Meta จัดงานแถลงข่าวสำหรับสื่อมวลชน Instagram Press Luncheon 2026 เผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิวัฒนาการของแพลตฟอร์มที่ก้าวข้ามการเป็นพื้นที่แชร์รูปภาพ สู่การเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม เส้นทางอาชีพของครีเอเตอร์ และส่งเสริมธุรกิจในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ โดย Meta ชี้ให้เห็นว่า วันนี้ Instagram ไม่ใช่แค่เทรนด์ในอนาคตที่ทุกคนกำลังจับตามองหรือ “The Next Big Thing” อีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็น “The NOW Big Thing” หรือพลังขับเคลื่อนกระแสในปัจจุบันและกลายเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ที่ขาดไม่ได้ของผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจำนวนผู้ใช้งานในทุกช่วงวัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยในปัจจุบัน Instagram สามารถเข้าถึงกลุ่ม Gen Z ในประเทศไทยได้สูงถึง 80% และยังเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดข้ามรุ่น โดยปัจจุบันกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) กลุ่ม Gen X และกลุ่ม Baby Boomers ต่างก็เลือกใช้ Instagram เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้เกิดกลุ่มผู้ใช้งานที่กว้างขึ้นและมีมูลค่าสูงขึ้น มอบการเข้าถึงแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนให้แก่ทั้งธุรกิจและครีเอเตอร์ และในขณะที่พฤติกรรมการค้นหาคอนเทนต์ การเชื่อมโยงผู้คน และการซื้อสินค้าพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง Meta ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงกลยุทธ์ล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าอีโคซิสเต็มของ Instagram ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการซื้อสูงได้อย่างไร ตลอดจนสนับสนุนครีเอเตอร์ในการสร้างธุรกิจสื่อที่ยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านจากการเชื่อมต่อแบบสาธารณะ (Public Discovery) ไปสู่การสนทนาที่เป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น (Private Conversations)
เปิดโอกาสใหม่สำหรับธุรกิจในโลกแห่งการค้นหา (Discovery-First World)
ในขณะที่ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเลื่อนฟีดแบบผ่าน ๆ (Passive Scrolling) ไปสู่การค้นหาสิ่งใหม่ ๆ อย่างจริงจัง (Active Discovery) ธุรกิจต่าง ๆ จึงต้องกลับมาทบทวนวิธีสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายบนโลกออนไลน์ สำหรับประเทศไทย แม้ว่า Facebook จะยังคงเป็นอันดับหนึ่งในแง่การเข้าถึงบนโซเชียลมีเดียโดยรวม แต่ Instagram ได้ก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งสำหรับการค้นพบแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โดยครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้ใช้งานชาวไทยใช้แอปนี้เพื่อค้นหาสินค้าและติดตามแบรนด์โดยเฉพาะ กลุ่มผู้บริโภคที่มีความพร้อมในการซื้อนี้ กำลังขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของ “การซื้อขายผ่านการแชท” (Conversational Commerce) ซึ่งในตลาดไทยที่มีพฤติกรรมการสื่อสารผ่านแชทเป็นหลักนั้น มีผู้บริโภคถึง 70% ที่ใช้งาน Instagram Direct Message (DM) เพื่อช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้า
ความต้องการซื้อที่ลึกซึ้งนี้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้แบรนด์ต่าง ๆ เลือกใช้โซลูชันการตลาดที่นำโดยครีเอเตอร์ (Creator-Led Marketing) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งผลการศึกษาของ Meta แสดงให้เห็นว่า แคมเปญที่ผสมผสานระหว่าง Partnership Ads ร่วมกับโฆษณาแบบปกติ (Business-As-Usual หรือ BAU Ads) ช่วยลดต้นทุนต่อการดำเนินการ (Cost Per Acquisition หรือ CPA) ลงถึง 19% เพิ่มอัตราการคลิกผ่าน (Click-Through Rate หรือ CTR) ขึ้น 13% และช่วยเพิ่มการจดจำแบรนด์ (Brand Lift) สูงถึง 71%

คุณแพรดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ประเทศไทยจาก Meta กล่าวว่า “ธุรกิจในปัจจุบันกำลังมองหาโอกาสในการเติบโตที่ไปไกลกว่าแค่การสร้างการเข้าถึงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการวิธีที่มีความหมายในการเชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายผ่านคอนเทนต์ที่น่าดึงดูด มีความเกี่ยวข้อง และขับเคลื่อนโดยครีเอเตอร์ Instagram ช่วยให้ธุรกิจสร้างการเชื่อมต่อเหล่านั้นได้ผ่านจุดตัดของความคิดสร้างสรรค์ คอมมูนิตี้ และคอมเมิร์ซ นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยยังมีพฤติกรรมการใช้งานแบบหลายแอปพร้อมกันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ใช้งาน Multi-App สูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถึง 79% ดังนั้น เมื่อแบรนด์ใช้งาน Instagram ควบคู่ไปกับ Facebook ภายใต้กลยุทธ์ข้ามแพลตฟอร์มของ Meta แบรนด์จะสามารถขยายการสื่อสารได้ทรงพลังยิ่งขึ้น โดยรู้ว่า 94% ของผู้ใช้งาน Instagram รายเดือนในประเทศไทย ก็ใช้งาน Facebook เป็นประจำทุกวันหรือทุกเดือนเช่นกัน”
ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจครีเอเตอร์จากการขยายฐานผู้ติดตามสู่รายได้ที่ยั่งยืน
ด้วยจำนวนผู้ใช้งาน Instagram กว่า 3 พันล้านคนทั่วโลกในแต่ละเดือน ครีเอเตอร์ในปัจจุบันจึงมีโอกาสอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในการขยายขอบเขตอิทธิพลของตนเองไปไกลกว่าขอบเขตทางภูมิศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เศรษฐกิจครีเอเตอร์กำลังเติบโตอย่างเต็มที่ ความสำเร็จไม่ได้ถูกกำหนดจากจำนวนผู้ติดตามอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ “ความน่าเชื่อถือ” ของครีเอเตอร์เป็นหลัก ผลการศึกษา Generation Zeitgeist 2026 ของ Meta ระบุว่า 81% ของผู้บริโภคมองว่า ‘ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน’ (Expert Knowledge) เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่พวกเขามองหาในตัวครีเอเตอร์ ซึ่งนำหน้าความตลก ความใกล้ชิดเข้าถึงง่าย หรือแม้แต่ความโด่งดัง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่คอนเทนต์ที่มีคุณภาพสูงและมีความเฉพาะกลุ่ม อัลกอริทึมของ Instagram จึงให้ความสำคัญกับ ‘คุณค่าของคอนเทนต์’ (Content Merit) มากกว่าจำนวนผู้ติดตาม ช่วยให้ครีเอเตอร์หน้าใหม่สามารถสร้างยอดการรับชมได้หลักล้านตั้งแต่การโพสต์ Reels ในช่วงแรก ๆ

คุณเรวีซิลวิเนีย Director of Global Partnerships ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดเกิดใหม่จาก Meta กล่าวว่า “ครีเอเตอร์ไม่เพียงแค่สร้างฐานผู้ติดตามเท่านั้น แต่พวกเขากำลังสร้างคอมมูนิตี้ ธุรกิจ และอิทธิพลทางวัฒนธรรม โดย Instagram พร้อมสนับสนุนเส้นทางนั้นผ่านเครื่องมือที่หลากหลาย ตั้งแต่ Reels ที่ช่วยให้ครีเอเตอร์เข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ ๆ ไปจนถึงประสบการณ์การส่งข้อความที่สร้างความผูกพันที่ลึกซึ้ง และช่องทางการสร้างรายได้โดยตรง (Direct Monetization)”
“ปัจจุบัน Affiliate Commerce ได้กลายมาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดย Meta ได้แนะนำโปรแกรม Affiliate Partnership ซึ่งเชื่อมต่อครีเอเตอร์ทั่วโลกกว่า 5 ล้านคนเข้ากับบัญชี Affiliate แล้ว สำหรับในประเทศไทย โปรแกรม Facebook Affiliate Partnership ร่วมกับ Shopee ได้เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว และด้วยความสำเร็จอย่างต่อเนื่องนี้ เราจึงกำลังนำประสบการณ์และฟีเจอร์ดังกล่าวมาสู่ Instagram ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ ซึ่งความร่วมมือระหว่าง Meta และ Shopee ในครั้งนี้ จะช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างรายได้จากการแนะนำสินค้าอย่างแท้จริงได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เหล่านักช้อปสามารถค้นพบสินค้าที่ตรงใจผ่านคอนเทนต์ที่พวกเขามีส่วนร่วมอยู่แล้ว” คุณเรวีกล่าวเสริม
ผลักดันครีเอเตอร์ไทยเติบโตจากแชร์ Reels สู่แฟนด้อมระดับโลก
แม้การค้นหาคอนเทนต์ใหม่ ๆ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์บน Instagram แต่พฤติกรรมการเชื่อมต่อของผู้คนกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พื้นที่ที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นอย่างรวดเร็ว Instagram Reels เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2566 สอดคล้องกับเทรนด์ระดับโลกที่ปัจจุบันผู้ใช้ใช้เวลามากกว่า 50% บนแอปไปกับการดู Reels และที่สำคัญที่สุด Reels ยังทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นหลักของการสนทนาส่วนตัว โดยคอนเทนต์ที่ถูกแชร์ผ่าน Instagram DM สูงถึง 85% คือ Reels
ข้อมูลจากผลการศึกษา Generation Zeitgeist 2025 ของ Meta ระบุว่า การส่งข้อความเป็นช่องทางในการแชร์รูปภาพและวิดีโอบน Instagram ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดย 85% ของคอนเทนต์ที่แชร์ในแชทคือ Reels ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผลการวิจัยเรียกว่า “Digital Pebbling” หรือเปรียบเหมือนนกเพนกวินที่ส่งมอบก้อนหินให้แก่กันเพื่อแสดงความผูกพัน ในประเทศไทย เทรนด์ระดับโลกนี้ได้สะท้อนผ่านพฤติกรรมท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แทนที่ผู้ใช้งานชาวไทยจะพิมพ์คำว่า “คิดถึง” ในรูปแบบข้อความทั่วไป แต่พวกเขาเลือกที่จะแสดงความใส่ใจและรักษาความสัมพันธ์ด้วยการส่ง Reels ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นคลิปตลก ๆ สูตรอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไปด้วยกันตรงไปยังกลุ่มคนสนิท การแชร์อย่างเป็นธรรมชาติและเป็นส่วนตัวเช่นนี้ ได้กลายมาเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่ทรงพลังที่สุดสำหรับครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มในปัจจุบัน

ในประเทศไทย ครีเอเตอร์กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าความลึกซึ้งของความเชี่ยวชาญและความเป็นตัวของตัวเองทางวัฒนธรรมมีพลังมากกว่าจำนวนผู้ติดตาม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนอยู่ในผลวิจัย Generation Zeitgeist 2026 ของ Meta ที่พบว่า 81% ของผู้คนจัดอันดับให้ ‘ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน’ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในตัวครีเอเตอร์ สิ่งนี้ได้ช่วยขับเคลื่อนวัฒนธรรมการเป็น “สาย” ที่โดดเด่นบน Instagram ที่ซึ่งคอมมูนิตี้ที่มีความหลงใหลร่วมกันจะรวมตัวรอบตัวครีเอเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะกลุ่ม เช่น สายบิวตี้ สายกิน และสายการลงทุน ในขณะที่แนวกระแสที่เกิดขึ้นในไทยอย่างซีรีส์ BL (Boy Love) และ T-Pop ก็ได้ทลายกำแพงพรมแดนอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถสร้างฐานแฟนคลับในต่างประเทศที่เหนียวแน่น ทั้งในญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ และลาตินอเมริกาผ่านทาง Reels และด้วยความที่อัลกอริทึมของ Instagram ให้รางวัลกับคอนเทนต์ที่มีการตอบรับที่ดีโดยไม่แบ่งแยกพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ประกอบกับเทคโนโลยี AI Reels Translations ที่ช่วยแปลเสียงพูดแบบอัตโนมัติพร้อมปรับการขยับริมฝีปากให้ตรง (Lip-Sync) ครีเอเตอร์ชาวไทยจึงไม่จำเป็นต้องเลือกข้างระหว่างความเป็นตัวของตัวเองทางวัฒนธรรมกับการเข้าถึงกลุ่มผู้ชมนานาชาติอีกต่อไป เพราะพวกเขาก็สามารถคว้าโอกาสไว้ได้ทั้งสองอย่าง
งานแถลงข่าวครั้งนี้ปิดท้ายด้วยช่วงเสวนาพิเศษร่วมกับ ‘ปีเตอร์’-ปรัตถกรดวงสว่าง นักแสดงและนายแบบไทยรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามองจากผลงานซีรีส์เรื่องแรกอย่าง The Renovation และ Reloved ในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยการเสวนาได้ร่วมเจาะลึกถึงบทบาทของโซเชียลแพลตฟอร์มในการช่วยให้ศิลปินและครีเอเตอร์ไทยสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ชมนานาชาติ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้ผ่านปฏิสัมพันธ์ที่จริงใจ และเปลี่ยนช่วงเวลาแห่งการเชื่อมต่อให้กลายเป็นความสัมพันธ์ระดับสากลที่ยั่งยืนข้ามวัฒนธรรม

‘ปีเตอร์’-ปรัตถกรดวงสว่างได้ร่วมแบ่งปันมุมมองในช่วงการเสวนาว่า: “Instagram ไม่ได้เป็นแค่โซเชียลมีเดียสำหรับผมแต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมผมกับแฟนๆทั่วโลกเข้าด้วยกัน“
สร้างการเติบโตและสร้างรายได้
Instagram กำลังเดินหน้าลงทุนทั้งในด้านเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานในการสร้างรายได้ เพื่อช่วยให้ครีเอเตอร์ชาวไทยสามารถเปลี่ยนคอมมูนิตี้ให้เป็นอาชีพได้อย่างแท้จริง ในฝั่งของการสร้างสรรค์คอนเทนต์ แอปพลิเคชัน Edits ซึ่งปัจจุบันฉลองครบรอบหนึ่งปีด้วยสถิติยอดดาวน์โหลดถึง 7 ล้านครั้งในสัปดาห์แรก ได้มอบคุณสมบัติการตัดต่อวิดีโอระดับมืออาชีพโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในขณะที่เทคโนโลยี AI Reels Translations พร้อมระบบ Lip-Sync ก็เข้ามาช่วยทลายกำแพงทางภาษาสำหรับการเติบโตระดับโลกได้อย่างสิ้นเชิง
ส่วนในฝั่งการสร้างรายได้ Instagram กำลังพัฒนาช่องทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Partnership Ads หรือรูปแบบโฆษณาที่ให้ครีเอเตอร์โปรโมตแบรนด์ผ่านคอนเทนต์ของตัวเอง ได้เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยสร้างรายได้ระดับโลกกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ Creator Marketplace ยังเป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการค้นหาครีเอเตอร์ที่เหมาะกับแบรนด์โดยตรง ส่วน Subscriptions สำหรับมอบคอนเทนต์พิเศษเฉพาะกลุ่มแฟนคลับ และโมเดลระบบ Affiliate Commerce ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและได้เชื่อมต่อครีเอเตอร์ทั่วโลกกว่า 5 ล้านคนบน Facebook เข้ากับบัญชี Affiliate แล้ว “วิสัยทัศน์ของเราชัดเจน ครีเอเตอร์ไทยสามารถหารายได้เพิ่มขึ้นหลายช่องทางโดยทั้งที่ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคอมมูนิตี้หรือผู้ติดตามโดยตรงและข้อเสนอจากแบรนด์ต่างๆ” คุณเรวีซิลวิเนีย Director of Global Partnerships ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดเกิดใหม่จาก Meta กล่าวเสริม “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในคอมมูนิตี้ที่มีชีวิตชีวาที่สุดของ Instagram ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเรามุ่งมั่นที่จะมอบเครื่องมือ การเข้าถึง และเส้นทางรายได้ให้ครีเอเตอร์ไทยสามารถเปลี่ยนความหลงใหลให้กลายเป็นอาชีพที่ยั่งยืน และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นค่ะ”





