นับเป็นโอกาสสำคัญ ที่ไม่เพียงรำลึกถึงอดีตอันเกรียงไกร แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่อนาคตแห่งความเป็นเลิศ โดยขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ปีพ.ศ. 2569 ซึ่งจะครบรอบ 100 ปี ของโลโก้ตรีศูลและ 100 ปีแรกของ มาเซราติ บนสังเวียนมอเตอร์สปอร์ต
ท่ามกลางกระแสของงาน ‘Maserati Meccanica Lirica’ และการกลับมาผลิตยนตรกรรมรุ่น กรันทูริสโม (GranTurismo) และ กรันคาบริโอ (GranCabrio) ณ โรงงานประวัติศาสตร์บนถนน Viale Ciro Menotti ที่ยังร้อนแรง วันนี้ มาเซราติ ฉลองครบ 111 ปีแห่งการก่อตั้ง นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ มาเซราติ เป็นแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานที่สุดใน Motor Valley ของอิตาลี

มาเซราติ ผู้ผลิตยนตรกรรมลักชัวรี่สปอร์ตสัญชาติอิตาเลียน พร้อมก้าวเข้าสู่ ‘ปีแห่งตรีศูล’ ในปี 2569 ซึ่งจะเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ของโลโก้ตรีศูลอันเป็นเอกลักษณ์ และในเวลาเดียวกันยังเป็นการครบรอบ 100 ปีนับตั้งแต่การเปิดตัวสู่โลกมอเตอร์สปอร์ตเป็นครั้งแรก โดยช่วงปี 2469 มาเซราติ Tipo 26 รถแข่งแรกที่ประดับสัญลักษณ์ตรีศูลบนฝากระโปรง ได้ลงชิงชัยในรายการ Targa Florio และสามารถแชมป์ประจำรุ่นได้สำเร็จ
อย่างไรก็ดี เรื่องราวแห่งตำนาน ‘เมดอินอิตาลี’ แบรนด์นี้ เริ่มต้นขึ้นก่อนหน้านั้นถึงหนึ่งทศวรรษ เมื่อปี 2469 มร. อัลฟิเอรี่ มาเซราติ พร้อมด้วยพี่-น้อง เอตอเร่ และ เออร์เนสโต้ ได้ก่อตั้ง ‘Ditta Alfieri Maserati’ ณ อาคารเลขที่ 1A ถนน Via de’ Pepoli ใจกลางเมืองโบโลญญา ซึ่งตามเอกสารการจดทะเบียนกิจการระบุว่า บริษัทเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม 2469โดยพี่น้องตระกูล มาเซราติ ล้วนหลงใหลในศาสตร์แห่งเครื่องยนต์กลไกและความเร็ว และยังมีความกล้าที่จะลงแข่งบนสนามด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน มาริโอ้ มาเซราติ พี่ชายอีกคน มีบทบาทสำคัญในการออกแบบสัญลักษณ์ตรีศูลโดยได้แรงบันดาลใจจากน้ำพุเนปจูน ใจกลางเมืองโบโลญญา ส่วน บินโด้ มาเซราติ น้องชายคนสุดท้าย ได้เข้าร่วมงานกับ Officine Maserati ช่วงปี 2475 หลังจาก อัลฟิเอรี่ เสียชีวิต

ยนตรกรรมคันแรกที่ติดตั้งสัญลักษณ์ตรีศูล คือ Tipo 26 รถแข่งที่เปิดตัวในการแข่งขัน Targa Florio ปี 2469 ขับโดย อัลฟิเอรี่ และคว้าแชมป์รุ่นความจุไม่เกิน 1.5 ลิตร ความสำเร็จดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของชัยชนะอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการคว้าแชมป์ Indianapolis 500 สองปีซ้อนในปี 2482 และ 2483, การคว้าแชมป์ Targa Florio 4 ปีซ้อน (2480-2483), ชัยชนะในฟอร์มูลาวัน 9 สนามและคว้าแชมป์โลกปี 2500 ร่วมกับ ฮวน แมนูเอล ฟานจิโอ จากนั้นก็กลับมาสร้างความสำเร็จอีกครั้งด้วย MC12 ที่คว้าแชมป์ FIA GT ระดับนานาชาติถึง 6 สมัย ระหว่างปี 2548–2553 นับเป็นจุดสูงสุดของการแข่ง GT ด้วยรถแข่งที่พัฒนามาจากรถที่ผลิตเพื่อจำหน่าย และตั้งแต่ปี 2566 มาเซราติได้ใช้รถแข่ง GT2 ลงสู้ศึกอีกครั้ง พร้อมคว้าชัยชนะจากการแข่งทั้งหมดกว่า 20 รายการทั่วโลก
ในช่วงปลายปี 2482 การเข้ามาของตระกูลออร์ซี ทำให้ มาเซราติ เริ่มย้ายฐานการผลิตสู่เมืองโมเดนา โดยโรงงานผลิตตั้งอยู่บนถนน Viale Ciro Menotti เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2483 และเป็นสำนักงานใหญ่ของ มาเซราติ จวบจนปัจจุบัน ต่อมาช่วงปี 2490 ความร่วมมือระหว่างพี่น้อง มาเซราติ กับทางแบรนด์ได้สิ้นสุดลง โดย มาเซราติ เปิดตัวรถยนต์รุ่นแรกสำหรับจำหน่ายทั่วไป คือ A6 1500 จากนั้นในปี 2506 ได้เปิดตัวรุ่น ควอตโตรปอร์เต้ (Quattroporte) ซึ่งนับเป็นจุดกำเนิดของเซกเมนต์รถซีดานหรูสมรรถนะสูง เข้าสู่ยุคที่ ซีตรอง (Citroën) ถือครองกิจการช่วงสั้นๆ (2511–2518) ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มใช้กระบวนการผลิตยุคใหม่ ถัดมาเป็นยุคของ เดอโทมาโซ (De Tomaso) (2518–2536) ที่รังสรรค์ยนตรกรรมระดับไอคอนและมียอดจำหน่ายสูงสุดอย่างรุ่น ไบเทอร์โบ (Biturbo)

บนรากฐานทางประวัติศาสตร์และอุตสาหกรรมอันแข็งแกร่ง การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเริ่มต้นขึ้น ช่วงปี 2550 ด้วยการเปิดตัว ควอตโตรปอร์เต้ เจเนอเรชัน 5 ในดีทรอยต์ ออโต้ โชว์ ตามด้วย กรันทูริสโมที่เจนีวา มอเตอร์ โชว์ และ กรันคาบริโอ ช่วงปี 2552 ก่อนที่ ควอตโตรปอร์เต้ เจเนอเรชัน 6 และ กิบลี่ (Ghibli) เปิดตัวช่วงปี 2556 ตามด้วยเอสยูวีรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ ‘เลวานเต้’ (Levante) ในอีก 3 ปีถัดมา
ปี 2563 โรงงาน Viale Ciro Menotti ปรับปรุงครั้งใหญ่ เปิดไลน์ผลิตซูเปอร์คาร์ เอ็มซี20 (MC20) พร้อมห้องพ่นสีภายในโรงงาน รวมถึงพื้นที่พิเศษสำหรับการพัฒนาและประกอบเครื่องยนต์ เน็ททูโน (Nettuno) ที่ทางค่ายผลิตเอง 100% สองปีถัดมาเปิดตัว เกรคาเล่ (Grecale) เอสยูวีรุ่นใหม่ที่สะท้อนจิตวิญญาณของ กรันทูริสโม ผสมผสานสมรรถนะและความสง่างามได้อย่างลงตัว และปี 2566 ก็ถึงคิวของ จีที2 สตราดาเล่ (GT2 Stradale) ซูเปอร์คาร์แห่งท้องถนน ที่หลอมรวมสมรรถนะบนสนามแข่ง ความสง่างาม และความเพลิดเพลินที่สามารถขับได้ทุกวัน โดยปีถัดมา โลกก็ได้ตื่นตากับ มาเซราติ เอ็มซีเอ็กซ์ตรีมา (MCXtrema) รถแข่งรุ่นพิเศษ ผลิตจำกัด 62 คัน ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเน็ททูโน วี6 สูบ สเปกพิเศษ 730 แรงม้า
2568 เป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์บทใหม่ กับ 3 เหตุการณ์สำคัญ คือ การเริ่มผลิต เอ็มซีเพียวร่า (MCPURA) ที่สื่อถึงพลังและสมรรถนะของ มาเซราติ ได้อย่างชัดเจนที่สุด การเปิดตัว BOTTEGAFUORISERIE โครงการใหม่ที่รวมพลังสร้างสรรค์ของ อัลฟ่า โรเมโอ และ มาเซราติ รวมถึงการนำรุ่น กรันทูริสโม และ กรันคาบริโอ กลับมาผลิตที่โรงงาน Viale Ciro Menotti อีกครั้ง

มร. ซานโต้ ฟิชิลี่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ มาเซราติ กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมฉลองครบรอบ 111 ปี ของ มาเซราติ ณ เมืองที่เปรียบเสมือนบ้านเกิดของค่ายตรีศูล ต่อเนื่องจากกิจกรรม Maserati Meccanica Lirica ตอกย้ำถึงองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และงานฝีมืออันโดดเด่นที่สั่งสมอยู่ในภูมิภาคนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจตลอดระยะเวลากว่าศตวรรษ สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมวิสัยทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ด้านสมรรถนะ ดีไซน์ และงานฝีมือ ซึ่งสะท้อนความเป็นอิตาเลียนลักชัวรี่อย่างแท้จริง”
ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: มาเซราติ ประเทศไทย
โชว์รูมสุขุมวิท 26 โทร. 02-663-2233
โชว์รูมสยามพารากอน โทร. 02-610-9441
เว็บไซต์: http://Thailand.Maserati.com/
เฟซบุ๊ค: Maserati Thailand
อินสตาแกรม: Maserati Thailand







