทำให้อึดอัดส่วนข้างๆด้วยนั้นเอง แต่ถ้าสำหรับแอดมินเองนั้นไม่ได้ติดปัญหาในส่วนนี้ครับ รวมถึงตัวเบาะรองนั่งก็รองรับได้ดีด้วยเช่นกัน  แต่แค่เสียดายการปรับไฟฟ้าอะไรนั้นไม่มีมาให้ใช้งานเลยแม้จะเป็นรถราคาแตะ 1 ล้านต้นๆก็ตามครับในการปรับเบาะคู่หน้าคันนี้

เบาะนั่งด้านหลังนั้นเราจะเห็นว่ามีขนาดกำลังดี แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งหลายๆตัวก็อยู่ในระดับเดียวกัน แต่ความนั่งสบายกว้างขวางอะไรนั้นรุ่นนี้อาจจะไม่ได้ทำได้ดีเท่าไร ตัวเบาะนั้นมีที่รองศรีษะมาให้ 3 ตำแหน่ง พร้อมกับพื้นที่วางขาเหลือๆในการใช้งาน รวมถึงพื้นที่เหนือศรีษะครับ แต่แอบเสียดายทั้งเรื่องของที่วางแขนตรงกลาง ไม่มีมาให้ และที่วางแขนตรงประตูแอบเตี้ยไปนิดหน่อย แต่ยังดีที่มุมมองของตัวรถนั้นกระจกอะไรกว้างทำให้นั่งสบายครับ แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งด้วยกัน Kicks นั้นไม่ได้กว้างที่สุดแต่อย่างใด นั่งสบายกลางๆครับตัวเบาะหลังรุ่นนี้เลยไม่ได้เด่นเท่าไรนัก

แต่ยังดีที่ทาง Kicks นั้นให้ที่ชาร์จ USB-A ใส่เข้าในด้านหลัง 2 ตำแหน่งรองรับการใช้งานได้เลยครับสำหรับชาร์จมือถือต่างๆ ส่วนหน้าปัดนั้นรองรับแบบดิจิทัลครึ่งนึง ยกหน้าตามาจาก Almera เลยนั้นเองจะแสดงผลภาษาไทยได้รวมถึงบอกสถานะของตัวไฟ มอเตอร์การขับขี่ได้ทั้งหมดเลย และยังคงมีเข็มความเร็วมาให้สุที่ 180 แต่วิ่งจริงได้ 160 นะครับคันนี้ ส่วนระบบช่วยเหลือให้มาครบครับทั้ง เตือนมุมบอดต่างๆ เตือนการชนข้างหน้า พร้อมเบรกให้ด้วย รวมถึง การขับขี่ตามคันข้างหน้าสามารถแทรคความเร็วตามคันข้างหน้า จนรถหยุดนิ่งได้ และเดินหน้าให้เองถ้าจอดไม่นานครับจุดนี้ถือว่าจัดเต็มอย่างมาก และระบบการขับขี่ One Pedal นั้นใช้งานได้จริงในเมืองสบายมากๆและชอบมากครับในการขับขี่จริงๆให้เด่นเหนือคู่แข่งเลยแหละ ส่วนพวงมาลัยปาดขอบมาสวยงาม แบบเดียวกับ Almera ปุ่มควบคุมพร้อมใช้งานทั้งหมด แต่วัสดุนั้นมีความแข็งมากไป จนไม่เหมือนการใช้งานหนังเท่าไรสำหรับตรงนี้ครับ

ห้องเก็บของด้านหลังของ Kicks ก็จะมีความจุมากถึง 400 ลิตร พนักพิงหลังแยกพับได้ในอัตราส่วน 60 : 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง ด้วยการยกตัวล็อกบริเวณด้านบนช่วงไหล่ของพนักพิงเบาะหลังขึ้น แล้วพับเบาะลงมา เพิ่มขึ้นเป็น  1,730 มิลลิเมตร ถือว่าเป็นภายในที่ห้องเก็บของเยอะมากๆคันนึงครับ และยังพับได้แต่อาจจะไม่ได้เรียบไประดับเดียวกันเท่าไรจะมีจุดยกขึ้นมานิดๆตามภาพเลย ส่วนเมื่อเปิดช่องเก็บของออกมานั้นจะเห็นแบตทั่วไปสำหรับการใช้งานไฟฟ้าส่วนอื่นเหมือนรถยนต์ปกติ และ มีที่ปะยางอะไรมาให้ ไม่มีล้ออะไหล่ใส่เข้ามาให้นะครับ

กระจกมองหลังจริงๆนั้นในเวลากลางคืนทำได้ดีอย่างมากครับ ในเรื่องของการจัดการแสงสีบนท้องถนน มองเห็นชัดเจนทั้งเรื่องของไฟหน้า ป้ายทะเบียนและท้องถนน ถือว่าเป็น Software ที่จัดการไฟหน้าได้ดีมากๆไม่มีแยงตาและไม่สว่างจ้าหรือมืดเกินไปเลยอันนี้ขอชมว่าระบบตั้งค่าอะไรมาได้ดีแม้จะเจอไฟสูงๆสาดใส่มาก็ตามครับ

ภายในยามค่ำคืนนั้นต้องบอกว่าไฟทั้งหมดยังคงเป็นสีส้มทั่วไปครับไม่ได้ใช้งานสีขาวหรือ LED รวมถึงไฟส่องสว่างตรงข้างหน้าเพียงพอครับ แต่ในด้านหลังนั้นเป็นแค่ไฟกลางเท่านั้นไม่ได้มีส่วนไฟตอนหลังแยกมาให้ ส่วนไฟส่องเท้านั้นไม่ได้ใส่เข้ามาให้ รวมถึงในเวลาการขับขี่กลางคืนจริงๆนั้นไม่มีไฟส่องมาที่ฐานเกียร์ หรือ ส่องที่วางแก้ว หรือจะเป็นส่องช่องคอนโซลมาให้เลย จริงๆหลายๆค่ายในเรทนี้เริ่มมีใส่เข้ามาแล้วเพราะเวลากลางคืนนั้นมืดพอสมควรครับส่วนไฟแต่งหน้านั้นให้มาด้วยกัน 2 ตำแหน่งเพียงพอต่อการใช้งานและใส่เข้ามาไม่ได้ตัดออกไปถือว่าทำได้ดีเลย

ENGINE E POWER

ระบบของมันนั้นจะถูกติดตั้งระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า e-Power โดยใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร กำลังสูงสุด 79 แรงม้า เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าไปเก็บไว้ยังแบตเตอรี่ ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการขับเคลื่อนโดยตรง โดยมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 129 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 260 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์แบบ Single Speed รวมถึงมาพร้อมกับ และขับเคลื่อนล้อหน้า ทางด้านระบบ e-Power มีโหมดการขับขี่ (Drive Mode) ให้เลือก 4 รูปแบบ ได้แก่ EV Mode สำหรับขับเคลื่อนโดยใช้แบตเตอรี่ที่เหลือ เน้นความเงียบเป็นหลัก, S Mode ปรับการตอบสนองของอัตราเร่งให้ดียิ่งขึ้น และ ECO Mode ปรับการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง และ โหมด ปกติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจทั้งทำได้ดีในส่วนของอัตราเร่งและการขับขี่ทั่วไป

การขับขี่นั้นทางด้านมิติตัวถังของรถจริงๆนั้นดูอ้วนๆกลมๆ แต่หลังจากที่ลองขับขี่บอกเลยว่าช่วงล่าง การขับขี่นั้นมีความสนุกเกินหน้าตาของตัวรถอย่างมากครับ ตัวรถมีความสูง 1,615 มิลลิเมตร ยาว 4,290 มิลลิเมตร กว้าง 1,760 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,615 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยว 5.1 เมตร ช่วงล่างหน้าแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังเป็นแบบทอร์ชันบีม คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ระบบบังคับเลี้ยวใช้พวงมาลัย แร็ค แอนด์ พิเนียน พร้อมระบบพาวเวอร์ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS) แม้จะเป็นแบบ คานบิด ทอร์ชั่นบีมก็ตามแต่การเซ็ทอะไรหลายๆอย่างของตัวรถทำออกมาได้ดีและแน่น น่าสนใจอย่างมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ในตลาดนี้ด้วยกันครับ

อัตราเร่งนั้นทาง Nissan Kicks นั้นจุดเด่นคือเนื่องจากมันใช้งานระบบไฟฟ้าในการขับเคลื่อน หรือมีส่วนคล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเลยนั้นเอง การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ เพียงแค่เครื่องยนต์มีหน้าที่ปั่นไฟใส่แบตเท่านั้นไม่ได้มีส่วนขับเคลื่อนแต่การที่เลือกใช้แบตที่มีขนาดเล็กอาจจะทำให้เครื่องยนต์นั้นทำงานค่อนข้างบ่อยและติดบ่อยในการขับขี่ แต่แน่นอนว่าก็ไม่ได้มีผลต่ออัตราเร่งเท่าไรเพราะทุกครั้งทีเร่งก็ยังคงใช้ไฟจากแบตล้วนๆครับทำให้เราได้อัตราเร่งแบบรถไฟฟ้าทุกครั้ง และเครื่องยนต์ก็สามารถปั่นไฟได้ทันตลอด และไม่เจออาการปั่นไฟไม่ทันแม้จะเร่งแซงหรือกระทืบคันเร่งทุกครั้งแต่เครื่องยนต์และระบบก็ยังจัดการได้ดีในการใช้งานจริง จึงหมดห่วงเรื่องนี้ไปได้เลย

พวงมาลัยคันนี้สามารถขับขี่ ควบคุมได้ดีแน่นอนว่าน้ำหนักของตัวพวงมาลัยนั้น เซ็ตมากลางๆระหว่าง ALMERA กับ NOTE คือตัวพวงมาลัยนั้นไม่ได้เบาโหวง แต่ก็ไม่ได้หนักมาก เน้นการขับขี่ในเมืองได้ดีครับพวงมาลัยจะเซ็ทมาเน้นขับในเมือง มีความคมและแม่นยำมากๆ แต่ถ้าหากว่าขับทางไกลนั้นพอได้ไหม จริงๆพวงมาลัยเหมาะแก้การขับขึ้นลงเขาได้ดี ควบคุมได้แม่นยำแม้ความเร็วสูง และมั่นใจและคม แต่ถ้าหลายๆคนอาจจะมองว่ามันเซ็ตมาไวเบาไปนิดหน่อยครับสำหรับ ทางตรงไกลๆพวกนี้ แต่ถ้าใครที่ชอบขับรถแนวสปอร์ตต่างๆนั้น พวงมาลัยคันนี้เซ็ตมาขับสนุกเลย จุดเด่นของคันนี้ อาจจะไม่ใช่พวกความเร็วอะไรมาก แต่เท่าที่ลองขับมานั้นกลับเป็นเรื่องของ ช่วงล่าง พวงมาลัยที่ขับแล้วรู้สึกประทับใจจริงๆครับ แม้ว่าอาจจะไม่ได้ดึงหลังติดเบาะ หรือพุ่งมากนัก แต่การควบคุมนั้นไว้ใจได้เลยครับ สามารถเข้าโค้งในความเร็วสูง แต่มีความมั่นใจและเอาอยู่ในหลายๆโค้งแม้จะเทโค้งในความเร็วสูงก็ตามครับ

เรื่องของอัตราเร่งตีนปลายนั้นหลัง 140 อาจจะไม่ได้โหดและสุดแค่ 160 เท่านั้นอาจจะไม่ได้โหด แต่ถ้า 0-100 นั้นบอกเลยว่ามี 9 วิได้ชัดๆครับ และการใช้งานระบบเครื่องยนต์ปั่นไฟนั้นทำให้ไม่ต้องไปหาที่ชาร์จเลยแม้จะเป็นระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าก็ตาม ทำให้เราได้สัมผัส แรงดึง อัตราเร่งแบบรถไฟฟ้า แต่เติมน้ำมันเอา ส่วนทางด้านอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันนั้น แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้เด่นกว่าระบบ Hybrid มากนัก แต่ก็ดีกว่าเครื่องยนต์ทั่วไปแบบชัดเจนครับ ต้องพูดกันตรงๆว่าเรื่องประหยัดอาจจะไม่ได้เป็นจุดเด่นหลักมาก แต่ก็พอไว้ใจได้ครับ ส่วนเรื่องของการเก็บเสียงนั้นถือว่าทำได้ดีเลยนะเมื่อเทียบกับขนาดตัวรถ และดีกว่ารุ่นอื่นๆของค่ายนี้ครับ เสียงจากลม หรือ ยางทำได้ดีเลยทีเดียว

CONSUMTION

อัตราการประหยัดน้ำมันนั้นในรุ่นนี้แน่นอนว่าด้วยเทคโนโลยี E-Power ที่จะใช้เครื่องยนต์ ในการปั่นไฟเข้ามอเตอร์ เพื่อใช้งานมอเตอร์ในการขับเคลื่อน ระบบนี้ถือว่าแนวคิดทำออกมาได้ดี ส่งผลทำให้เราเร่งได้แบบเนียนๆอัตราเร่ง 0-100 ทำได้ 9วินาที นิดๆ แรงดึงแบบรถไฟฟ้าและการที่ไม่มีเกียร์ทำให้การเร่งเครื่องนั้นเนียนไปจนถึง 150-160 ได้สบายๆ โดยที่เครื่องยนต์ไม่มีส่วนในการขับเคลื่อน ต้องบอกก่อนว่าจุดเด่นมันอาจจะไม่ใช่การประหยัด แต่จะเป็นการเร่งได้ทันใจมากกว่า แต่ประหยัดเป็นข้อที่ทำได้ดีเหมือนกัน จากที่ทดสอบนั้น จากการคำนวณน้ำมันเต็มถัง ในการขับขี่ในเมือง ทำไปได้มากถึง 20 กิโลลิตร ในการขับขี่ในเมืองทั่วไปและใช้งานในโหมด S ที่จะทำงานกับระบบ One Pedal นั้น เองอันนี้ถือว่าทำได้ดีจนน่าตกใจและขับขี่ไม่ได้รุนแรงอะไรมาก แต่ถ้าเปิดโหมดปกติ ขับแบบเร็วแรง อัดหนักๆนั้นทำได้ประมาณ 17 กิโลลิตร ครับในเมืองและทางไกล และในแง่ของขับทางไกลยาวๆเปิดโหมดปกติ อัด 160 บ่อยมากๆนั้นทำได้ประมาณ 15 กิโลลิตรเลย ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้และดีกว่าที่คาดหวังไว้เยอะมาก

NISSAN KICKS E-POWER

ต้องบอกกันตรงๆว่ามันเป็นรถยนต์ที่ทำออกมาได้ดีทั้งเรื่องของ การขับขี่ การเซ็ตพวงมาลัย การตั้งค่าช่วงล่างของตัวรถ รวมถึงเครื่องยนต์ และ อัตราเร่งที่สามารถขับขึ้นลงเขาได้ดีไม่ต้องรอรอบอะไรเลยแม้แต่น้อย รวมถึงอัตราสิ้นเปลืองก็ไม่ได้แย่ด้วยเช่นกันครับ อีกทั้งเรื่องของหน้าตา งานออกแบบทำได้ดีในรุ่น Premiere และรุ่นปกติก็ถือว่ามีความลงตัวในหลายๆจุดแม้จะเป็นรุ่นที Minor Change จาก Kicks ตัวแรก แต่เปลี่ยนหน้าใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนภายใน และ ด้านท้ายทั้งหมดเลยถือว่าทางนิสสันจัดการออกแบบได้ลงตัวครับ รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ที่อาจจะแปลกใหม่สำหรับคนไทย สำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนไฟฟ้า แต่ใช้น้ำมันปั่นไฟ ซึ่งในการทำงานจริงนั้นรองรับได้สบาย ทั้งการขับขี่ในเมือง และ ต่างจังหวัดนั้นไม่มีปัญหา อัตราเร่ง ปั่นไฟอะไรได้เพียงพอตลาดเส้นทาง ซึ่งจุดที่น่าเสียดายนั้นน่าจะเป็นเรื่องของงานออกแบบภายในที่เหมือนกับ Almera ไปนิดหน่อยรวมถึงวัสดุของตัวรถยนต์ด้วยเช่นกันครับ และพื้นที่นั่งข้างหลังอาจจะไม่ได้โปร่งโล่งกว้างที่สุดในคลาสเดียวกันเท่าไร และไม่มีที่วางแขนอะไรตรงกลางมาให้นั้นเองส่วนระบบ One-Pedal และการขับขี่มันคืออะไรที่ดีเกินคู่แข่งอย่างมากทำได้ดีจนสว่นตัวประทับใจในเรื่องนี้มากครับ

สำหรับรีวิวนี้เป็นการทำบทความเกี่ยวกับรถยนต์ หรือ สายยานยนต์ของเรา และถ้าหาก มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ มีข้อเสนอแนะ หรือข้อนำแนะอะไร ยังไงสามารถแจ้งเราได้เสมอเพื่อการปรับปรุงที่ดีขึ้นครับ เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกผมรีวิวรถรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ จะพยายามจัดหามาให้อ่านกันเยอะๆ ขึ้นเรื่อยๆ ครับ … สำหรับ Techhangout Auto !

ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

By Nineztr

0 Shares

Comments กันได้เลย !

Comments