กลับมาอีกครั้งสำหรับการรีวิวรถยนต์จาก Techhangout Auto ในครั้งนี้หลังจากที่เรารีวิวรถยนต์ในแนวรักษ์โลกกันไปก่อนหน้า มาครั้งนี้เรามาลองทดสอบขับตัวแรงขาโหดประจำค่าย  Mercedes-Benz กันบ้าง ซึ่งก็คือ Mercedes-AMG นั่นเอง และในครั้งนี้ที่ทดลองขับจะเป็นตระกูล C ที่จับต้องได้ง่ายสุดในบรรดา AMG C ทั้งหลาย เพราะเป็นรุ่นประกอบไทย และ เข้ามาทั้งแบบ Sedan และ Coupe เลยนั่นเองครับ ถือว่าใครที่ชื่นชอบความแรงและเป็นสาวก AMG นั้น ไม่ควรพลาดเลย ในรุ่นนี้จะเป็นตัว C43 4matic ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมกำลังจากเครื่องยนต์แบบ V6 3.0 Bi Turbo แรงสุดๆ พร้อมใช้ระบบเกียร์ 9 สปีด และ กำลังสูงสุด 390 แรงม้าเลยทีเดียว และการออกแบบตกแต่งอะไรก็ทำได้ดูสวยแบบเรียบๆอิงจากรุ่น C-Class แต่ยกระดับไปอีก มองผ่านๆอาจจะดูเรียบๆแต่บอกเลยว่าอย่าไปคิด แซงหรือแข่งกับคันนี้ เพราะมันมีพละกำลังเหลือมากๆ ด้วยการขับขี่ 0-100 ใช้เวลาแค่ 4.7 วินาที เท่านั้นเป็นรถตัวแรง 4 ประตูที่ใช้งานทั่วไปก็ได้ สายซิ่งก็ดี ออกมาตอบโจทย์คนที่อยากได้รถ 4 ประตู แต่ก็ยังชื่นชอบการขับขี่ที่ดีและแรงไปในตัว ซึ่งทำให้คนที่หลงไหล AMG เอื้อมถึงได้ง่ายมากขึ้น จากแต่ก่อนนั้น มีแค่ตัวโหด ราคาแตะอยู่ที่ 5-10 ล้านบาท แต่ตอนนี้ราคามันลงมาแค่ 4.09 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับยุคก่อนๆ ซึ่งต้องบอกเลยว่าปัจจุบันมันจับต้องได้ง่ายขึ้น และเป็นเป้าหมายของใครหลายๆคนได้ง่ายขึ้นเยอะเลยแหละ

Mercedes-AMG C43 4Matic นั้น จะเป็นรุ่น ตัวแรก สเปคนั้นจะ ติดตั้งไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam สามารถส่องสว่างได้ไกล 650 เมตร, กระจังหน้า AMG แบบก้านคู่ ตกแต่งสีเงินแบบด้าน, ฝากระโปรงแบบใหม่, (Diffuser) ดิฟฟิวเซอร์ท้าย, สเกิร์ตข้าง และล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว จาก AMG ความเร็วหน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว ปรับการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ สไตล์ AMG, พวงมาลัย AMG Performance แบบท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa เสริมด้วยปุ่มควบคุมแบบ Touchpad, ระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติ, หน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมเครื่องเสียง Audio 20 GPS รองรับ Apple CarPlay ได้ และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®  และ เฉพาะรุ่น AMG นั้นจะมีหน้าตาพิเศษในส่วนของ หน้าจออุณหภูมิของเหลว (Warm-up), หน้าจอแรงจี (G-Force), หน้าจอจับเวลา (Race Timer), หน้าจอข้อมูลเครื่องยนต์ (Engine data) และจอการตั้งค่าระบบต่างๆ เช่น ระบบ ESP, ระบบกันสะเทือน, โหมดการปล่อยไอเสีย  และในส่วนเครื่องยนต์นั้น เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ V6 ความจุ 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 390 แรงม้า ที่ 6,100 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 520 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500-5,000 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ถือว่าเป็นรุ่นที่ครบเครื่อง แต่มาในคราบรถซีดาน 4 ประตู ที่สามารถขับใช้งานทั่วไปแต่แฝงไปด้วยความแรงนั่นเอง และวันนี้ที่เราจะรีวิวนั้น จะเป็นสีขาวนะครับ และประกอบในไทย

สำหรับสีตัวถังภายนอกมีให้เลือก 3 สี Mercedes-AMG C 43 4MATIC Sedan  4,099,000 บาท

  • สีขาว Polar White
  • สีดำ Obsidian Black
  • สีเทา Selenite Grey

ภายในห้องโดยสาร โทนสีดำ + เข็มขัดสีแดง ตกแต่งวัสดุ Light Longitudinal-grain, aluminum trim

EXTERIOR

ในเรื่องของงานออกแบบ คนที่ขับรุ่นนี้ต้องบอกว่าถ้าคนที่ไม่ได้รู้เรื่องรถมากนักจะมองว่ามันคือ C-Class ธรรมดา แต่แต่งชุดแต่งเท่านั้น แต่มันจะมีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างกันชัดเจนทั้งตัวกระจังหน้า ชุดแต่ง ลายล้อ รวมถึง ตัวอักษรด้านข้างที่เขียน Bi-Turbo ที่จะเป็นจุดแตกต่างหลักๆกับพวก C-Class AMG Dynamics ครับ และแน่นอนว่าหลักๆ เลยคือเรื่องของภายใน เครื่องยนต์ที่จะแตกต่างกันชัดเจน ถ้ามองผ่านๆมันจะไม่ได้เด่นมากนักบนท้องถนน อาจจะดูคล้ายมองว่าเป็น C-Class ได้ง่ายๆ แต่ถ้าเจอตัวอักษรด้านข้าง บอกเลยว่าตัวนี้แรงแน่นอน อย่าคิดไปเล่นด้วยเชียวครับ เจอขับมาข้างหลังนี่ต้องรีบหลบเลย เห็นดีไซน์เรียบๆ แต่แรงเอาเรื่องสำหรับตัวนี้ รุ่นนี้จะได้หลังคาดำ กระจกมองข้างดำ และชุดแต่งรอบคันที่เป็นของ C43 โดยเฉพาะ แต่ถ้าสีดำก็จะกลืนๆไปครับ โดยส่วนตัวแอด ชอบสีขาวมากกว่า และ ทำให้มันตัดกับสีหลังคาและกระจกมองข้างได้ดีพอสมควรเลยในภาพรวมถือว่าดีไซน์เรียบๆ แต่ดูดีมาก

เอาจริงๆเมื่อมองในภาพรวมทั้งด้านหน้าหลังด้านข้างนั้นก็ยังถือว่าแยกได้ยากกับพวก AMG Dynamics ทั่วไปครับ แต่ต้องมองสังเกตกันสักนิด ถ้ามองผ่านๆบอกเลยว่าแยกกันยาก ต่างกันหลักๆจะเป็น ลายล้อ ท่อ 4 ตัว สปอยเลอร์หลังสีเดียวกับตัวรถ กระจกมองข้างดำ และโลโก้ AMG C43 รวมถึง อักษร BiTurbo ในด้านข้างซึ่งแน่นอนว่าคนที่มองผ่านๆอาจจะมองมันเป็นแค่ C-Class เลยอาจจะเป็นจุดที่ต้องอธิบายกันสักหน่อย ถ้ามีใครถามครับ ส่วนงานออกแบบในภาพรวม ดูเรียบๆ อิงดีไซน์พื้นฐานเดิมๆแต่แต่งให้สวยลงตัวขึ้น แต่ใกล้กับ C 300 e AMG Dynamic มาก ซึ่งจริงๆ มันจะออกแนวแบบผู้ดี ไม่เชิงสายซิ่งซะทีเดียว จะไม่เหมือนกับตัวพี่ รุ่น C63 ที่จะจัดเต็มมากกว่าครับ ส่วนล้ออะไรก็จัดมาให้ 19 นิ้วลายพิเศษสวยงาม จะมาพร้อมกับกระจังหน้า AMG 2 ชั้น สีเงินด้าน Matt Iridium Silver  และในด้านหลังนั้นจะเห็นว่ากันชนหลังทรงใหม่พร้อมดิฟฟิวเซอร์ แบบเป็นครีบ + ท่อไอเสียปลายคู่ 2 ฝั่งที่แตกต่างคือกระจังหน้าจะเป็นจุดแยกกันชัดเจนกับรุ่นทั่วไปที่เป็นแบบ Diamond Grille  หรือ จุดๆสีเงิน โดยรวมมันเป็นรถ  Sleeper  สายแรงเงียบๆ ได้สบาย ไว้ตบเด็กๆ แต่งเยอะๆ อะไรประมาณนั้นไม่เวอร์แต่แรงอย่าบอกใครครับ

ไฟหน้าไฟท้ายแน่นอนว่า ใช้งานไฟหน้าแบบรุ่นล่าสุดที่เป็น Multibeam LED ที่เป็นไฟหน้าที่ดีที่สุดของตระกูลนี้แล้วมาพร้อมกับ ไฟสูง ULTRA RANGE และแน่นอนว่าสว่างจัดๆเลย แต่ไม่แยงตาเพราะมันมีระบบการทำงานที่จะแบ่งช่องว่างของไฟไม่ให้แยงตารถที่สวนมาเป็นระบบที่ดีมากๆเราสามารถเปิดไฟสูงขับ ตจว ที่มืดๆได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนไฟ สลับปิดไฟสูงเวลามีรถสวนมาครับ รวมถึงจะทำงานอัตโนมัติเลยเวลามีรถหรืออะไรวิ่งสวนมา โดยไม่ต้องมีไฟสปอตไลท์แล้วในยุคนี้ เพราะไฟหลักมันสว่างเกินหน้าเกินตาไปแล้ว และก็ไม่แยงตาด้วยเช่นกัน ไฟเลี้ยวอะไรต่างๆ เป็น LED ทั้งหมด เป็นการออกแบบโคมที่สวยเอาเรื่องจริงๆ ส่วนไฟท้ายนั้นจะใช้งานเหมือนตัว C-Class รุ่นล่าสุดไม่ได้แตกต่างกันครับมาพร้อมไฟ LightGuide ตัว C สวยงามพร้อมไฟเบรคข้างใน และ ไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง LED ด้านล่างสุด และไฟตำแหน่งเวลาจอ ในส่วนของไฟหน้าไฟท้ายนั้นก็จะเหมือนกับรุ่น C ปกติไม่ได้มีส่วนอะไรพิเศษครับ

ล้อในรุ่นนี้จะให้ขนาดมาที่ 19 นิ้ว เป็น ล้ออัลลอย AMG ขนาด 19 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ ครับ และจะเด่นๆคือตัว ดิสก์เบรกหน้าแบบมีครีบระบายความร้อนด้วยรวมถึง สัญลักษณ์ AMG บนคาลิปเปอร์เบรกหน้าสีเงินสวยงาม และใช้งานยาง Runflat Tyre คู่หน้า ขนาด 225/40 R19 – คู่หลัง 255/35 R19 ค่อนข้างสวยและเต็มซุ้มล้อ และขอบไม่บางเกินไปสำหรับถนนในประเทศไทยครับ แต่จริงๆแอบชอบลายล้อ ซี่สีดำมากกว่าน่าจะดู สุขุม และ ดุกว่านี้ แบบของตัวเมืองนอกครับ และในส่วนของช่วงล่างนั้น ใช้ชุด AMG Ride Control sport suspension สามารถปรับแต่งได้จากในตัวรถด้วยเช่นกัน ขับแบบนุ่มๆหรือแบบแข็งๆสายซิ่งครับ โดยรวมนั้นตัวรถจากที่ลองขับถือว่าเป็นรถที่นุ่มและแน่นๆ นิ่งๆในระยะเวลาเดียวกันในการปรับแต่ละโหมดรู้สึกได้เลยว่ารถนุ่มขึ้น หรือ แข็งขึ้นเกาะถนนขึ้น และด้วยการที่มันขับเคลื่อน 4 ล้อเลยทำให้ความมั่นใจในการใช้งาน เร่งความเร็วนั้นดีมากๆ เป็นอีกจุดเด่นของตระกูล C43 ในรุ่นนี้ครับ

มาส่องยามค่ำคืนกันหน่อยสำหรับรุ่นนี้ตัวไฟ DRL หรือไฟหรี่นั้นจะเป็นเส้นเดียวกันแต่แตกต่างกันที่เรื่องของความสว่างครับ รวมถึงไฟเลี้ยวด้วยจะเป็นเส้นโค้งบนสุด ส่วนไฟหน้าไฟสูงนั้นจะมีหลายดวงเพื่อการทำงานในการเปิดช่อง เซนเซอร์ต่างๆเวลามีรถวิ่งสวนมานั้นเอง และ ในเวลากลางคืน หลังจากที่ขับนั้น บอกเลยว่าโทนสีของไฟมันจะออกขาวเหลืองเป็นโทนสีธรรมชาติที่สุดและไม่ขาว โอเวอร์จนเกินไปทำให้เก็บเส้นถนนในทั้งฝนตกหรือมืดๆได้ดีมากจริงๆและไฟสูงมันสว่างมาก และก็คมไม่ฟุ้งเลย ส่วนไฟท้ายนั้นจะเป็นเส้นตัว C เวลาเปิดไฟหรี่ต่างๆแต่ถ้าเป็นไฟเบรคนั้นจะเป็นช่องข้างในนั้นเองครับและตัวไฟเลี้ยว ไฟถอย เป็นสีขาวสว่าง และไฟจอดหรือไฟตัดหมอกหลังเวลาจอดหรือฝนตกหนักๆก็มีมาให้ พร้อมกับไฟเบรคดวงที่ 3 ด้านบนก็มีครับในรุ่นนี้ ตัวไฟส่องป้ายก็เป็นสีขาว led ทั้งหมดเลย และในรุ่นนี้จะเห็นว่ามันมีเซนเซอร์รอบคันและมีกล้อง 360 องศามาให้ใช้งาน พร้อมกับ ระบบช่วยเหลือเยอะมากๆทั้งป้องกันการชนต่างๆ ระบบ Adaptive Cruise เป็นต้น และหลังจากที่ได้ใช้งานก็ตอบสนองได้ดีครับในการขับทางไกล

ในส่วนของไฟส่องสว่างเวลาเปิดรถ หรือ กดรีโมท หรือจะเป็นแถบตรงที่เปิดประตูนั้นจะมีไฟส่องทางมาให้ด้วยครับทั้งคันเลย ช่วยในเวลาจอดรถกลางคืนหรือที่มืดๆทำให้เราเห็นพื้นที่รอบๆของตัวรถและตรงด้านหน้าและด้านหลังครับ ซึ่งตัวไฟก็จะติดทั้งหมดรอบคันเลย มีทั้งตรงที่จับสำหรับเปิดประตู และ ไฟใต้กระจกมองข้าง รวมถึงไฟหน้าไฟท้ายก็จะติดด้วยเช่นกัน เป็นระบบที่รถรุ่นใหม่ๆ มีมาให้กันหลายๆคัน แต่ก็มีตำแหน่งไฟที่แตกต่างกันไปครับ จริงๆถ้าใครใช้รถไปไหนบ่อยๆบอกเลยว่าระบบนี้ช่วยได้เยอะครับเพราะหลายๆที่อาจจะปิดไฟหรือสถานท่ีไม่คุ้นเคยก็ช่วยส่องทางได้สบายๆ และ ในการเปิดรถคันนี้นั้น จะเป็นแบบ Keyless ทั้งหมด สามารถเอามือสัมผัส เปิดประตูได้เลยไม่ต้องกดปุ่มใดๆบนตัวรถ รวมถึงเอาเท้าเตะสัมผัสข้างล่าง ก็จะเปิดกระโปรงได้เช่นกันครับ และแน่นอนว่า เวลาล็อคก็แค่กดตรงประตู หรือ Walk Away มันก็จะล็อคให้เองโดยอัตโนมัติเลยสำหรับรุ่นนี้ และ ฝาท้ายนั้นเป็นระบบไฟฟ้าเช่นกันครับ

INTERIOR 

มาส่องภายในกันบ้างภายในสำหรับรุ่นนี้จะเป็นการตกแต่งพิเศษที่แตกต่างกว่ารุ่นทั่วไปทั้งเรื่องของวัสดุ เบาะ รวมถึงสายเข็มขัดก็จะเป็นสีแดง รวมถึงลวดลายวัสดุในห้องโดยสารก็เป็นแนวคาร์บอนทั้งหมด ตัดกับทริมอลูมิเนียมสวยงามและห้องโดยสารนั้นเป็นโทนดำเงินเป็นหลัก และในรุ่นนี้มีกระจกหลังคา Panoramic Roof มาให้และสามารถเปิดได้ในส่วนของด้านหน้าครับ สำหรับตัวกุญแจนั้นจะเป็นรูปทรงที่คุ้นเคยกันดีไม่ได้มีเขียน AMG อะไรพิเศษ มีปุ่ม ล็อค ปลดล็อค และ เปิดฝากระโปรงท้าย ได้เลย และ มีตัวกุญแจซ่อนอยู่ในตัวรีโมทครับ แต่จริงๆแล้วจะไม่ค่อยได้หยิบเท่าไรเพราะ มันจะใช้ระบบ Smartkey แบบที่สามารถพกไว้กับตัว เวลาจะขึ้นรถ ก็เอามือจับตรงที่เปิดประตู รถก็จะปลดล็อคให้ได้เลยอัตโนมัติ และสามารถตั้งค่าได้ว่า จะให้ปลดล็อคแค่ประตูคนขับหรือทั้งหมดครับ

มาส่องกันที่ภายในกันบ้าง ภายในของรุ่นนี้ การออกแบบในภาพรวมไม่ได้ฉีกหนี C-Class เท่าไรแต่ก็เป็นพวกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของตัวรถ  วัสดุการเย็บตะเข็บ หรือ จะเป็นการแทรกโลโก้เข้ามา การเข้าไปอยู่ในห้องโดยสารนั้น ทำได้ดีครับแน่นอนว่าเนื่องจากรถมันค่อนข้างเตี้ยการเข้าไปนั่งก็ไม่มีปัญหาแต่ตอนออกนั้นอาจจะลำบากนิดหน่อยถ้าใครไม่ชินครับ ส่วนบรรยากาศโดยรวมนั้นค่อนข้างสวยเลย การใช้วัสดุเงินตัดกับสีดำทำให้ดูดีมากๆและวัสดุ คาร์บอนตรงกลางนั้นทำได้สวยและเป็นจุดแตกต่างกับรุ่นปกติรวมถึงเป็นรอยขนแมวได้ยากกว่าและมองได้ยากกว่าด้วยเช่นกัน การวางหน้าจอ หน้าปัดอะไรนั้น ไม่แตกต่างกับพวก C300e พวกนั้นเลย หน้าปัดเป็นแบบ ดิจิตอลล้วนครับ ปรับได้หลากหลาย และภายในห้องโดยสารเองนั้นก็มี ไฟ Ambient ให้ปรับได้เยอะมากเช่นกัน ตอนกลางคืนสวยมากจริงๆ

ในส่วนการนั่งเบาะนั่งด้านหน้ามันสบายมากครับ มันกระชับและหนังก็นุ่มกำลังดี อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งได้เยอะและรวมถึงส่วนเบาสามารถยืดออกมาได้ด้วย ในส่วนของช่วงรองน่องที่ปรับด้วยไฟฟ้า และยังมีระบบความจำตำแหน่งมาให้เพิ่ม Memory ของเบาะ จะเชื่อมกับพวงมาลัยปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง และกระจกมองข้างด้วยครับ ส่วนพื้นที่วางขาในส่วนของหน้าหน้าจริงๆตัวใหม่ๆหลายๆคัน มักจะออกแบบให้มันชิดๆเข่า และชันๆเข่าหน่อย ไม่รู้ว่าเป็นเทรนด์อะไรยังไงครับเลยไม่ได้สะดวกกว้างขวางเท่าไรนัก และ ตัวเบาะมันจะเน้นกระชับแข็งๆ มากกว่านุ่มๆ แบบรถญี่ปุ่นบางตัวครับ จุดเด่นๆคงจะเป็น พรมที่มาพร้อม AMG รวมถึงเข็มขัดแดงสดๆและพวงมาลัยเย็บด้ายแดง และรอบๆคันครับ เมื่อก้าวเข้ามาข้างในพอจะรู้ถึงความแตกต่างกันหน่อยเมื่อเทียบกับรุ่นทั่วไป ส่วนเบาะส่วนตัวแล้วไม่มีปัญหานะ ทั้งเรื่องเบาะและที่รองหัวนั้นไม่ได้ดันมากเท่าไรยังอยุ่ในระดับที่ขับทางไกลมากๆ ได้สบายครับ เพราะเราลองขับยาวๆก็ไม่มีปัญหา

พวงมาลัยและหน้าปัดเป็นจุดที่แตกต่างกันชัดเจนมากๆมาที่พวงมาลัยกันก่อนตัวนี้จะเป็นแบบหุ้มหนังเย็บด้านแดงพร้อมกับ มีลวดลายสีแดงตรงขอบบนและโลโก้ AMG มาให้ด้านล่างพร้อมปาดขอบนิดหน่อยพอสวยงามและทำให้เข้านั่งได้สะดวกขึ้นครับ ส่วนปุ่มควบคุมอะไรนั้นจะเหมือนรุ่นอื่นๆทั้งหมดแต่แค่แตกต่างกันเรื่องของวัสดุหนังมีรูนั้นเอง ส่วนก้านเกียร์อะไรอยู่ทางด้านขวาปกติครับและส่วนควบคุม ก็เป็นปุ่มพร้อม trackpad ระบบสัมผัสให้ใช้งานกันวัสดุสวยและควบคุมได้ง่ายเวลาใช้งานจริงครับไม่ต้องเอื้อมไปตรงคอนโซลกลางเลย พวงมาลัยขนาดกระชัดหนากำลังดีและวัสดุสัมผัสดีครับในรุ่นนี้ และ อีกจุดคือหน้าปัดดิจิตอลที่มีหน้าปัด AMG มาให้สวยงามและ พิเศษแค่ตัว C43 เท่านั้นจะเป็นบอก ความเร็ว เข็มรอบ และ มีการบอกอุณหภูมิของเหลว แรง G อะไรมาให้ด้วยในด้านขวาสามารถปรับได้ครับ ถือว่าสวยงามจริงๆในส่วนนี้ แต่ไม่สามารถปรับโทนสีอะไรได้นะ แต่ปรับหน้าปัดเป็นแบบอื่นๆได้ครับ

หน้าปัดหลักๆนั้นจะมี 3 แบบ  คือ Super Sport – Sport – Classic ครับและโหมดพิเศษจะมีแค่ Super Sport ที่มีแค่ในรุ่นนี้เท่านั้น รวมถึงการออกแบบแต่ละแบบก็แตกต่างกันไปตั้งค่าได้ว่าจะให้โชว์อะไรครับ และแบบ Super Sport นั้นจะตั้งค่าได้เลยในด้านขวาว่าจะให้มันโชว์อะไรเป็นหลักถือว่าเหมาะสำหรับสายขาโหดจริงๆ ชอบที่มีบอก การทำงานของเทอร์โบได้ด้วย รวมถึง อุณหภูมิของเหลวในเครื่องทั้งหมด รวมถึง ค่าแรง G เวลาเข้าโค้งต่างๆครับ

ในส่วนของการขับขี่นั้นจะเห็นว่ามีที่วางแก้วน้ำอะไรมาให้เรียบร้อยเลย ในส่วนของด้านหน้าครับ และปุ่มควบคุมอะไรเกี่ยวกับระบบ Entertain นั้นจะเป็นระบบ สัมผัสตรงกลางทั้งหมด จะไม่ใช่สั่งงานบนหน้าจอนะครับ หรือจะสั่งงานบนพวงมาลัยได้ทั้งหมด หน้าคอนโซลออกแบบมาตรงกลางสมมาตรครับ แอร์ 3 ช่อง แยกอุณหภูมิได้ 2 ข้าง และ มีนาฬิกามาให้ล่างสุดครับ ส่วนพวกปุ่มอื่นๆนั้นจะอยู่คอนโซลล่างทั้งหมดเลย และ เกียร์จะเป็นก้าน อยู่ตรงพวงมาลัย จริงๆ พอขับไปก็แอบชอบตรงพวงมาลัยนะ มันถนัดเวลาถอยเปลี่ยนไวๆ และ กลับรถอะไรแบบนั้นรวมถึง มี Paddle Shift มาให้เล่นกดเปลี่ยนได้เลย แต่ถ้าอยากขับ แมนนวล (Manual) ล้วนๆ ต้องไปกดปุ่ม M ตรงคอนโซลก่อนนะครับ เพราะถ้าปกติเล่นเกียร์ได้ แต่ไปซักพักมันจะเป็น Auto เอง แต่ถ้ากดตัว M แล้วนั้นจะเป็น แมนนวลล้วนๆเลย สนุกกว่าเยอะครับ ส่วนการขับขี่จริงๆอย่างที่บอกว่าคอนโซลมันชนเข่าจริงๆนะ คือเจอในหลายๆค่ายเลย ก็มักออกแบบแนวๆนี้กันหมด แอบติดเข่าแต่ไม่ได้ถึงกับอึดอัดครับ แต่ถ้าใครชอบนั่งสบายๆนั้นจะไม่เหมือนการออกแบบของญี่ปุ่นแน่ๆในส่วนนี้ ส่วนพวงมาลัยนั้นก็ไม่มีปัญหาปรับตำแหน่งได้หมดเป็นไฟฟ้า และ กระชับมือจับได้ดีไม่เมื่อยครับ รวมถึงตัวเบาะก็ซัพพอร์ต กับสรีระในการขับขี่ได้ดี

มาดูเวลากลางคืนกันบ้างบอกเลยว่าสีสันสวยงามไฟ Ambient light ปรับได้ทุกสีในโลกนี้ครับแล้วแต่ชอบเลยรวมถึงปรับความสว่างได้ ซึ่งของจริงๆอาจจะไม่ได้สว่างขนาดนี้แต่ภาพนี้ถ่ายด้วย Nightmode จาก Oneplus 7T Pro เลยทำให้มันเร่งแสงให้สว่างขึ้นครับ รวมถึงไฟส่องตามพื้นก็มีมาให้ในด้านหลังด้วย แอบชอบเวลากลางคืนของภายในตัวนี้มากๆ เลยมันดูดีและไม่น่าเบื่อครับดูสวยและมีลูกเล่นมากกว่าตอนกลางวันเยอะจริงๆนะ ทางเข้าเบาะหน้านั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรปกติครับ แต่มาพูดถึงด้านหลังกันบ้าง ในด้านหลังนั้นให้ความรู้สึกค่อนข้างแคบ เพราะชายขอบล่างประตูมันโค้งเข้ามาเยอะและแคบ เลยเข้าลำบากพอสมควร และหลังคาเตี้ยด้วย เลยทำให้ไม่ได้กว้างขวางมากนัก แต่ประตูก็เปิดกางได้สุดๆครับ ช่วยได้ในจุดนี้ เบาะหลังนั้นต้องบอกว่าแข็งพอสมควรแต่ก็โอบตัวได้ดี แต่ถ้าคนสูงๆ หัวหรือศีรษะอาจจะรู้สึกอึดอัดนิดหน่อยและก็อาจจะเมื่อยเข่าเมื่อยขาได้ครับ จากที่ลองนั่งเองจริงๆ แนะนำให้นั่งด้านหน้าดีกว่า

ตัวเบาะหลังในภาพรวมนั้นไม่ได้สบายเท่าไรจริงๆครับในตระกูล C ของ Benz รุ่นนี้แน่นอนว่ามันออกมานานแล้ว เรื่องความสบายยอมพวกรุ่นใหม่ๆไปครับรวมถึงตัว G30 ด้วยตัวนั้นนั่งสบายกว่าพอสมควรเลยแหละ ส่วนที่เท้าแขนนั้นมีที่วางแก้วน้ำมาให้ 2 ตำแหน่ง พร้อมกับมีแอร์หลังมาให้ด้วย แต่ในรุ่นนี้จะไม่มีที่ปรับ ความแรง หรือ อุฌหภูมิข้างหลังมาให้ ไม่เหมือนพวก c300e ครับ แต่ก็ยังดีที่มีม่านบังแดดหลังและข้างมาให้ใช้งานกันสำหรับข้างหลัง โดยรวมด้านหลังพอนั่งได้สำหรับคนทั่วไปไม่ได้สูงหรือใหญ่มากนัก แต่ถ้าเริ่มสูงหน่อยจะค่อนข้างลำบากพอสมควรเลย และเบาะกระชับทำให้พื้นที่ถ้านั่ง 3 คนนั้นอาจจะไม่ได้สบายมากเท่าที่ควรและช่องอุโมงค์กลางก็สูงด้วยเช่นกัน

ในส่วนประโปรงท้ายนั้นในรุ่นนี้จะเหมือนกับรุ่นอื่นๆคือสามารถ กดเปิดได้เลยจากในรถเป็นระบบไฟฟ้า และ รีโมทรวมถึงกดปิดได้เช่นกัน และ สามารถใช้ ระบบเท้าเตะสัมผัสเพื่อเปิดได้ โดยไม่ต้องกดอะไรครับเวลายกของเยอะๆ ซึ่งจะมีในรุ่นพวก AMG Dynamics หรือ  C43 พวกนี้เท่านั้น จะเห็นปุ่มเปิด ปิด ปุ่มล็อค และไฟสีแดงเวลาใช้งานครับช่วยให้คนขับข้างหลังมามองเห็นได้ชัดขึ้นว่าเราเปิดประโปรงอะไรอยู่ และห้องเก็บของท้ายนั้น จะมีพื้นที่ใหญ่พอสมควรเลยและกว้างโล่งๆพร้อมกับเปิดช่องทะลุไปข้างในได้ด้วยแน่นอนว่ารุ่นนี้มีความจุ 455 ลิตร ใหญ่พอสมควรเลยแหละ และ พวกชุดปฐมพยาบาลก็จะมีมาให้อยู่เช่นเดียวกันครับ ส่วนพวกยางอะไหล่นั้นไม่มีนะครับแน่นอนว่ามันเป็นยาง Runflat เลยทำให้ไม่จำเป็นเลยเพราะยางแบบนี้ จะโดนตะปูหรืออะไรก็แล้วแต่ก็ยังสามารถวิ่งได้สบายๆในความเร็วไม่สูงเพื่อที่จะไปร้านเปลี่ยนยางครับ ก็เป็นเทคโนโลยีที่หลายๆยี่ห้อใช้กันหมดแล้วในสมัยนี้

ENGINE 

ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะใช้งานตัวเครื่องยนต์เบนซิน รหัส M276 แบบ V6 สูบ เทอร์โบ ขนาด 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 390 แรงม้า ที่ 6,100 รตน. แรงบิดสูงสุด 53.0 กก.-ม. ที่ 2,500-5,000 รตน. ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลา 4Matic อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.7 วินาที ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่จัดเต็มและแรงม้านั้นทำได้ดีกว่าตัว Coupe ด้วยนะแน่นอนว่าราคาก็สูงกว่านิดหน่อยและเรื่องของน้ำหนักตัวที่มากขึ้นชดเชยกันไปแน่นอนว่าหลักๆเครื่องนี้ทำงานได้ดีมากก และยิ่งใช้งานการขับเคลื่อน 4 ล้อทำให้มันส่งกำลังได้เต็มที่ แรงมาเท่าไรส่งลงล้อสัมผัสได้จริงๆและออกตัวได้ไวมากๆ จากที่ลองขับนั้นทั้งตีนต้น ตีนปลายสามารถเร่งแซงได้สบายๆและเสียงเครื่องเสียงท่อดังแบบผู้ดี แต่ก็สะใจไม่น้อยครับสามารถเร่งไปได้ 180 สบายๆและตัวรถยนต์และช่วงล่างนั้นนิ่งมากๆ อีกทั้งการเก็บเสียงยังคงทำได้ดี ในเรื่องของเสียงลม แต่พวกเสียงจากถนนยังมีเข้ามาอยู่บ้างครับ ตรงส่วนนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วยนะครับ อาทิ ผิวล้อ และ ผิวถนน เป็นต้น ส่วนอัตราสิ้นเปลืองนั้น จากที่ลองขับก็ 10-14 กิโลลิตรถ้าเปิดโหมด Sport ขับตลอดนะครับเร่งอัดแรงๆเต็มที่เลย เพราะจากที่ลองขับไปเขาใหญ่ ไปกลับประมาณ 1200 บาทได้ครับผม รวมถึงขับเล่นในบริเวณนั้น ก็ถือว่าไม่ได้เลวร้ายเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ความแรงของมันครับ ส่วนช่วงล่างสำหรับเกียร์นั้น แต่ละโหมดการขับขี่มันเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันเยอะจริงๆ ทั้งจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ มีความนุ่มนวลของช่วงล่าง และ เครื่องยนต์ทำรอบต่างๆ ก็แตกต่างกันจริงๆ แต่ถ้าโหมด Sport+ นั้น จะขับในเมืองยากและถนนไม่เรียบจะรู้สึกแข็งพอสมควร

MERCEDES AMG C43 4MATIC 

” รถยนต์พ่อบ้านขาโหด AMG ที่เป็นมิตรที่สุดต่อกระเป๋าตังค์ พร้อมความแรงที่เอาเรื่อง “

เป็นรุ่นที่ออกมาตอบโจทย์พ่อบ้านที่อยากสัมผัสความแรงแต่ก็ต้องมีพื้นที่นั่งสำหรับหลายๆคนและใช้งานทั่วไปได้ โดยที่การออกแบบไม่หวือหวามากนักแต่แฝงไปด้วยความแรงครับ รวมถึง ราคาที่เป็นมิตรกว่าเดิมแค่ 4.09 ล้านบาท เท่านั้น !!! ลดลงกว่าตอนเปิดตัวทำให้มันเป็นเป้าหมายของใครหลายๆคนมากขึ้น และได้สัมผัส AMG C ได้ง่ายขึ้นเพราะแต่ก่อนจะมีแค่ตัวราคาค่อนข้างสูง อย่าง C63 อะไรแบบนั้น เลยทำให้จับต้องได้ยากเพราะราคาแตะอยู่ราวๆ 8-10 ล้านได้เลยในยุคก่อนๆครับ รุ่นนี้จึงเป็น AMG แท้ที่จับต้องได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญประกอบในไทยครั้งแรกเช่นกัน ส่วนการใช้งานไม่มีที่ติเลย ทั้งการขับขี่และการออกแบบ แต่เรื่องของการนั่งเบาะหลังอาจจะไม่ได้สบายมากนัก ถ้าคนตัวใหญ่ อาจจะรู้สึกแคบไปนิดหน่อย รวมถึงการนั่งข้างหน้าอาจจะมีเข่าติดๆบ้างครับสำหรับคนตัวสูง และขายาว เป็นสไตล์ของยุโรปหลายๆคันที่เจอ ถ้าไม่ได้ติดใจในส่วนนี้ ก็สบายๆครับ ส่วนพื้นที่ข้างหลังก็เหลือเยอะในส่วนของการเก็บของต่างๆ และ ฟังก์ชันนั้นจัดเต็มมากที่สุดแล้วในตระกูล C แต่เสียดายแอร์หลังปรับความแรง อุณหภูมิไม่ได้ แบบรุ่น 300e แค่นั้นครับ ไม่งั้นมันจะค่อนข้างครบๆเลยในรุ่นนี้ และลงตัวที่สุดในบรรดา C Class แล้ว

สำหรับรีวิวนี้เป็นการทำบทความเกี่ยวกับรถยนต์ หรือ สายยานยนต์ของเรา และถ้าหาก มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ มีข้อเสนอแนะ หรือข้อนำแนะอะไร ยังไงสามารถแจ้งเราได้เสมอเพื่อการปรับปรุงที่ดีขึ้นครับ เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกผมรีวิวรถรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ จะพยายามจัดหามาให้อ่านกันเยอะๆ ขึ้นเรื่อยๆ ครับ … สำหรับ Techhangout Auto !

ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

0 Shares

Comments กันได้เลย !

Comments