iPhone ได้ทำการเปิดตัว iPhone SE รุ่นใหม่ไปแบบเงียบๆในเว็บไซต์เมื่อเดือนที่แล้ว แน่นอนว่าหลายๆคนนั้นน่าจะพอทราบข่าวกันเพราะว่าแม้จะเปิดตัวแบบเงียบๆแต่มันกลับสร้างกระแสได้อย่างมากในวงการมือถือและคนทั่วไปเพราะมันเป็น iPhone ที่มีราคาถูกที่สุดตั้งแต่ที่เคยเปิดตัวมาเลยครับ และที่มันทำได้น่าสนใจมากขึ้นคือมาพร้อมกับหน่วยประมวลผลแบบใหม่ล่าสุดคือ Apple A13 Bionic 64-bit, Neural Engine 8-core และมาในบอดี้เดิมเลยครับ ต้องบอกว่าบอดี้เดิมเพราะทุกส่วนคือเอาอะไหล่ตัวก่อนๆมาใช้ทั้งหมดคือหน้าตาของเจ้า iPhone 8 ที่คุ้นเคยกันแต่ยกเครื่องใหม่เท่านั้นเอง และมีการเปลี่ยนกล้องอะไรนิดหน่อยให้ทันสมัยขึ้นด้วยเช่นกันครับ อีกทั้งยังคงรองรับการใช้งานชาร์จไร้สาย และ กันน้ำได้เหมือนเดิม และ ดีไซน์พาเรากลับไปยุคที่ยังมีปุ่ม Home อยู่ครับ

มันเป็น iPhone ที่เปิดราคามาถูกที่สุดทันทีรวมถึงมาพร้อมสเปกที่แรงไม่น้อยหน้า iPhone 11 เลยครับรวมถึงสเปกอื่นๆที่ให้มาก็ใช้งานได้สบาย พร้อมกับได้ใช้ iOS ในราคาที่จับต้องได้ง่ายทำให้กระแสเรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็มมากๆ ทางด้าน iPhone SE 2020 นั้นมาพร้อมกับ  ใช้เป็นชิปเซ็ต A13 Bionic รุ่นเดียวกับที่ใช้ใน iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max โดยเจ้า SE จะมีความจำภายในให้เลือก 3 รุ่นคือ 64GB, 128GB และ 256GB กล้องหลังของมันจะมีเพียงตัวเดียว โดยมันเป็นเลนส์กว้างที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซึ่งมันมีฟีเจอร์ที่สามารถถ่ายวิดีโอได้โดยการกดปุ่มถ่ายภาพนิ่งค้างไว้เท่านั้น อีกทั้งยังสามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุด 4K ส่วนกล้องหน้าจะมีความละเอียดอยู่ที่ 7 ล้านพิกเซลและสามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียด 1080p หน้าจอ Retina HD ขนาด 4.7 นิ้วที่ยังคงมีระบบสัมผัสโดยใช้แรงกดอย่าง Haptic Touch และยังคงมีปุ่มโฮมสำหรับสแกนนิ้วอยู่ที่ด้านล่างของหน้าจอ ส่วนบอดี้ของมันจะใช้เป็นอลูมิเนียมและกระจก นอกจากนี้ตัวเครื่องของมันยังกันน้ำและกันฝุ่นอีกด้วย และที่เด่นๆคือรองรับ WIFI 6 + GIGABIT LTE ถือว่าสเปคก็ใช้งานได้โอเคมากๆอีกจุดครับ

มันจะมีให้เลือก 3 สีคือสีขาว ,ดำ และ (PRODUCT) RED ซึ่งรายได้จากการขาย iPhone สีแดงจะนำไปบริจาคให้การกุศลเหมือนเดิม ซึ่งราคาของเจ้า iPhone SE 2020 นั้นจะมาพร้อมกัน 3 รุ่นย่อย

  • 14,900 บาท ในรุ่นความจำ 64 GB
  • 16,900 บาท ในรุ่นความจำ 128GB
  • 20,900 บาท ในรุ่นความจำ 256GB

UNBOX

ตัวกล่อง iPhone นั้นยังคงงานออกแบบเหมือนกับรุ่นอื่นๆของค่ายครับมาพร้อมกับกล่องสีขาว พร้อมกับตัวเครื่องบอกรุ่นแค่นั้นไม่ได้มีเขียนอะไรในส่วนข้างหน้าและในด้านข้างก็เขียนแค่ชื่อ iPhone เท่านั้นครับไม่ได้บอกรุ่น หรือว่า iPhone SE 2020อะไรเลย ส่วนอุปกรณ์ในกล่องนั้นให้มาเหมือนเดิมที่เราคุ้นเคยทั้ง หูฟัง ที่ชาร์จแบบ 5W พวกนี้

  • iPhone SE 2020
  • ที่ชาร์จสาย USB-A ไป Lighting
  • Adaptor ชาร์จไฟ 5w
  • คู่มือ และ ที่จิ้มซิม
  • หูฟังแบบ Lighting
  • ไม่มีตัวแปลงรู 3.5 มม. มาให้

DESIGN

งานออกแบบนั้นต้องบอกว่ามันคือ iPhone 8 เลยครับเป๊ะๆมากๆมีแค่เรื่องของสีใหม่ที่ฝาหลังสีขาว หน้าจอสีดำเข้ามาเพราะในรุ่นก่อนๆจะเป็นฝาหลังขาว ฝาหน้าขาวครับ เพราะฉะนั้นรุ่นนี้สีขาวจึงเป็นตัวที่แตกต่างกับรุ่นอื่นๆมากที่สุดเพราะหน้าดำหลังขาว ส่วนวัสดุงานออกแบบยังคงทำได้ดีฝาหลังกระจก ขอบเครื่องอลูมิเนียมพร้อมกับ กล้องตัวเดียวและหน้าจอแบบ 16:9 ที่มีขอบหนาทั้งบนและล่างรวมถึงสแกนนิ้วตรงปุ่มโฮมนั้นยังคงใส่เข้ามาครับไม่มีสแกนใบหน้าแบบรุ่นใหม่ๆ และขนาดนั้นเล็กมากๆเมื่อเทียบกับมือถือยุคใหม่ๆ แต่ก็ต้องบอกว่ายังมีหลายๆคนนั้นชอบมือถือที่เล็ก และพกพาง่ายแบบนี้อยู่

ด้านหน้านั้นมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 4.7 นิ้วมาในความละเอียดแบบ HD เท่านั้นครับและมีอัตราส่วนแบบเก่าคือ 16:9 มีขอบหนาๆทั้งบนและล่างพร้อมกับ ลำโพงและกล้องหน้ารวมถึงปุ่มโฮมก็ใส่มาให้ พร้อมกับ 326 ppi display, 1400:1 contrast ratio, 625 cd/m2 ความสว่างสูงสุด

ส่วนขอบด้านบนมีความหนามากๆพร้อมกับกล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล  (f/2.2) พร้อม เซนเซอร์ และ ลำโพงสำหรับการคุยครับ การวางตำแหน่งอะไรคือแบบเดียวกับ iPhone 8 เลยนั้นเองครับ

ขอบด้านล่างนั้นจะเป็นปุ่มโฮมทรงกลมที่ห่างหายไปนานครับครั้งนี้กลับมาแล้วเป็นแบบระบบสัมผัสเช่นเดิมคือเป็นปุ่มหลอกกดแล้วจะมีแรงสั้นกลับมาไม่ใช่ปุ่มจริงๆนะครับ และรองรับ Touch ID ปกติเลย

ขอบเครื่องด้านบนนั้นจะเป็นสีเงินด้านสวยงามและไม่ได้มีรูไมค์ตัดเสียงอะไรหรือพอร์ตอะไรเลยครับด้านบน เราจะเห็นว่าตัวเครื่องค่อนข้างแบนเรียบปกติ กล้องนูนขึ้นมานิดหน่อยครับกำลังดีไม่เยอะเกินไป

ขอบเครื่องด้านล่างนั้นจะเห็นว่ามีตัวพอร์ต Lighting และ ช่องไมค์ และ ลำโพงหลังแยกข้างกันครับ จะไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม.ครับ

ขอบเครื่องด้านขวานั้นจะเป็นที่อยู่ของปุ่ม Power เท่านั้นเลยและ มีถาดซิมสำหรับการใส่ซิมแบบช่องเดียวแต่รุ่นนี้สามารถใส่ใช้งาน eSIM ได้ด้วยนะครับ ก็เป็นรองรับได้ 2 ซิม มีซีลกันน้ำเรียบร้อย

ส่วนด้านซ้ายจะเป็นเพิ่ม ลดเสียง พร้อมกับ แถบสไลด์ที่ไว้ปรับโหมดเสียงแบบ เงียบ หรือ ดังนั้นเองที่เราคุ้นเคยกันเป็นเอกลักษณ์สำหรับค่ายนี้มานานมากๆ ยังคงมีมาให้ใช้งานกัน

ฝาหลังนั้นเป็นสีขาวสวยงามเนียนๆพร้อมโลโก้รูปทรงโดยรวมนั้นเล็กมากๆเมื่อเทียบกับมือถือสมัยใหม่ยุคนี้ครับและฝาหลังเรียบๆไม่ได้มีการเล่นเงาแสง หรือ สีแบบพวก Android สมัยนี้เท่าไรเลยครับสีเดียวเรียบๆ คลีนๆเลย แต่ที่จะแตกต่างกับทาง iPhone 8 นั้นจะเป็นโลโก้ที่ย้ายตำแหน่งให้ ต่ำลงกว่าเดิมครับ แต่เรื่องของเคสนั้นสามารถใช้งานได้ด้วยกันได้เลยกับ iPhone 8 นั้นเองถือว่าเป็นการขี้เกียจในการออกแบบจริงๆแค่ย้ายโลโก้เท่านั้นเลยแหละ

ด้านหลังนั้นจะเป็นกล้องเดี่ยวพร้อมไฟแฟลช รวมถึงจะเห็นรูไมค์ตัดเสียง อัดเสียงใส่มาให้ด้วยในข้างๆกล้องครับพร้อมไฟแฟลชในรุ่นนี้จะเป็นไฟแฟลชแบบ 2 สีด้วยเช่นกัน กล้องหลังให้มาที่ 12MP (f/1.8), OIS, แฟลชแบบ True Tone, ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ที่ 60 fps, ถ่าย Slow‑mo ความละเอียด 1080p ได้ที่ 240 fps ครับ รองรับการถ่าย Portrait แบบจับใบหน้าคน รวมถึงไม่มีโหมดกลางคืนนะครับรุ่นนี้ก็ค่อนข้างน่าเสียดายมากๆ ยิ่งเทียบกับ Android ยิ่งค่อนข้างธรรมดามากๆ หากล้องตัวเดียวในยุคนี้เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีแล้วครับ

SPEC 

  • หน้าจอ IPS ขนาด 4.7 นิ้ว (1334 x 750 พิกเซล)  326 ppi display, 1400:1 contrast ratio, 625 cd/m2 max brightness
  • ชิปเซต A13 Bionic 64-bit, Neural Engine 8-core
  • Ram 3GB + Storage 64GB, 128GB และ 256GB
  • ระบบปฏิบัติการ iOS 13
  • ซิมคู่ (nano + eSIM)
  • กันน้ำและฝุ่นมาตรฐาน (IP67)
  • กล้องหลังซึ่งเป็นเลนส์กว้าง 12MP (f/1.8), OIS, แฟลชแบบ True Tone, ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ที่ 60 fps, ถ่าย Slow‑mo ความละเอียด 1080p ได้ที่ 240 fps
  • กล้องหน้า 7MP (f/2.2), ถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียด 1080p
  • ปุ่มสแกนนิ้ว TouchID
  • ลำโพงสเตอริโอแบบ Built‑in
  • ขนาดตัวเครื่อง: 138.4x 67.3×7.3mm; น้ำหนัก:148กรัม
  • 4G LTE สูงสุด 1.6Gbps, Wi‑Fi 6, Bluetooth 5.0, NFC พร้อมโหมด reader, GPS พร้อม GLONASS
  • แบตเตอรี่ lithium-ion  1,820 mAh ชาร์จเร็ว 18W (หัวชาร์จในกล่องรองรับแค่ 5W)
  • รองรับชาร์จไร้สายแบบ Qi

PERFORMANCE

ประสิทธิภาพแน่นอนว่าค่ายนี้เราคงไม่ต้องห่วงครับนำสบายๆแรงมาโดยตลอดเลยคือทาง Apple A13 Bionic เป็น  CPU ที่แรงที่สุดในตอนนี้เลยแหละทำคะแนนไปได้ 443986 คะแนนแน่นอนว่ามันยังไม่เท่ากับ iPhone 11 Pro เพราะเรื่องด้วย RAM 3GB ที่น้อยกว่านั้นเองครับ ส่วนทางด้านความปลอดภัยคงไม่ต้องถามเยอะรองรับสูงสุด NETFLIX HD สบายๆ DRM L1 ปกติ ทางด้าน 3 มิตินั้นทำได้ 5325 คะแนนจาก 3D Mark Slingshot และ ความเร็วในการอ่านเขียนนั้นทำได้ 7720 MB/s และ 178 MB/s เป็น UFS นะครับแน่นอนว่ารุ่นนี้ เน้นสเปคระบบความแรงอะไรของมันมันใช้งานได้ ลื่นไหล และเสถียรมากๆเป็นอันดับต้นๆของบรรดาค่ายมือถือเลยแหละครับ และในครั้งนี้ได้สเปคแบบรุ่นพี่ แต่ราคาแค่ 15,000 ถือว่าเอาเรื่องเลยทีเดียวครับ

SYSTEM UI

หน้าตากันบ้างสำหรับหน้าตาของ iOS 13 เป็นตัวล่าสุดที่ปล่อยออกมามีความคลีนสวยงามมากกว่าเดิม ไอคอนอะไรต่างๆได้ถูกพัฒนาให้ดูดีและใช้งานง่ายขึ้นการจัดวางดูดีสวยงามกว่าเดิมครับ แน่นอนว่าเป็น UI ที่อิงการใช้งานจากรุ่นเดิมๆมาโดยตลอดทำให้ผู้ใช้งานหลายๆคนนั้นไม่อยากขยับไปแบรนด์อื่น แต่หน้าตารุ่นนี้จะเป็นการควบคุมแบบรุ่นก่อนๆ เพราะแตกต่างคือ การลาก Control Center นั้นจะเป็นการปัดจากข้างล่าง ไม่ใช่มุมขวาแบบ iPhone จอบาก พวก iPhone 11 พวกนี้นั้นเองครับจะแตกต่างกันตรงนี้เลยแหละ ส่วนอื่นๆนั้นไม่ต่างกันเลยครับ และการแจ้งเตือนยังคงไว้ใจได้และดีกว่ารุ่นอื่นๆแบบชัดเจนเมื่อเทียบกับ Android ด้วยกันนะ

ในส่วนของการแจ้งเตือนก็เลื่อนลงมาจากข้างบนปกคิครับ และ ในส่วนของ Control Center นั้นจะเป็นการเลื่อนขึ้นมาจากข้างล่าง แบบเดิมนะครับไม่ใช่การปักจากข้างบนมาแบบพวกหน้าจอแบบใหม่แล้ว ส่วนในการแบ่งหน้าจอนั้นยังไม่รองรับสำหรับ iPhone ส่วนหน้าการเคลียร์แอพนั้นยังไม่มีเคลียร์ทั้งหมดครับต้องปัดไปทีละแอพเหมือนเดิม

ความจุของตัวเครื่องในรุ่นนี้เริ่มต้น 64GB แน่นอนว่าในการใช้งานจริงถ้าใครเน้นเรื่องของการถ่ายภาพหรือเล่นเกมเยอะอาจจะไม่ค่อยพอเท่าไร ในรุ่นนี้เหลือประมาณ GB และทางด้าน RAM 3 GB นั้นเหลือใช้งานประมาณ และ คียบอร์ด นั้นใช้งานของ Apple ครับแบบที่คุ้นเคยกันดีในรุ่นก่อนๆและหลายๆคนก็ชอบตัวนี้พอสมควร

การตั้งค่าอื่นๆในเรื่องของ ธีมสีดำ หรือจะเป็นพื้นหลังอะไรก็ปรับได้ครับ และทางด้านปุ่ม Home เองสามารถตั้งค่าการสั่นได้ว่าจะหนักหรือเบาได้ถือว่าความรู้สึกดีพอสมควรครับ เป็นแบบสัมผัสแล้วสั่นตอบนะครับไม่ใช่ปุ่มจริงๆ

SCREEN

ทางด้านหน้าจอนั้นมาพร้อมกับหน้าจอ 4.7 นิ้ว ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ 16:9 แบบเดียวกับตัว iPhone 8 ครับ มาพร้อมกับ 326 PPI ที่มีความหนาแน่น เป็นหน้าจอแบบความละเอียด HD เท่านั้นครับแน่นอนว่าหน้าจอจะดรอปกว่า iPhone 8 แน่นอนครับจะเป็นหน้าจอแบบตัว HD เท่าๆกับ iPhone XR-iPhone 11 นั้นเอง ต้องบอกตรงๆว่าเรื่องของการสัมผัสนั้นไม่ได้แพ้เรือธงรุ่นพี่เลยครับเรื่องสัมผัสอะไรค่ายนี้ไว้ใจได้แน่นอน แต่ถ้าเรื่องของความละเอียดนั้นถ้าใครที่ย้ายมาจาก Android พวกที่หน้าจอ 4K 2K พวกนี้แน่นอนว่าเมื่อแรกจับรู้สึกได้ชัดเจนครับในความคมสวยงาม แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ซีเรียสเรื่องหน้าจอมาก ใช้งานทั่วไปสู้แสงได้ระดับนึงตัวนี้ก็เพียงพอครับ แต่ที่ติดๆจะเป็นเรื่องของปัญหาในตัวขนาดมากกว่าเพราะยุคนี้หลายๆคนน่าจะชินหน้าจอใหญ่ไปแล้ว แต่ถ้ารับเรื่องขนาดได้ก็ตัดปัญหาไปครับ

หน้าจอต้องบอกว่าถ้าคนทั่วไปใช้งานคงไม่ได้เน้นเรื่องของความคมชัดที่รู้สึกแตกต่างกันมากครับแต่ข้อดีของหน้าจอตัวนี้ถ้าเรามองข้ามเรื่องของหน้าจอที่เป็น HD และ ขนาดของมันไป จะรู้สึกได้ว่าข้อดีของมันจริงๆคือมุมมองแม้จะเป็นหน้าจอแบบ IPS LCD ก็ตามแต่เรื่องของการสู้แสง การใช้งานจริงๆภายนอก และ การสู้แสงนั้นทำได้ดีเลยแหละถ้ามองในเรทราคานี้ และความสวยในภาพรวมแสงสี มิติของภาพถือว่าทำได้ดีเช่นกัน และ การสัมผัสยังคงเด่นครับ แน่นอนว่ามันเลยทำให้ในการใช้งานจริงๆ การสู้แสง สัมผัสทำงานได้ดีเลยทำให้มันตอบโจทย์ในการใช้งานจริงได้

TOUCH ID 

แน่นอนว่าการสแกนใบหน้าหรือ Face ID นั้นในยุคที่ต่างคนใส่หน้ากากกันหมดเลยทำให้ในการใช้งานจริงสแกนหน้าลำบากมากๆครับเลยทำให้หลายๆคนกลับคิดถึง การสแกนนิ้วแบบยุคก่อนๆกันครับ และเหมือนทาง iPhone SE ออกมาจังหวะพอดีมากๆในช่วงนี้ เลยทำให้การสแกนนิ้วนั้นลงตัวและคุ้นเคยกันดี ใส่หน้ากากก็สแกนนิ้วได้ใช้งานได้ไม่ต้องกดรหัสเลยครับ ก็อาจจะมองว่าเป็นข้อดีก็ได้ครับ แต่ก็เสียดายการสแกนใบหน้าเหมือนกัน ก็ต้องบอกว่าได้อย่างเสียอย่างกันไปสำหรับจุดนี้ และการใส่สแกนนิ้วเข้ามาก็ทำให้มีพื้นที่ขอบหน้าจอเยอะขึ้นมากๆครับผม

SOUND 

ระบบเสียงนั้นค่ายนี้ได้ตัดรู 3.5มม.เป็นค่ายแรกๆเลยก็ว่าได้ครับแต่ก่อนหน้าก็มีบางค่ายชิงตัดออกไปก่อนแล้วบางตัว แน่นอนว่าในตอนแรกหลายๆคนบ่นแต่ตอนนี้กลับตัด 3.5มม.กันหมดแล้วตามมากันทั้งหมดเลยไม่เว้นแม้แต่ Pixel ที่เคยแซว iPhone ไปตอนนั้นในแง่ของการใช้งานแน่นอนว่าลำบากขึ้นแต่หลังๆมันเข้าสู่ยุคไร้สายกันหมดแล้วครับเลยทำให้มันกลายเป็นเรื่องปกติแล้วในตอนนี้ ระบบเสียงนั้นรุ่นก่อนๆทาง iPhone นั้นไม่ได้เน้นแต่ที่รู้สึกได้คือชิพเสียงนั้นมีคุณภาพมาโดยเสมอตั้งแต่ยุคแรกๆ และในรุ่นนี้ก็ยังคงทำได้ดีแม้จะไม่ได้โหดมากแต่ก็ดีกว่าเรือธงตัวอื่นๆครับ โดยทดสอบผ่านตัวแปลงของเดิม และ หูฟังมากับเครื่อง เสียงที่ได้นั้นรู้สึกได้เลยว่ามันอิ่ม และมีมิติพอสมควรไม่แบนไม่แห้ง เสียงมีน้ำนวลดีเลยแหละ รายละเอียดดีเสียงไม่แหลมจัด แต่เรื่องเบสนั้นจะอ่อนพอสมควรเบาๆบางๆไม่กระแทน เสียงจะแนวๆผู้ดีนิดหน่อยครับ ส่วนกำลังขับนั้นทำได้ดีแต่ถ้าหากฟังจริงๆไม่ได้ต่างกับ iPhone 8 มากเท่าไรครับอาจจะเป็นชิพเสียงตัวเดียวกันเลยก็เป็นไปได้เพราะในรุ่นนี้มันคือการเอาอะไหล่หลายๆตัวมาใส่ครับ

ส่วนหูฟังนั้นยังคงเป็นทรงเดิมที่คุ้นเคยและยังใช้แบบเดิมทั้งหมดเลยเป็นหูฟังทรงสีขาวมาพร้อมกับทรง Earbuds ที่ใส่สบายๆ ออกกำลังกายง่ายและมีไมค์ ปุ่มควบคุมมาให้ทั้งหมด สายสีขาวอาจจะเลอะง่ายนิดหน่อยครับ หัวเป็นแบบ Lighting เหมือนกับรุ่นอื่นๆ เลยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรครับ เสียงก็เหมือนเดิมเลยเรียกได้ว่าเดิมๆมาานานมากไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเท่าไรสำหรับหูฟังครับ เสียงฟังได้กลางๆทั่วไป รายละเอียดดี ฟังง่ายๆ เบสไม่ค่อยมานัก เอามาใช้แก้ขัดได้แต่ถ้าสายฟังเพลงอาจจะไม่ได้ดีเท่าไรนัก แต่มันเป็นหูฟังที่ใส่ออกกำลังได้ดีเลยแหละ น้ำหนักเบา ใส่สบายเสียงชัด ด้วยรูปทรงของมัน และ เสียงคุยอะไรชัดเจนดีครับ แต่ถ้าใครชอบเบสแน่นๆตัวนี้อาจจะไม่ได้เน้น

SPEAKER 

ลำโพงในรุ่นนี้จะเป็นลำโพงคู่ ที่รองรับการกันน้ำครับถือว่าทำออกมาได้ดีเลยแหละในการใช้งานจริงๆเพราะว่ามือถือกันน้ำในหลายๆรุ่นจะรู้สึกเลยว่าเสียงจะเบากว่าทั่วไป แต่ครั้งนี้ทาง iPhone ก็ทำได้ดีเพราะว่าก็ทำมือถือกันน้ำออกมาเรื่อยๆและใช้งานลำโพงคู่มาโดยตลาดในยุคหลังๆเลยไม่แปลกใจถ้าจะทำได้ดีในจุดนี้ครับ เป็นลำโพงคู่กันน้ำในเรทราคาที่หมื่นกลางๆกำลังดีครับ อาจจะยกลำโพงจากตัว iPhone ตัวก่อนๆมาครับ เสียงดัง ทำได้ดี และ มีมิติพอสมควรเลยครับ และเมื่อเอามาเทียบกับมือถือ Android ในเรทราคาใกล้กันและกันน้ำ จะค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควรเลยครับ และทั้งกันน้ำ และ ลำโพงเดี่ยวเลยทำให้สู้กันได้ค่อนข้างยากพอสมควร แต่เนื่องจากมันเป็นไม่กี่รุ่นที่ทำกันน้ำออกมาในฝั่ง Android เลยเอามาเทียบกันนิดหน่อยครับสำหรับคู่นี้

GPS

ในเรื่องของการนำทางนั้นค่ายนี้สบายๆอีกแล้วไม่เจอปัญหาอะไรครับใช้งานนำทางได้สบายๆแม่นยำไม่หลุดไม่เอ๋ออะไรเลย ทั้งใช้งานของ Google Maps และ จากทาง Apple เองครับสามารถใช้งานได้ดีทั้งความเร็วสุด หรือ ใต้ทางด่วน อุโมงค์อะไรเรื่องการนำทางนั้นไว้ใจได้เลยและด้วยราคาของมันเลยทำได้สมราคาและดีสุดในบรรดามือถือในงบนี้ก็ว่าได้ และถ้าเทียบกันก็ทำได้ดีพอๆกับพวก Android ในรุ่นเรือธงที่ใช้งาน Snapdragon ได้เลยจากที่ใช้งานจริงครับ

BATTERY 

การใช้งานแบตรุ่นนี้ถือว่าค่อนข้างน้อยมากๆครับ เพราะตัวแบตรุ่นนี้ให้มาแค่ 1,831 mAh เท่านั้นครับถือว่าน้อยกว่า iPhone 11  แบบชัดเจนครับและในการใช้งานจริงก็ส่งผลพอสมควรถ้าเราเอามาใช้งานแบบจริงจังทั้งวันจะได้ประมาณ 8-9 ชั่วโมงครับ ไม่สามารถใช้งานได้ทั้งวันแบบสบายได้ถ้าใช้งานจริงจัง ถือว่าใครที่เน้นเรื่องของความอึดของแบตนั้นยังไม่ตอบโจทย์เท่าไรครับ ส่วนการใช้งานชาร์จนั้นรองรับการชาร์จไร้สาย ถือว่าดีมากๆในงบเรทราคานี้ที่รองรับครับ และ ยังรองรับการชาร์จได้สูงสุด 18W นะครับแต่น่าเสียดายว่าที่ชาร์จในกล่องนั้นให้มาแค่ 5W เท่านั้นเลยถ้าต้องการชาร์จไวต้องเสียเงินเพิ่มนั้นเองครับ ถือว่าแบตในรุ่นนี้ไม่ได้อึดเท่าที่ควร และ ใช้งานทั้งวันไม่ได้ครับ และ ชาร์จยังล้าหลังกับ Android ในเรทราคาเดียวกันเยอะหลายๆรุ่นชาร์จ 30W แล้วก็ยังมีครับถือว่า เรื่องแบตและชาร์จไม่ดีเท่าไร

CAMERA 

ในเรื่องของการถ่ายภาพนั้นตัวนี้เป็นกล้องตัวเดียวครับมาพร้อมกับความละเอียด 12MP (f/1.8), OIS, แฟลชแบบ True Tone, ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ที่ 60 fps, ถ่าย Slow‑mo ความละเอียด 1080p ได้ที่ 240 fps ซึ่งเป็นกล้องตัวเดียวครับแน่นอนว่าตัวเดียวก็ยังถือว่าน้อยไปเมื่อเทียบกับยุคสมัยนี้และราคานี้ เพราะไม่มีเลนส์มุมกว้างหรือเทเลอะไรครับรวมถึง ในเรื่องของการถ่ายนั้นรองรับการถ่ายหลากหลายเช่นกันพร้อมกับมีฟีเจอร์ในการถ่ายละลายหลัง Portrait Mode ด้วย และเป็นการจับละลายหลังโดยใช้ใบหน้าคนแบบตัว iPhone XR ครับ ส่วนเรื่องของการถ่ายโหมดกลางคืนนั้นไม่รองรับไม่มีมาให้นะครับ แอบเสียดายนิดนึงในจุดนี้ แต่ภาพที่ได้สวยงามขึ้นจากเดิมแม้จะใช้กล้องตัวเดียวกับ iPhone 8 และเปลี่ยนโมดูล ชิ้นเลนส์นิดหน่อย แต่ด้วย CPU ที่ดีขึ้นอาจจะมีผลให้ประมวลภาพได้ดีขึ้นเยอะพอสมควรเลยครับตัวนี้ และช่วยในการละลายหลังอีกทั้งหลายๆอย่างให้มันดีขึ้นไปอีกพอสมควรเลยครับ แต่ถ้าเทียบ Android ด้วยกัน มีทั้งเลนส์มุมกว้าง เทเล มาโคร ก็น่าเสียดายครับว่าตัวนี้ยังค่อนข้างธรรมดามากๆ

PORTRAIT

SELFIES

กล้องหน้าตัวนี้มาเป็นกล้องหน้าตัวเดียว ให้มาที่ความละเอียด 7MP พร้อมกับรูรับแสง F2.2 ครับแน่นอนว่าสเปคในเรื่องของกล้องหน้านั้นทำได้กลางๆครับไม่ได้เด่นเท่าไรทั้งเรื่องของความละเอียด รูรับแสงต่างๆ และแน่นอนว่ากลางคืนเลยทำได้ไม่ดีเท่าไรนัก  แต่ก็ยังดีที่ Software ช่วยได้เยอะพอสมควรครับ ทั้งเรื่องของคุณภาพ โทนสี การเก็บแสง และรวมถึงการละลายหลังที่ทำได้ดีเช่นกันใช้หลักการจับใบหน้า และสามารถปรับ Effects ได้ทั้ง ฉากหลังสีดำ ขาวดำ หรือ Effects แสงอื่นๆก็เปลี่ยนได้เหมือนกล้องหลัง อีกทั้งปรับระยะการเบลอได้ด้วยว่าเท่าไรครับ ก็ถือว่ากล้องหน้ายังคงความเรียลได้ดี ตามแบบ iPhone แต่กลางคืนอาจจะไม่ได้เด่นครับ แต่กลางวันก็ถือว่าพอไหวอยู่

VIDEO 

ในเรื่องของการถ่ายวีดีโอนั้นรองรับการใช้งานกล้องหลังสูงสุดถึง 60Fps และ รองรับการถ่าย 24Fps แบบถ่ายหนังรวมถึง 30Fps ด้วยเช่นกันครับ ถือว่าเป็นรุ่นในเรทราคาต่ำกว่า 2 หมื่นที่ถ่ายวีดีโอได้ดีที่สุดในตอนนี้ก็ไม่เวอร์เกินไปเพราะทั้ง ระบบอัดเสียง การกันสั่น และการรองรับนั้นทำได้ดีจริง รวมถึงการจัดการแสงสี โทนสีของภาพเอาไปทำต่อได้ดีจริงๆ แต่จะมีแค่เรื่องของเลนส์มุมกว้าง เทเล ที่ไม่มีเลยทำให้มีข้อจำกัดอยู่ แต่ถ้าเน้นความนิ่ง ลื่นไหล ใช้งานได้ งบนี้ถือว่าดีสุดแล้วครับ ส่วนกล้องหน้านั้นแอบน่าเสียดายเพราะว่ามีแค่ FHD 30FPS เท่านั้นครับ และไม่มี 4K หรืออะไรใส่เข้ามา แต่เรื่องของคุณภาพก็ใช้งานได้เลยแหละ แต่กันสั่นอาจจะไม่ได้เทพมากครับในกล้องหน้า ส่วนมุมมองอะไรนั้นกลางๆครับ ไม่ได้กว้างและไม่ได้แคบเกินไปสำหรับการถ่ายกล้องหน้าในตัว iPhone SE 2020 ตัวนี้ แต่ก็ต้องบอกเลยว่า. CPU A13 ส่งผลในเรื่องของการถ่าย กันสั่น และคุณภาพที่ดีขึ้นเยอะมาก แม้จะเซนเซอร์เดิมจาก iPhone 8 ทั้ง Software cpu ทำงานช่วยกันยกระดับเรื่องของคุณภาพได้ดีมากครับ

iPhone SE 2020 เรียก Flagship Killer ก็ได้อยู่นะ 

” iPhone ที่ถูกที่สุดพร้อมกับประสิทธิภาพที่แรงที่สุด แต่เป็นการใช้โมเดลเก่าแบบเนียนๆ  “

ขึ้นชื่อว่า iPhone ยังไงก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่หลายๆคนอยากลองไม่ว่าจะเป็น คนทั่วไปหลายๆคนอิงจากคนรอบตัวแอดมินเองจริงๆเลยคือเมื่อเปิดตัวมามีคนมาถามทั้งนั้นทั้ง ญาติ พี่น้อง พ่อแม่ ถามว่าทำไมมันราคาถูกจังน่าซื้อไหม ต้องบอกเลยว่าจุดแข็งของแบรนด์นี้ยังคงไม่มีใครสู้ได้ในตอนนี้ และจุดนี้ก็ถือว่าเป็นจุดสำคัญเลยจริงๆครับ ทำให้หลายๆคนได้ใช้ ได้ถือ iPhone ในราคาที่ไม่ถึง 15000 ได้มือ 1 เป็นครั้งแรกก็ว่าได้และด้วยตัวเครื่องมันเองก็ทำได้ดีในแง่ของความแรง การออกแบบที่ยังคงมีคนชอบจอเล็กๆเช่นกัน รวมถึงประสิทธิภาพ การอัพเดทที่ยาวนาน และความลื่นไหล ก็ยังคงไว้ใจได้ดี และใช้ได้นานแน่ๆ เหมาสำหรับคนที่ไม่ใช้อะไรมาก เน้นทั่วไป ใช้ยาวๆ ทนๆกันน้ำพวกนี้ ก็ยังตอบโจทย์ครับ แต่ถ้าคนเล่นมือถือ เปลี่ยนบ่อย แน่นอนว่ายังไงค่าย Android ยังคงทำได้น่าสนใจ ว้าวกว่าเยอะ แต่ระยะยาวสู้ไม่ได้แน่นอนครับ ก็ต้องดูว่าเราจะเน้นอะไรยังไง ตอบโจทย์ไหมในการใช้งานของแต่ละคน

ข้อดี

  • CPU A13 ทำได้เร็วแรง เกินเรือธงค่าย Android ทุกตัว
  • งานประกอบ วัสดุ ทำได้ดีสมกับแบรนด์ Apple
  • รองรับการกันน้ำ iP67
  • ลำโพงคู่ ทำได้ดี แม้จะกันน้ำก็ตาม
  • หน้าจอ การสัมผัสยังคงทำได้ดี สู้แสงได้ดี
  • กล้องหน้า หลัง คุณภาพดีขึ้นเพราะได้ CPU ที่แรงมาร่วมประมวลผล
  • การอัพเดทที่ยาวนาน และ ซัพพอร์ทที่ยาวสุดในบรรดามือถือทั้งหมด
  • เป็น iPhone ที่จับต้องได้ง่ายที่สุดเท่าที่เคยทำมา
  • การทำงาน นำทาง รองรับแอพอะไรไม่มีปัญหา สำหรับ iOS
  • การแจ้งเตือน แอพยังคงทำได้ดีกว่า Android
  • เล่นเกมได้ทุกเกม รองรับได้ลื่นไหล
  • งานวีดีโอกล้องหลังที่ เลนส์หลักดีที่สุดในบรรดาคู่แข่งงบนี้

ข้อสังเกต 

  • หน้าจอแค่ HD
  • เครื่องและหน้าจอมีขนาดเล็กพอสมควร
  • แบตไม่อึดเท่าไรนัก ชาร์จไวแค่ 18W
  • RAM 3 GB ใช้งานหลายแอปจะมีผลนิดหน่อยถ้าเทียบกับ i11 -XR
  • ไม่มีกล้องมุมกว้าง อะไรมาให้ใช้งาน  ไม่มีโหมดกลางคืน
  • ดีไซน์ ย้อนยุค ขอบหนา

สำหรับรีวิวนี้ผมก็ต้องขอตัวลาไปก่อนสำหรับรุ่นอื่นๆก็ติดตามกันได้เลย ถูกใจฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะครับ  มีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ  เพื่อนๆสนใจอยากให้พวกผมรีวิวรุ่นไหนสามารถ Inbox มาบอกเราได้เลยนะ

ฝากไลค์เพจ FACEBOOK เราด้วยนะครับ >>>>>>>>>  TECHHANGOUT

เข้าร่วมกลุ่ม TECHHANGOUT พูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล คุยกันเองชิลๆได้เลยที่ — Facebook  Techhangout พูดคุย Smartphone gadget 

Review by Nineztr 

*รูปถ่ายจากกล้องมือถือทุกรูป ไม่มีการปรับแต่ง และ สามารถกดดูไฟล์เต็มแบบต้นฉบับได้นะครับ

0 Shares

Comments กันได้เลย !

Comments