สวัสดีครับ ในวันนี้ผมเลือกที่จะหยิบสมาร์ทโฟนที่เพิ่งเปิดตัวกันไปไม่กี่วันนี้มารีวิวนั่นคือ Vivo V7 Plus โดยในรุ่นนี้ทาง Vivo เหมือนต้องการเน้นเรื่องของอายุของแบตเตอรี่ที่อยู่ได้นานจริงๆ และสเปคที่ก็ถือว่ารับได้ในราคา 11,990 ฿

 

Spec

  • Display IPS LCD 5.99″ 18:9 HD (273 PPI)
  • Processor : Snapdragon 450
  • GPU  Aderno 506
  • Ram 4 GB
  • Storage 64 GB
  • OS : Android Nougat 7.1.2 with Funtouch OS 3.2
  • Sim 1 Nano + Sim 2 Nano + micro SD(up to 256 GB)
  • Weight 160 g
  • Front Camera 24 MP f/2.0 with Flash (Live Photo, Face beauty, Portrait Mode, Group Selfie, HDR Auto)
  • Rear Camera 16 MP f/2.0 with Flash (Pro mode, Panorama Face Beauty, Live photo, Ultra HD, PPT, Slow-mo, Time-Lapse, HDR Auto)
  • Video Record Front/Rear 1080P, 720P, 480P
  • 802.11a/b/g/n/ac
  • BLE 4.1 (Update 4.2)
  • Battery 3,225 mAh

Design

ตัวเครื่องด้านหน้าของ Vivo V7 plus นั้นมากับหน้าจอขนาด 5.99″ ในอันตราส่วน 18:9 ที่ทำให้การจับถือนั้นกระชับมือยิ่งขึ้น ถ้าเทียบกับหน้าจอ 16:9 ที่จะมีความกว้างที่มากกว่า. แถมในส่วนของการจัดเรียง กล้องและแฟลช รวมถึงลำโพงสนทนาก็ยังจัดวางได้อย่างเป็นระเบียบ ดูสบายตาและในส่วนของขอบเครื่องนั้น ไม่บางไม่หนาจนเกินไปมีพื้นที่สำหรับพักมือบนขอบจอได้อย่างลงตัว ถือไปเล่นไปไม่เมื่อยแต่…. จะเปิด notification ทีก็ต้องมีเอื้อมนิ้วกันสุดมือเหมือนกันซึ่งเป็นจุดบอดของสมาร์ทโฟนจอ 18:9 ในหลายๆรุ่นเช่นกัน.

ขอบเครื่องนั้น Vivo V7 Plus นั้นมีการเล่นเส้นลายเพิ่มความสวยงามของตัวเครื่องให้ดูมีสเน่ห์เพิ่มขึ้นไปอีก โดยในเครื่องที่ทางผมได้นำมารีวิวนั้นจะเป็นเครื่องสีดำ ซึ่งมีเส้นลายสีเงินเงารอบขอบเครื่องอย่างลงตัวกันเลยทีเดียวเชียว ไฟส่องเข้าเครื่อง ไม่ต้องกลัวว่าจะดำสนิทมันจะมีแสงวิ้งๆ เข้าตาคุณแน่นอน.

ด้านซ้ายของตัวเครื่องจะมาแบบเรียบๆ พร้อมกับเส้นรับสัญญาณบน-ล่าง และแถบใส่ซิม + micro SD ซึ่งแถบใส่ซิมนั้นสามารถใส่ Sim1 + Sim2 + micro SD แยกได้เลย ไม่ใช่แบบ Hybrid เหมือนในหลายๆรุ่นที่ผ่านมาแล้วครับ.

สำหรับด้านล่างขอตัวเครื่อง นั้นจะมีฟีเจอร์สุดแจ่มขั้นเทพอย่าง 3.5 mm ที่มีกำลังขับจากชิป Hi-Fi AK4376 จาก Asahi Kasei Microdevices ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีในระดับนึง , ไมค์และตามมาด้วย UBS 2.0 Port ก่อนจะเป็นลำโพงรูกลมๆเล็กๆ 6 รู.

ด้านขวาถือเป็นศูนย์รวมของทุกๆปุ่มกันเลยทีเดียว เกือบระหว่างกึ่งกลางของเครื่องนั้นจะมี Power Button และขึ้นมาอีกนิดจะเป็น Volume Locker. มีเส้นสัญญาณบน-ล่างเช่นเดิม ถ้าคนที่ใช้งานมือซ้ายก็จะถนัดมือพอดีในการกดแต่ละปุ่ม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คนถนัดมือขวาใช้……ไม่มีลั่นที่มือบีบไปโดนปุ่มแน่นอนครับเพราะว่า ในส่วนของด้านล่างเครื่องนั้นเป็นพื้นที่โล่ง ซึ่งถือได้พอดีมือผมเลยทีเดียว พอดีเป้ะ!!!

ด้านบนของตัวเครื่องดูเหมือนจะไม่มีอะไรก็จริง แต่ว่าฝั่งซ้ายของด้านบนนั้นมี ไมค์อีกตัวนึง ซึ่งคาดว่าน่าจะไว้ใช้สำหรับตัดเสียงรบกวน.

ด้านหลังเครื่องนั้นยังคงเอกลักษณ์ของ Vivo ไว้เช่นเดิมทั้งการวางตำแหน่งของ กล้องและแฟลชที่โดดเด่นเป็นเอกลัษณ์อันยอดนิยมเช่นเดิม แต่ที่ต่างจาก Vivo V5s ที่ทางผมได้เคยรีวิวไปก่อนหน้านี้นั่นคือ การนำสแกนลายนิ้วมือมาวางไว้ด้านหลัง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พอดีของการวางนิ้วชี้พอดีในการจับถือ และลองจากสแกนนิ้วนั้นจะมีสัญลัษณ์ Vivo เงางามวับๆ และ….. อาจมีหลายคนคงคิดว่ามันคือ อลูมิเนียม แต่จริงๆแล้วมันคือพลาสติกเคลือบครับ ผมลองไปค้นหาข้อมูลให้มนุษย์ชาติกระจ่าง… ที่มาของ Plastic Housing

ดีไซน์โดยรวมของ Vivo V7 Plus เนี่ยบอกตรงๆ ถ้าไม่นับในเรื่องของสเปค ถือว่าลงตัวในการออกแบบเลยทีเดียว ไม่ว่าจะตัวเครื่องที่บางแล้วยังเบาอีก แถมตำแหน่งของกล้องหรือ สแกนลายนิ้วมือต่างๆถือว่าจัดวางมาได้ลงตัวพอสมควรสำหรับสมาร์ทโฟน Entry-level ที่เป็นกระแสอยู่ในทุกวันนี้.

User Interface (UI)

สำหรับ Vivo V7 Plus นั้นจะมาพร้อมกับ Android Nougat ครอบทับด้วย FuntouchOS 3.2 ที่พัฒนาขึ้นมาจากเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้พอสมควรในส่วนของความลื่นไหลและการจัดการทรัพยากรที่ทำออกมาได้ดีมากเลยทีเดียว.

Launcher ของ Vivo V7 plus นั้นยังคงมาพร้อมกับหน้าตาเดิมๆที่เหล่าคนใช้งาน Vivo นั้นคุ้นเคยแต่จะเพิ่มการใช้งาน Gesture เพื่อปิดการใช้งานของ navigation bar เพิ่มเข้ามาเพื่อให้ใช้งานที่สะดวกขึ้น โดยสามารถตั้งได้ว่า สไลด์มุมขวาล่างหรือมุมซ้ายล่างเป็น Control Center หรือ Back และการสไลด์มุมล่างตรงกลางขึ้นมาจะเป็นการใช้คำสั่ง Home อีกเช่นกัน. ในส่วนของ notification bar นั้นยังคงมาในแนวเดิมของทาง Vivo. ปล. โดย Control Center ในครั้งนี้ Vivo ได้จับ Recent App มารวมกันอยู่ใน Control Center เลย และเรายังสามารถปรับแต่ง Control Center ได้ด้วยเช่นกัน.

 

และในส่วนของหน้าจอ Lock Screen นั้นเรายังสามารถใช้ Face Unlock ในการปลดล็อคเครื่องได้อีกเช่นกัน โดยการทำงานของ Face unlock นั้นจะทำงานได้รวดเร็ว โดยคุณสมบัตินี้ยังไม่ใช่การนำเซนเซอร์มาตรวจสอบใบหน้า แต่ยังคงใช้การจดจำใบหน้าผ่านการจำจดรูปหน้าของเรา. (อาจจะอันตราย เวลาไปอยู่ในเพื่อนๆของท่าน เพราะเชื่อว่าเจ้าพวกนี้ต้องมีรูปหน้าท่านในการนำมา Unlock แน่นอน.)

ในส่วนของแอพพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นข้อความหรืออินเตอร์เน็ตรวมทั้งแอพต่างๆนั้นมาพร้อมกับการออกแบบในรูปแบบของ Flat ซึ่งมีความเรียบง่ายและสบายตาต่อการใช้งานพอสมควร ถ้าเกิดใครผ่านสมาร์ทโฟนยอดนิยมของ US มาก่อนหรือค่ายในประเทศของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็จะสะดวกและรวดเร็วต่อการใช้งานเป็นอย่างมากเลยทีเดียว.

Theme ส่วนสำคัญสุด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเกือบที่สุดของสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์กันไปแล้ว, โดยทาง Vivo V7 Plus นั้นยังคงมีธีมให้เปลี่ยนทั้ง icon, fonts, Lock Screen Style. ซึ่งใครชอบสไตล์ไหนก็หาในธีมและเลือกเปลี่ยนกันได้อย่างสบายใจ แต่…..ยังไม่สามารถทำธีมใส่เองได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ธีมใน Vivo นั้นน้อยกว่าหลายๆค่ายอยู่เหมือนกัน.

V-Appstore คือแอพที่ทาง Vivo จัดสรรค์แอพที่น่าใช้มาให้เหล่าผู้ใช้งานได้เลือกดาวน์โหลดกันอย่างฟรี โดยส่วนใหญ่จะเป็นแอพฟรีอยู่แล้ว และยังมีบริการการอัพเดทและดาวน์โหลดผ่าน V-Appstore ได้เลย.

I Manager แอพผู้ช่วยเหลือสำหรับการจัดสรรทรัพยากรของเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการแรมของตัวเครื่อง รวมถึงพื้นที่ของตัวเครื่องด้วยเช่นกัน. เท่านั้นยังไม่พอสามารถตรวจสอบการใช้งานอินเตอร์เน็ตได้อีก.

EasyShare แอพนี้จัดว่าเด็ด สำหรับใครที่ต้องการส่งข้อมูลส่งไฟล์อะไรที่เยอะแยะมหาศาล แอพนี้สามารถช่วยคุณได้ ส่งง่ายรับง่าย.

ในส่วนการตั้งค่าของตัวเครื่องนั้นก็เหมือนๆกับ FuntouchOS ทั่วๆไป หรือสมาร์ทโฟนในท้องตลาด แต่ในจุดเด่นของตั้งค่าที่เพิ่มเข้ามาจากบางตัวที่ไม่มีคือ ระบบรักษาความปลอดภัยที่มีให้เลือกทั้ง สแกนลายนิ้วมือ รวมถึงสแกนใบหน้า. และอีกส่วนนึงก็คือ Motion & Gesture ต่างๆของ FuntouchOS 3.2 นั้นมีให้เลือกใช้หลากหลายและตั้งค่าได้หลากหลายอีกเช่นกัน ซึ่งเราสามารถตั้งค่าตามความถนัดของการใช้งานของตนเองได้เต็มที่เลยทีเดียว.

Performance

ประสิทธิภาพของเครื่องในครั้งนี้ ทางผมได้เลือกใช้แอพ 3 แอพในการวัตรประสิทธิภาพของ CPU, GPU, Ram, Storage, Software ซึ่งก็คือ

  • แอพพื้นฐานสำหรับคนชอบคะแนนในการเลือกใช้สมาร์ทโฟน Antutu Benchmark

  • แอพที่วัตรประสิทธิภาพของ core แบบชัดเจนและแม่นยำเกือบที่สุดในเวลานี้ GeekBench

  • ทดสอบการเล่นเกมส์ ด้วยเกมส์ ROV ซึ่งเป็นเกมส์ยอดฮิตของประชาชนชาวไทยในยุคนี้ ซึ่งทาง Vivo V7+ นั้นไม่สามารถปรับค่า Framerate ให้มากกว่า 30 FPS ได้ แต่ก็ยังมีให้เลือกการปรับ Texture และ Resolution ของตัวเกมส์อยู่เช่นเดิม ก็ยังถือว่าโอเครสำหรับสมาร์ทโฟนระดับ Entry-Level. (ทางผมได้แบ่งสมาร์ทโฟนออกเป็น 4 ระดับ Hi-end, Mid-range, Entry-Level, Low-end เพื่อการจำแนกของตลาดที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น.)

Camera

กล้องของ Vivo V7 Plus นั้นหลายคนคงรู้ดีว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่เน้นกล้องหน้า แต่ทางผมขอทำการแหวกกระแสสักนิด เราจะพูดถึงกล้องหลังกันก่อน. สำหรับ กล้องหลัง นั้นก็มาพร้อมโหมดต่างๆมากมายและใช้งานง่าย

  • Normal mode : สำหรับโหมดนี้ก็คือการถ่ายรูปทั่วไปที่เราสามารถเลือกใช้งาน HDR Auto ได้รวมถึงสามารถถ่าย Live Photo ได้อีกด้วยเช่นกัน สำหรับอัตราส่วนของภาพถ่ายที่สามารถถ่ายได้นั้นก็จะมี 4:3 | 18:9 | 1:1
  • Panorama Mode : ซึ่งก็คือโหมดสำหรับการถ่ายภาพในมุมมองกว้างที่สามารถเก็บรายละเอียดของภาพในระยะแนวนอนเท่านั้น ไม่สามารถถ่ายแบบ 360 องศาได้.
  • video mode : สำหรับกล้องของ V7+ นั้นรองรับการถ่ายวิดีโอกล้องหลังในระดับ 1080P ไปจนถึง 480P ซึ่งไม่รองรับกันสั่นทั้ง OIS, EIS
  • Ultra HD : คือการถ่ายรูปให้มีความละเอียดของภาพที่มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสามารถถ่ายได้ในความละเอียด 63 MP แต่จะโปรเซสภาพใช้เวลาสักระยะหน่อยถึงจะถ่ายรูปได้เสร็จ
  • PPT : ใช้สำหรับในการถ่ายเอกสาร ซึ่งข้อดีของโหมดนี้คือ ซอฟต์แวร์จะทำการตัดภาพในส่วนที่ไม่ใช่เอกสารออก โดยที่เราไม่ต้องมานั่งจัดมุมเอง
  • Slow-mo : การถ่ายวิดีโอ สโลโมชั่นที่ อัดได้เพียงแค่ 480P เท่านั้น ซึ่งถือว่า ลำบากต่อการถ่ายสโลอยู่มากเช่นกัน
  • Time-Lapse : การถ่ายวิดีโอในรูปแบบเพิ่มความรวดเร็วของวิดีโอ ที่สามารถเลือกถ่ายได้ตั้งแต่ 1080P ถึง 480P โดยความเร็วของวิดีโอที่เพิ่มขึ้นมานั้น เราไม่สามารถปรับความเร็วได้.
  • Professional : กานถ่ายภาพในโหมดโปรที่เหล่าคนใช้แอนดรอยด์ส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกันดี โดยในโหมดนี้เราสามารถ ปรับค่า EV, ISO จาก 100 – 3200 (ถ้าตั้งออโต้จะดันไปถึง 3573), Speed Shutter 1/5000 – 16 s, White Balance, AutoFocus หรือ ManualFocus.

Rear Camera Example

กล้องหน้า ที่เป็นตัวชูโรงของ Vivo V7 plus ตัวนี้เลยก็ว่าได้เพราะมาพร้อมกับความละเอียด 24MP f/2.0 ที่มี Flash ด้านหน้าที่จะช่วยให้สามารถถ่ายในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงโหมด Portrait ที่สามารถประมวลผลภาพออกมาได้ดีอีกเช่นกัน เดี๋ยวจะขออธิบายความสามารถของกล้องหน้าสักหน่อยก่อนว่าทำอะไรได้บ้าง (ขอประทานโทษ ณ จุดๆนี้ที่รูปกล้องหน้านั้นน้อย เพราะทางผมหานางแบบมิได้. ไว้จะมาอัพเดทในภายหน้า….. )

  • Normal Mode : นั้นคงสามารถถ่ายรูปออกมาได้เป็นธรรมชาติสีสันที่มีความตรงพอสมควร แถมยังสามารถใช้งาน HDR Auto ในกล้องหน้าได้ รวมถึง Live Photo ที่จะทำให้ภาพถ่ายมีชีวิตชีวาขึ้นไปอีก
  • Face Beauty : ที่สามารถปรับหน้าให้หน้าสวยหน้าขาว หน้าอิ่มเอม หน้าอีกมากมาย…. แต่ทีเด็ดของ Face Beauty ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การปรับความสวยของหน้าตา เพราะว่าทีเด็ดในครั้งนี้ก็คือ Portrait Mode ในกล้องหน้าที่ใช้ ซอฟต์แวร์ของเครื่องในการประมวลผลที่สามารถดึงประสิทธิภาพของกล้องออกมาได้กว่าตอน V5s พอสมควร. แถมใช้งานง่ายไม่ยุ่งยากอีกด้วย.
  • Group Selfie : หรือที่คนทุกคนจะรู้จักก็คือการถ่าย Panorama ที่ถ่ายผ่านกล้องหน้า ซึ่งความสามารถนี้จะช่วยให้เก็บภาพบรรยากาศร่วมกับเพื่อนฝูงได้เต็มที่มากยิ่งขึ้น และรายละเอียดที่ดียิ่งขึ้นกว่าการเอื้อมสุดมือและตั้งกล้องเป็นแนวนอน
  • Video : สำหรับการถ่ายวิดีโอนั้นยังคงสามารถถ่ายวิดีโอได้ตั้งแต่ 1080P – 480P เหมือนกลับกล้องหลัง ซึ่งไม่รองรับกันสั่นเช่นเดิม.

Front Camera Example

 

Good or Not ?

สิ่งดีดี

  • กล้องหน้าที่เรียกได้ว่าอาจดีสุดในหมู่เครื่องศูนย์ตอนนี้ ที่มีความละเอียดสูง
  • User interface ที่แก้ไขในจุดด้อยของรุ่นเก่าๆมาได้เยอะพอสมควรเลยทีเดียว ลื่นไหล
  • ตัวเครื่องถือถนัดมือ ใส่กระเป๋าสบาย และมีน้ำหนักของเครื่องที่กำลังดี
  • จอ HD ที่ให้สีสันที่สบายตา และความสว่างของหน้าจอที่ตรวจวัตรฉลาดขึ้น เลยช่วยปิดจุดบอดเรื่องจอหยาบลงได้
  • ระบบรักษาความปลอดภัยทำงานเร็วทั้งนิ้วมือ และสแกนใบหน้า
  • กล้อง pro mode การทำงานถือว่าออกมาได้ดีในระดับนึง ในรูปแบบไฟล์ JPG
  • แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ทั้งวันสบายๆ

ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง

  • กล้องหลัง ในเวลาแสงน้อยยังต้องปรับปรุง
  • วัสดุตัวเครื่อง ที่ลดลงมาเหลือแค่พลาสติก จากเดิมที่รุ่นก่อนหน้าเป็น อลูมิเนียม
  • การเล่นเกมส์ ถ้าใครสายเกมส์เมอร์คงต้องมองข้ามไปได้เลย
  • USB 2.0 ซึ่งตัวหน่วยประมวลผลมันรองรับ USB 3.0 แต่ไม่นำเข้ามาใช้งาน
  • คุณภาพของเสียงลำโพงและหูฟังยังไม่สุด แต่พอรับได้ไม่น่าเกลียด.
  • Android 7.1.2 ก็จริงแต่ไม่สามารถใช้งาน App Shortcut จากทาง Android ได้

ถ้าผิดพลาดประการใด ขออภัย ณ ที่นี้ครับ, ขอขอบคุณที่ติดตามการรีวิวของทาง Tech-Hangout มากครับ.

Written icrEAm

Shares 0

Comments กันได้เลย !

Comments